ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behavioral Learning Theories)
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม เน้นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า และการตอบสนอง โดยอินทรีย์จะต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนองอันนำไปสู่ความสามารถในการแสดงพฤติกรรม
1 ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค (Classical Conditioning) ผู้ที่ทำการศึกษาทดลองในเรื่องนี้คือ พาฟลอฟ (Pavlov) ทำการศึกษาทดลองกับสุนัข โดยฝึกสุนัขให้ยืนนิ่งอยู่ในที่ตรึงในห้องทดลอง ที่ข้างแก้มของสุนัขติดเครื่องมือวัดระดับการไหลของน้ำลาย การทดลองแบ่งออกเป็น 3 ขั้น คือ ก่อนการวางเงื่อนไข ระหว่างการวางเงื่อนไข และหลังการวางเงื่อนไข
ขั้นที่ 1 เสียงกระดิ่ง (CS) ไม่มีน้ำลาย
ผงเนื้อ (UCS) น้ำลายไหล (UCR)
ขั้นที่ 2 เสียงกระดิ่ง น้ำลายไหล (UCR)
และผงเนื้อ (UCS)
ทำขั้นที่ 2 ซ้ำกันหลาย ๆ ครั้ง
ขั้นที่ 3 เสียงกระดิ่ง (CS) น้ำลายไหล (CR)
การเรียนรู้แบบวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคคือการตอบสนองที่เป็นไปโดยอัตโนมัติเมื่อนำสิ่งเร้าใหม่มาควบคู่กับสิ่งเร้าเดิม
ซึ่งนักจิตวิทยาเรียกพฤติกรรมการตอบสนองนี้ว่าพฤติกรรมเรสปอนเด้นท์
1.1 คำศัพท์ที่สำคัญในการศึกษาทดลองของพาฟลอฟ
สิ่งเร้าที่เป็นกลาง (Neutral Stimulus)
คือสิ่งเร้าที่ไม่ก่อให้เกิดการตอบสนอง ซึ่งในที่นี้ก็คือ
เสียงกระดิ่งในขั้นที่ 1 สิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไข
(Unconditioned Stimulus หรือ US)
คือสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดการตอบสนองได้ตามธรรมชาติ ซึ่งในที่นี้ก็คือ
อาหาร
สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข (Conditioned Stimulus หรือ
CS)
คือสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดการตอบสนองได้หลังจากถูกวางเงื่อนไขแล้ว
ซึ่งในที่นี้ก็คือ เสียงกระดิ่งการตอบสนองที่ไม่ได้ถูกวางเงื่อนไข
(Unconditional Response หรือ UCR)
คือการตอบสนองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ การตอบสนองที่ถูกวางเงื่อนไข
(Conditional Response หรือ CR)
คือการตอบสนองอันเป็นผลมาจากการเรียนรู้ที่ถูกวางเงื่อนไขแล้ว
1.2 กระบวนการสำคัญอันเกิดจากการเรียนรู้ของพาฟลอฟ
กระบวนการที่สำคัญ 3 ประการ อันเป็นผลจากการเรียนรู้แบบวางเงื่อนไข
คือ
การแผ่ขยาย
คือความสามารถของอินทรีย์ที่จะตอบสนองในลักษณะเดิมต่อสิ่งเร้าที่มีความคล้ายคลึงกันได้
การจำแนก คือ
ความสามารถของอินทรีย์ในการที่จะจำแนกความแตกต่างของสิ่งเร้าได้
การลบพฤติกรรมชั่วคราว คือ การที่พฤติกรรม
การตอบสนองลดน้อยลงอันเป็นผลเนื่องจากการที่ไม่ได้รับสิ่งเร้าที่ไม่ได้ถูกวางเงื่อนไข
ซึ่งในที่นี้ก็คือรางวัลหรือสิ่งที่ต้องการนั่นเอง
การฟื้นตัวของการตอบสนองที่วางเงื่อนไข
หลังจากเกิดการลบพฤติกรรมชั่วคราวแล้ว
สักระยะหนึ่งพฤติกรรมที่ถูกลบเงื่อนไขแล้วอาจฟื้นตัวเกิดขึ้นมาอีกได้รับการกระตุ้นโดยสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข
