ภัยพิบัติในมุมมองศาสนาอิสลาม: มุมมองจิตนิยมท่ามกลางวิทยาศาสตร์

www.siamsewana.org

พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์   
วันอาทิตย์ที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๙
อับดุชชะกูร์ บิน ชาฟิอีย์ ดินอะ (อับดุลสุโก ดินอะ)
“ส่วนคนดีก็เนื่องจากการนิ่งเฉย ต่อความเลวทราม และไม่รณรงค์ปฏิรูปสังคมให้ดีขึ้น ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงต้องประสบเคราะห์กรรมเหมือนๆกัน”
 อับดุชชะกูร์  บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก  ดินอะ)[email protected]   ด้วยพระนามของอัลลอฮ์  ผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ     มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิพระองค์ผู้ทรงอภิบางแห่งสากลโลก  ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสดามูฮัมมัด  และผู้เจริญรอยตามท่านสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกคน เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ไฟไหม้ป่า โรคระบาดที่ไม่มียาแก้ เศรษฐกิจที่ซบเซา ความแห้งแล้ง ความแปรปรวน ของสภาพอากาศ รวมทั้งความปั่นป่วนของสังคมโลกและโดยเฉพาะปลายปี2547 เหตุการณ์ซึนามิ   พายุที่สหรัฐหรือแผ่นดินไหวในปากีสถานและ น้ำท่วมภาคใต้ เหตุการณ์เหล่านี้......เคยถามตัวเองบางไหม ? ถามตัวเองว่า ทำไมสิ่งนี้ต้องเกิดขึ้น ? ทำไมสิ่งนี้ต้องมาประสบกับเราหรือมนุษย์ด้วย ? สำหรับมุมมองผู้เคร่งศาสนา หรือศรัทธาชนในศาสนาอิสลามแล้วเขาจะกลับไปมองตัวเอง    คอยตำหนิ ค้นหาความผิดพลาดของตัวเอง และรำพึงว่า "ฉันคงจะก่อความผิดอะไรไว้เป็นแน่ หรือไม่ฉันคงไปทำเลินเล่อ ต่อบทบัญญัติของ พระเจ้า ? หรือไม่ก็คงไปสร้างความอยุติธรรมกับใครไว้" เขาจะรีบรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า คร่ำครวญขอ เพื่อให้พระองค์ ประทานการอภัยโทษ และอ้อนวอน ด้วยคำสำนึกผิดที่บุพการี แห่งมนุษยชาติ (ศาสดาอาดัม-ฮาวา) ได้เคยกล่าวขอไว้ขณะที่ออกมาจากสรวงสวรรค์ ว่า ด้วยคำสำนึกผิดที่บุพการี แห่งมนุษยชาติ (อาดัม-ฮาวา) ได้เคยกล่าวขอไว้ขณะที่ออกมาจากสรวงสวรรค์ ว่า ความว่า: "เขาทั้งสอง (เริ่มสำนึกผิด และ)กล่าวว่า " โอ้ องค์อภิบาลของเรา เราได้อธรรมแก่ตัวเราเองแล้ว และมาดแม้นพระองค์ ไม่ทรงให้อภัยแก่เรา และพระองค์ (ไม่) เมตตาเรา แน่นอนเราทั้งสอง ก็ย่อมเป็นส่วนหนึ่ง จากบรรดา ผู้ขาดทุน" นี่แหละ คือเรื่องราวของชนผู้ศรัทธาที่แท้จริง เมื่อชีวิตของเขาพบกับสิ่งที่ดีงาม เขาจะตอบรับความโปรดปรานนี้ว่า มันมาจากอัลลอฮ์ และกล่าว สรรเสริญ ความว่า: "และพวกเขากล่าวว่าการสรรเสริญเป็นสิทธิของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงชี้นำพวกเราเพื่อสิ่งนี้ (สวรรค์) และพวกเราจะไม่ได้รับการชี้นำอย่างแน่นอน