2 ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ
ผู้ที่เป็นเจ้าของทฤษฎีนี้คือสกินเนอร์
โดยที่เขามีความคิดเห็นว่าทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบคลาสสิคนั้นจำกัดอยู่กับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวน
น้อยของมนุษย์
พฤติกรรมส่วนใหญ่แล้วมนุษย์จะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเองไม่ใช่เกิดจากการจับคู่ระหว่างสิ่งเร้าใหม่กับสิ่งเร้าเก่าตามการอธิบายของพาฟลอฟ
สกินเนอร์ได้อธิบาย คำว่า "พฤติกรรม" ว่าประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ตัว
คือ
ซึ่งเขาเรียกย่อ ๆ ว่า A-B-C ซึ่งทั้ง 3 จะดำเนินต่อเนื่องกันไป ผลที่ได้รับจะกลับกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดขึ้นก่อนอันนำไปสู่การเกิดพฤติกรรมและนำไปสู่ผลที่ได้รับตามลำดับ
สำหรับการทดลองของสกินเนอร์
เขาได้สร้างกล่องทดลองขึ้นซึ่งกล่องทดลองชองสกินเนอร์ (Skinner Boxes)
จะประกอบด้วยที่ใส่อาหาร คันโยก หลอดไฟ
คันโยกและที่ใส่อาหารเชื่อมติดต่อกัน
การทดลองเริ่มโดยการจับหนูไปใส่กล่องทดลอง
เมื่อหนูหิวจะวิ่งวนไปเรื่อย ๆ และไปเหยียบถูกคันโยก
ก็จะมีอาหารตกลงมา
ทำให้หนูเกิดการเรียนรู้ว่าการเหยียบคันโยกจะได้รับอาหารครั้งต่อไปเมื่อหนูหิวก็จะตรงไปเหยียบคันโยกทันที
ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวถือว่าหนูตัวนี้เกิดการเรียนรู้แบบการลงมือกระทำเอง
2.1 คำศัพท์ที่สำคัญในการศึกษาทดลองของสกินเนอร์
การเสริมแรง
คือสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมของบุคคลซึ่งจะแยกเป็น 2
ประเภทคือ การเสริมแรงทางบวก
คือสิ่งที่ก่อให้เกิดการแสดงพฤติกรรมเพิ่มขึ้น และการเสริมแรงทางลบ
คือสิ่งที่เมื่อนำออกไปแล้วจะทำให้การแสดงพฤติกรรมเพิ่มขึ้น การลงโทษ
การเสริมแรงทางลบและการลงโทษมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันและมักจะใช้แทนกันอยู่เสมอ
แต่การอธิบายของสกินเนอร์การเสริมแรงทางลบและการลงโทษต่างกัน
โดยเขาได้เน้นว่าการลงโทษนั้นเป็นการระงับหรือหยุดยั้งพฤติกรรม
เปรียบเทียบการเสริมแรงและการลงโทษ ได้ดังนี้
|
พฤติกรรม |
การเสริมแรง |
เพิ่มพฤติกรรม |
|
พฤติกรรม |
การลงโทษ |
ลดพฤติกรรม ก่อให้เกิดการกระทำ พฤติกรรมนั้นน้อยลง |
เปรียบเทียบการเสริมแรงทางบวก การเสริมแรงทางลบและการลงโทษ
|
ชนิด |
ผล |
ตัวอย่าง |
|
การเสริมแรงทางบวก |
พฤติกรรมเพิ่มขึ้นเมื่อมีสิ่งเร้าโดย |
ผู้เรียนที่ทำการบ้านส่งตรงเวลาแล้ว |
|
การเสริมแรงทางลบ |
พฤติกรรมเพิ่มขึ้นเมื่อสิ่งเร้าที่ไม่ |
ผู้เรียนที่ทำรายงานส่งตามกำหนด |
|
การลงโทษ 1 |
พฤติกรรมลดลงเมื่อมีสิ่งเร้าโดย |
เมื่อถูกเพื่อน ๆ ว่า "โง่" เพราะตั้ง |
|
การลงโทษ 2 |
พฤติกรรมลดน้อยลง เมื่อนำสิ่ง |
ผู้เรียนที่ถูกหักคะแนนเพราะตอบ |
ตัวชี้แนะ คือการสร้างสิ่งเร้าให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม
เพื่อทำให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการ ภายในระยะเวลาที่ต้องการ
ซึ่งบุคคลมักจะลืมอยู่บ่อย ๆตัวกระตุ้น คือ
การเพิ่มตัวชี้แนะเพื่อการกระตุ้นพฤติกรรม
ซึ่งมักจะใช้ภายหลังจากการใช้ตัวชี้แนะแล้ว
2.2 ตารางการให้การเสริมแรง
ในการทดลองของสกินเนอร์ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือกระทำเอง
ดังนั้นระยะเวลาในการให้การเสริมแรงจะมี
อิทธิพลต่อการเรียนรู้มาก ตารางการให้การเสริมแรง สามารถแยกออกได้
ดังนี้
ตัวอย่างตารางการให้การเสริมแรง
|
ตารางการเสริมแรง |
ลักษณะ |
ตัวอย่าง |
|
การเสริมแรงทุกครั้ง (Continuous) |
เป็นการเสริมแรงทุกครั้งที่ |
ทุกครั้งที่เปิดโทรทัศน์แล้ว |
|
การเสริมแรงความช่วงเวลาที่ |
ให้การเสริมแรงตามช่วงเวลาที่ |
ทุก ๆ สัปดาห์ผู้สอนจะทำ |
|
การเสริมแรงตามช่วงเวลาที่ |
ให้การเสริมแรงตามระยะเวลา |
ผู้สอนสุ่มทดสอบตามช่วงเวลา |
|
การเสริมแรงตามจำนวนครั้ง |
ให้การเสริมแรงโดยดูจาก |
การจ่ายค่าแรงตามจำนวน |
|
การเสริมแรงตามจำนวนครั้ง |
ให้การเสริมแรงตามจำนวนครั้ง |
การได้รับรางวัลจากเครื่อง |
2.3 การปรับพฤติกรรม
การปรับพฤติกรรม คือ
การนำแนวความคิดของสกินเนอร์ในเรื่องกฎแห่งผลมาใช้อย่างเป็นระบบเพื่อทำการปรับพฤติกรรมของบุคคล
หลักการนี้อาจจะใช้ทั้งการเสริมแรงทางบวกและการเสริมแรงทางลบประกอบกัน
อย่างไรก็ตามจากการศึกษาวิจัยของทิฟเนอร์และคณะ พบว่าในหลาย ๆ
ครั้งที่การใช้หลักดังกล่าวไม่เกิดผลนั่นก็คือแม้จะใช้หลักการชม
แต่ผู้เรียนก็ยังคงมีการกระทำผิดต่อไป
ดังนั้นการใช้หลักดังกล่าวควรจะใช้ร่วมกับเทคนิคอื่น ๆ ด้วย
หลักการชมที่มีประสิทธิภาพ
ควรจะมีลักษณะดังนี้
(1) ควรชมพฤติกรรมที่สมควรได้รับการยกย่อง
(2) ระบุพฤติกรรมที่สมควรยกย่องอย่างชัดเจน
(3) ชมด้วยความจริงใจ
3.ทฤษฎีความสัมพันธ์เชื่อมโยง ผู้ที่ทำการศึกษาทดลองในเรื่องนี้คือ
ธอร์นไดน์
ได้กล่าวว่าการเรียนรู้คือการที่ผู้เรียนสามารถสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยง
ระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง
และได้รับความพึงพอใจที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ขึ้น ในการทดลอง
ธอร์นไดน์ได้สร้างกรงทดลองที่ทำด้วยไม้
ภายในกรงมีคานไม้ที่ยึดกับเชือก ซึ่งต่อไปยังประตู เพื่อให้เปิด -
ปิดได้เมื่อเหยียบคาน นำแมวมาขังไว้ในกรง
นอกกรงมีปลาวางให้แมวสังเกตเห็นได้
เมื่อแมวหิวมันจะพยายามหาทางออกมากินอาหาร
โดยพฤติกรรมของมันจะมีลักษณะแบบลองผิดลองถูก
ด้วยความบังเอิญไปเหยียบถูกคานทำให้ประตูเปิด แมวจึงออกมากกินอาหารได้
ในครั้งต่อมาเมื่อแมวหิน
พฤติกรรมของมันจะไม่เป็นแบบครั้งแรกแต่จะใช้เวลาในการออกจากกรงได้เร็วขึ้นตามลำดับ
แสดงว่า แมวเกิดการเรียนรู้แบบสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยง
3.1 กฎการเรียนรู้
ธอร์นไดน์ได้ตั้งกฎการเรียนรู้ที่สำคัญไว้ ดังนี้
(1) กฎแห่งผล กฎนี้ให้ความสำคัญกับผลที่ได้หลังจากการตอบสนองแล้ว
ถ้าผลที่ได้เป็นที่น่าพึงพอใจ