หากแม้นอัลลอฮ์ ไม่ทรงชี้นำพวกเรา" แต่เมื่อใดที่ชีวิตต้องประสบกับสิ่งเลวร้าย เขาจะไม่ตำหนิ กล่าวหาใครนอกเสียจากตัวเองเท่านั้น  บรรพชนบางท่านมักกล่าวว่า " จริงๆแล้วฉันเห็นลางร้ายของบาปซ่อนอยู่ ในพฤติกรรมของภรรยาและสัตว์ของฉัน" หมายถึงว่า เมื่อใดที่ภรรยาของท่านทำหน้าบูดบึ้งเข้าใส่ หรือพาหนะที่ขี่นั้น เกิดพยศดื้อดึงขึ้นมา ท่านจะกล่าวว่า " ฉันคงจะไปทำบาปหนึ่งบาปใดเข้าแล้ว ดังนั้นบาปต่างๆที่ถูกก่อขึ้น ย่อมส่งผลร้ายติดตามมาทั้งโลกนี้ และ โลกหน้า ท่าน อินนุอับบาส (สาวกท่านหนึ่งศาสดา) ได้กล่าวไว้ว่า แท้ที่จริงแล้ว กุศลกรรม (ความดีงาม) นั้น จะส่องประกายอยู่บนใบหน้า และฉายรัศมีอยู่ในหัวใจ จะเป็นสิ่งที่จะมาเปิดให้ได้รับปัจจัยยังชีพให้กว้างขวาง จะเป็นพลังให้กับร่างกาย และเป็นความรักในหัวใจของชาวโลก และแท้จริง อกุศลกรรม (ความเลว) นั้นจะเป็นรอยด่างดำบนใบหน้า จะเป็นความมืดมนภายในจิตใจ จะสร้างความอ่อนแอแก่ร่างกาย จะเป็นสิ่งตัดทอนริสกี(ปัจจัยยังชีพ) และเป็นความโกรธกริ้วในจิตใจของชาวโลก คนเราบางคนคิดว่าลางร้ายของบาป และการลงโทษนั้น คงจะถูกชะลอ ประวิงเอาไว้จนกว่าจะมีการพิพากษาในวันกิยามัต(สิ้นโลก)   อันที่จริงมันไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป จริงๆแล้วการลงโทษจะมีทั้งในดุนยา(โลกนี้) และวันอาคิรัต(โลกหน้า) ความผิดบางอย่าง อัลลอฮ์ จะรีบลงโทษ ตั้งแต่ในดุนยานี้ โดยเพราะอย่างยิ่งในกรณีที่ ผู้กระทำผิด มิได้ถูกลงโทษตามบทบัญญัติของศาสนา การลงโทษที่ เรียกว่า การลงโทษตามกฎสภาวะการณ์ ก็จะคอยจ้องเล่นงานเขา ความผิดแต่ละอย่างนั้น ย่อมมีบทลงโทษที่แตกต่างกันไป มีทั้งบทโทษหนัก และบทโทษเบา อาทิเช่นบทลงโทษ บทเฆี่ยนตีสำหรับผู้ที่ผิดประเวณี หรือดื่มสิ่งมึนเมา บทลงโทษตัดมือสำหรับผู้ที่ลักขโมย บทลงโทษประหารชีวิต สำหรับผู้ที่เจตนาฆ่า และบทลงโทษอื่นๆอีก ตามที่มีระบุอยู่ในอัล-กุรอาน หรือ อัล-ฮะดิษ และที่เป็นมติของบรรดาปวงปราชญ์  เมื่อบทลงโทษเหล่านี้ได้ถูกนำมาปฎิบัติอย่างสมบูรณ์ และบัญญัติของอัลลอฮ์ ศุบหฯ ได้ถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง บทลงโทษตามสภาวะการณ์จะถูกผ่อนปรนไป ด้วยเหตุนี้ท่านร่อซู้ล( มุฮัมมัด)จึงได้มีวจนะ ความว่า: "บทลงโทษที่ถูกนำมาปฏิบัติบนพื้นพิภพนี้ ย่อมเป็นความดีสำหรับชาวพิภพนี้ยิ่งกว่าการได้รับน้ำฝนถึงสี่สิบวัน"  บทลงโทษของอัลลอฮ์ที่ถูกนำมาปฏิบัติอย่างเที่ยงธรรมต่อผู้ที่คู่ควรแก่การต้องโทษตามกฎเกณท์นั้น ย่อมเป็นความจำเริญ และศิริมงคล กับหน้าแผ่นดินนี้ ยิ่งกว่าน้ำฝนที่หลั่งลงมา 40 วันแน่นอน เพราะ ย่อมไม่มีความดีอะไร ที่ฝนหลั่งลงมาจากฟากฟ้า แล้วทำให้พืชงอกขึ้นมาแตกดอกออกผล และท้ายที่สุดกลายมาเป็นอาหารของเหล่าผู้ก่อกรรม ทำชั่วทั้งหลาย ต่างกับบทลงโทษ ซึ่งจะทำให้ผู้ก่อกรรมทำชั่วนั้นหมดโอกาส