บุคคลนั้นมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมมากยิ่งขึ้นตรงกันข้าม
ถ้าผลที่ได้จากการตอบสนองไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ
บุคคลนั้นมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมนั้นลดลง
(2) กฎแห่งการฝึก กฎนี้ให้ความสำคัญกับการฝึก
โดยการเน้นว่าสิ่งใดก็ตามที่คนเราฝึกบ่อย ๆ เราจะทำสิ่งนั้นได้ดี
ตรงกันข้ามสิ่งใดก็ตามที่เรากระทำโดยขาดการฝึก
เราย่อมทำไม่ได้ดีเหมือนเดิม นักจิตวิทยาได้แบ่งลักษณะการฝึกออกเป็น 2
ประเภท คือ การฝึกติดต่อกัน และการฝึกแบบให้พักเป็นระยะ
ผลการศึกษาทดลองในเรื่องลักษณะการฝึกแสดงออกตามกราฟ
(3) กฎแห่งความพร้อม กฎแห่งความพร้อมนี้มีสาระสำคัญดังนี้ "
เมื่อบุคคลพร้อมที่จะกระทำแล้วได้ทำ เขาย่อมเกิดความพอใจ"
"เมื่อบุคคลพร้อมจะกระทำแล้วไม่ได้ทำ เขาย่อมเกิดความไม่พอใจ" และ
"เมื่อบุคคลไม่พร้อมที่จะกระทำ แต่ต้องกระทำ เขาย่อมเกิดความไม่พอใจ"
จากหลักการดังกล่าวจะเน้นเรื่องความพร้อม ทั้งทางกายและทางจิตใจด้วย
การนำแนวความคิดของกลุ่มพฤติกรรมนิยมมาใช้กับการศึกษา สามารถกระทำได้
ดังนี้
การนำแนวความคิดของกลุ่มพฤติกรรมนิยมมาใช้กับการศึกษา
|
ความเชื่อพื้นฐาน |
ตัวอย่าง |
การนำมาใช้กับการศึกษา |
|
ความสำคัญของสิ่งแวดล้อม |
สบโชคไม่ตั้งใจเรียนเพราะบรรยา |
พัฒนาสิ่งแวดล้อมในชั้นเรียนเพื่อ |
|
เน้นพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้ (สิ่งเร้าและการตอบสนอง |
สมหวังแสดงพฤติกรรมบางอย่าง |
คิดถึงสิ่งเร้าต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นตัว |
|
การเรียนรู้คือการเปลี่ยน |
พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของ |
อย่าเข้าใจว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นจน |
|
ความต่อเนื่องของเหตุการณ์ |
ชัยแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม |
ถ้าต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
ต้องจัดเหตุการณ์เพื่อส่งเสริมหรือ |
|
หลักการเรียนรู้ที่เหมือนกัน |
สมหวังแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะ |
นำหลักการทดลองที่เกี่ยวกับการเรียนรู้
ซึ่งศึกษาทดลองกับสัตว์ประเภทต่าง ๆ
มาใช้กับสภาพการเรียนในชั้นเรียน |
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory)
ในระยะปัจจุบันนี้นักจิตวิทยาในกลุ่มพฤติกรรมนิยมมีความคิดเห็นตรงกันว่าทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำค่อน
ข้างมีขีดจำกัดในการอธิบายเรื่องการเรียนรู้
ดังนั้นนักจิตวิทยาในกลุ่มนี้หลายคนจึงขยายการศึกษาออกไปโดยหันไป
สนใจกระบวนการคิด
ที่มีผลต่อการเรียนรู้ซึ่งเราไม่สามารถจะเห็นได้โดยตรง
ผู้นำที่สำคัญคือ บันดูรา ได้ตั้งทฤษฎีชื่อ การเรียนรู้โดยการสังเกต
โดยเขาได้อธิบายว่าการเรียนรู้ต้องเป็นปฏิสัมพันธ์กันและกันระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม
1. ลำดับขั้นการเรียนรู้
บันดูราได้แบ่งลำดับขั้นการเรียนรู้โดยการสังเกต ออกเป็น 4 ขั้น
ดังนี้
(1) ความสนใจ