หรือสำนึกผิด บทลงโทษตามบัญญัตินั้นจะประสบเฉพาะกับบุคคลที่ก่อความผิด ซึ่งควรแก่การถูกลงโทษเท่านั้น แต่สำหรับการลงโทษตามกฎสภาวะการณ์ นั้นจะครอบคลุมทั้งหมด ทั้งผู้ทำผิดและผู้ไม่ได้ทำผิด   อัลลอฮ์ทรงตรัสไว้ ความว่า: "และเจ้าทั้งหลายจงระมัดระวังการทดสอบ ซึ่งจะไม่ประสบกับพวกฉ้อฉลจากพวกเจ้า (แต่เพียงผู้เดียว) โดยเฉพาะ (แต่ผู้อยู่ในสังคมเดียวกับพวกนั้น ก็ต้องประสบด้วย) และพวกเจ้าทรงทราบเถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์ ทรงลงโทษอย่างร้ายแรงนัก" (ซูเราะห์อัลอัมฟาล อายะห์ที่ 25)  ทั้งคนดีและคนเลวต่างต้องประสบกับบาลอ (ภัยพิบัติ) และลางร้ายแห่งบาปเหมือนๆกัน คนเลวก็ เนื่องจากความเลว ที่เขานั้นได้ก่อขึ้น  ส่วนคนดีก็เนื่องจากการนิ่งเฉย ต่อความเลวทราม และไม่รณรงค์ปฏิรูปสังคมให้ดีขึ้น ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงต้องประสบเคราะห์กรรมเหมือนๆกัน บาปกรรมต่างๆนั้น จะเป็นลางร้ายต่อปัจเจกชน ต่อสังคม ต่อเพื่อนมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้นมันยังจะเป็นลางร้ายต่อสัตว์โลกและสิ่งมีชีวิตทั้งหมด  ดังที่ท่านอบูฮุรอยเราะห์ ได้กล่าวว่า : แท้จริงแล้วนก" ฮูบารอ " (นกชนิดหนึ่งใน ยุโรป) จะตายอยู่ในรังของมัน เนื่องจากความเนรคุณของมนุษย์ และท่านมุจาฮิดได้กล่าว ว่า : สัตว์โลก ทั้งหลายต่างสาปแช่งลูกหลานอาดัม ที่เนรคุณ เมื่อเกิดการแห้งแล้งอย่างรุนแรง และฝนได้ขาดช่วง พวกมันจะพากัน กล่าวว่า : นี่เป็นลางบาปของลูกหลานอาดัมอย่างแน่นอน  ภัยพิบัติกับการควบคุมที่สมดุลต่อจักรวาล พระผู้เป็นเจ้าได้ให้ความเฉลียวฉลาดแก่มนุษย์เพื่อค้นหาสัดส่วนของก๊าซธรรมชาติในพื้นผิวโลก ชั้นบรรยากาศอยู่สูงขึ้นไปจากผิวโลกถึง 15  กิโลเมตร บรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์อยู่สูงขึ้นไปจากเส้นศูนย์สูตร 15  กิโลเมตรและจากขั้วโลกทั้งสอง 8  กิโลเมตร บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์อยู่สูงขึ้นไปจากนั้นระหว่าง  16 50 กิโลเมตรและสูงไปกว่านั้นก็เป็นชั้นที่เรียกว่าเมโสสเฟียร์และเธอร์โมสเฟียร์ ก๊าซอย่างเช่นคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนสกัดกั้นและดูดซึมความร้อนของดวงอาทิตย์ในบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์และก่อให้เกิดสิ่งที่รู้ทั่วไปกันว่า  ผลเรือนกระจก  (Greenhouse  Effect)  ก๊าซอย่างเช่น  โอโซนนั้นจะดูดซับรังสีอุลตราไวโอเล็ตของดวงอาทิตย์ไว้คล้ายกับโล่ที่คอยป้องกันในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิสและก๊าซซีเอ็ฟซี  ได้ทำให้เกิดรูรั่วในโล่ที่คอยป้องกันรังสีอุลตร้าไวโลเล็ตไว้มิให้เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตแล้ว รูนี้ได้ถูกตรวจสอบพบเหนือขั้นโลกใต้และยังคงขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนประมาณกันว่ามีขนาดใหญ่กว่าประเทศสหรัฐแล้ว  โดยปกติแล้ว อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศเหล่านี้แตกต่างกันไปตามความสัมพันธ์อันปกติของพลังธรรมชาติโดยไม่ได้มีการกระทบกระเทือนกัน  แต่การกระทำของมนุษย์กำลังรบกวนสมดุลของมัน อัลลอฮฺได้โองการในอัลกุรอานความว่า :- พระองค์ได้ทรงยกชั้นฟ้าไว้สูงและได้ทรงกำหนดความสมดุลไว้ ดังนั้น สูเจ้าจงอย่าได้ทำให้ความสมดุลเสียไป จงชั่งด้วยความเที่ยงธรรมและจงอย่าให้น้ำหนักพร่องไป(โปรดดูกรุอาน 55:7-9 และ 54:49 และ 67:3) แต่เรามนุษย์ด้วยความโลภทางวัตถุอย่างไร้สติและความทะนงในสติปัญญาของตัวเองได้แสดงความโง่เขลาที่ขัดกับสติปัญญาและสร้างความเสียหายให้แก่สิ่งแวดล้อม จนทำให้โลกต้องเผชิญกับอันตรายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในการที่จะช่วยโลกให้ปลอดภัยจากอันตรายดังกล่าว เราจะต้องยอมจำนนต่อกฎของอัลลอฮฺผู้ทรงเอกะและต่อทางนำของพระองค์แล้วหันหลังให้ความยโสโอหังทางด้านวิทยาศาสตร์และการกระทำผิดของเรา เลิกการครอบงำทางด้านการเมืองและการกอบโกยทางเศรษฐกิจ เพื่อโลกที่ปลอดมลภาวะในทุกด้านแห่งการดำรงอยู่ของเรา เปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาโลกอย่างยั่งยืน นั่นคือการพัฒนาทางด้านจริยธรรมและยึดคุณค่าด้านศาสนาเป็นแกนกลางด้วยเศรษฐกิจสวัสดิการที่แบ่งกำไรมากกว่าเศรษฐกิจกดขี่ขูดรีดโดยระบบดอกเบี้ย ดำเนินชีวิตที่สมดุล สันติและมีคุณประโยชน์  เลิกพัฒนาการท่องเที่ยวทียึดอบายมุขเป็นจุดขายเพื่อนำเศษเงินของนักท่องเที่ยวโดยไม่สนใจคุณค่าด้านจริยธรรม คุณธรรมและสิ่งแวดล้อม ดร. อับดุลลอฮ์ อุมัรฺ นะซีฟ อดีตเลขาธิการของสันนิบาตโลกมุสลิม  ได้กล่าวว่า :- มุสลิมจะต้องหันกลับไปหาแก่นของคุณค่านี้ กลับไปสู่หนทางแห่งความเข้าใจตัวเองและสิ่งแวดล้อมของตน ความคิดเรื่องเอกภาพความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ  ความเป็นผู้ได้รับความไว้วางใจ และความรับผิดชอบจะต้องไม่ถูกลดลงมาเป็นแค่เรื่องความดีงามส่วนบุคคล แต่มันจะต้องนำทางชีวิตและการงานทุกด้านของพวกเขา กฎหมายอิสลามจะต้องไม่ถูกคิดว่าเป็นแค่เรื่องการลงโทษอาชญากรรมเท่านั้น มันจะต้องเป็นผู้ริเริ่มในการออกกฎหมายทางด้านสิ่งแวดล้อมด้วย  (โปรดดู The Assissi Declaration, 1986, Italy and TheOhito Declaration, Japan and Britain,1995) หลังจากที่ศึกษาข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐศาสตร์ สังคมและวิเคราะห์ภูมิหลังทางด้านความเชื่อในพระเจ้าและสังคมแล้ว มันก็ไม่เป็นการง่ายที่จะมาถึงข้อสรุปนี้ แต่เรามีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ผลที่ติดตามมาจากการปฏิบัติตามคำสอนของพระเจ้าก็คือการอนุรักษ์ ไม่ใช่การทำลายสิ่งแวดล้อม ความเสียหายที่เราทั้งหมดได้ทำไปโดยความคิดผิดๆ และทั่วทั้งโลก พระผู้เป็นเจ้าทรงกรุณาและเมตตา ดังนั้น พระองค์จะทรงยอมรับการสำนึกผิดด้วยความบริสุทธิ์ใจและหันห่างออกจากความผิดที่เราได้ทำไปอย่างแน่นอน ถ้าเราตัดสินใจว่าจะไม่ไปทำความผิดนั้นอีกและถ้าผู้ใดกระทำชั่วหรืออธรรมต่อตัวของพวกเขาเอง และหลังจากนั้นได้ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ เขาจะพบอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยยิ่ง ผู้ทรงเมตตาเสมอ(โปรดดูกรุอาน 4:110 และ4:48, 42:5, 53:23, 57:21) และอัลลอฮฺได้โองการในอัลกุรอานความว่า  :-  เมื่อใดก็ตามที่ได้มีการบอกกับพวกเขาว่า จงอย่าอย่าสร้างความเสียหายขึ้นในแผ่นดินพวกเขาจะตอบว่า แท้จริงแล้ว เราเป็นผู้ฟื้นฟูต่างหาก (กรุอาน 2:10) การลงโทษของเรานั้นมักจะประสบกับผู้ที่ฉันประสงค์ แต่ทว่าความเมตตา ปราณีของเรานั้นกว้างขวางทั่วทุกสิ่ง ซึ่งเราจะกำหนดให้แก่บรรดาผู้ยำเกรงต่อเราและผู้ชำระซากาตและแก่บรรดาผู้ศรัทธาต่อโองการทั้งหมดของเรา (7 : 150) ความเสียหายได้เกิดขึ้นทั้งบนบกและในน้ำเป็นผลจากน้ำมือของมนุษย์ เพื่อพระองค์จะให้พวกเขาได้ลิ้มรสในบางส่วนที่พวกเขาได้ก่อไว้ โดยหวังที่จะให้พวกเขากลับเนื้อกลับตัว (30 : 41) ความเป็นจริงหากใครเรียนประวัติศาสตร์จะพบว่า ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ นับจากมนุษย์ในยุคแรก    จวบจนยุคปัจจุบัน  ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺกำหนดให้มันเกิดขึ้นและให้มันต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อที่จะคอยเตือนสติให้มนุษย์ที่หลงลืมความยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้หันมาคิดทบทวน ณ บัดนี้ สมควรอย่างยิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรจะหวนกลับมาไตร่ตรองตัวเอง รำลึกถึงอัลลอฮ์ ศุบหฯ และกล่าวคำสารภาพผิด ออกมาอย่างใจจริง พวกเขาจงตำหนิค้นหาความผิดของตนเอง และรับรู้ไว้เสมอว่า อัลลอฮ์ จะไม่เปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่ กับกลุ่มชนหนึ่ง กลุ่มชนใด เว้นแต่พวกเขาจะเปลี่ยนแปลงมันด้วยตัวเองเสียก่อน  ผู้อ่านที่เคารพไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ท่านจะเชื่อหรือไหม.....แต่หากโลกนี้ปราศจากคนชั่ว  คิดไม่ดีต่อชาติบ้านเมือง  สังคม เศรษฐกิจ และโดยเฉพาะทำลายสิ่งแวดล้อมแน่นอนสังคมโลกต้องมีความสุขมากกว่านี้อย่างแน่นอน  เรียบเรียงจาก ·          มุสลิมไทย.คอม เรื่องลางบาป·          Ahmad Akhtaruddin, et al,2003, อิสลามกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม, แปลจาก Islam and The Environmental Crisis, โดยบรรจง บินกาซัน,กรุงเทพ  : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : หน้า 232-237)