การเรียนรู้ในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียนมีความสนใจและเอาใจใส่ต่อสิ่ง
ที่น่าสนใจ ที่เด่น เป็นต้น เช่น
ในการเรียนการสอนครูจะต้องจัดเนื้อหาให้น่าสนใจ เป็นต้น
(2) ความจำ การที่ผู้เรียนจะแสดงพฤติกรรมตามแบบได้นั้นต้องอาศัยความจำ
ซึ่งอาจจะกระทำได้โดย
อธิบายซ้ำ ๆ ให้ผู้เรียนเห็นหลาย ๆ ครั้ง ให้ฝึกบ่อย ๆ เป็นต้น
(3) การลงมือกระทำ เมื่อเริ่มกระทำตามใหม่ ๆ นั้น
อาจจะไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งจะต้องอาศัยการแนะนำ
ฝึกฝนบ่อย ๆ
(4) การจูงใจและการเสริมแรง พฤติกรรมใด ๆ
ก็ตามที่บุคคลจะทำตามก็ต่อเมื่อพฤติกรรมนั้นมีความน่า
สนใจ ดังนั้นการจูงใจและการเสริมแรงจะมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้มาก
บันดูราได้แบ่งการเสริมแรงออก
เป็น 3 ลักษณะ คือ การเสริมแรงโดยตรง
การเสริมแรงที่ได้รับอิทธิพลจากผู้อื่น และการเสริมแรงตนเอง
ซึ่งเป็นการเสริมแรงที่สำคัญเพราจะเป็นตัวควบคุมการแสดงพฤติกรรมได้ดี
การเสริมแรงในลักษณะนี้คือการสร้างความสำเร็จให้กับตนเองเพื่อใช้เป็นแรงจูงใจในการทำพฤติกรรมต่าง
ๆ
2. ผลที่ได้รับจากการเรียนรู้
(1) ทำให้เกิดพฤติกรรมใหม่ ๆ เช่น
ดูตัวอย่างการเต้นรำ แล้วสามารถกระทำตามได้ หรือตัวอย่าง
ทักษะต่าง ๆ เช่น การปฏิบัติงานในห้องทดลอง การดูตัวแบบ
ที่ดีจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มี
ประสิทธิภาพ
(2) เป็นตัวกระตุ้นพฤติกรรม ที่สามารถกระทำได้แล้ว เช่น ทักษะการพูด
ถ้าได้ดูตัวอย่างบุคคลที่
พูดเก่งก็จะทำให้มีความสามารถในการเรื่องการพูดได้ดีด้วย
(3) การเพิ่มหรือลดการไตร่ตรอง ในการแสดงพฤติกรรม
พฤติกรรมที่ไม่ดีบางอย่างถ้าตัวแบบซึ่ง
เป็นผู้ที่เด่นหรือบุคคลที่สำคัญเป็นผู้กระทำ
จะทำให้เกิดการทำตามอย่าง
(4) การดึงความสนใจ ต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ
เพราะโดยปกติแล้ว การสังเกตผู้อื่นเราจะ
ไม่สังเกตเพียงแค่การกระทำเท่านั้น แต่จะสังเกตสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้องด้วย
(5) การเร้าอารมณ์
การสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่นอาจก่อให้เกิดการมีลักษณะอารมณ์ร่วมด้วย
การนำแนวความคิดของกลุ่มการเรียนรู้ทางสังคมมาใช้กับการศึกษา
|
ความเชื่อพื้นฐาน |
ตัวอย่าง |
การนำมาใช้ทางการศึกษา |
|
การเรียนรู้จากการสังเกต |
ในวิชางานเชื่อมโลหะ ชาญดู |
ทำการสาธิตพฤติกรรมที่ต้อง |
|
การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ |
ชาญเรียนรู้ที่จะเชื่อมโลหะได้ ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่ได้ทดลอง |
บางครั้งการเรียนรู้อาจจะไม่ได้ |
|
กระบวนการทางสมองมี อิทธิพลต่อการเรียนรู้ |
ชาญเอาใจใส่และพยายามจดจำ |
ไม่ควรจะพิจารณาเฉพาะการกระ |
|
เป็นพฤติกรรมที่มีเป้าหมาย |
ชาญมีจุดประสงค์ที่ต้องการทำงาน |
ช่วยผู้เรียนในการตั้งวัตถุประสงค์ |
|
เป็นพฤติกรรมที่สามารถควบ |
ชาญพยายามฝึกฝนเทคนิค ต่าง ๆ ด้วยตนเอง |
กระตุ้นผู้เรียนให้ตั้งมาตรฐานในการ |
|
อิทธิพลทางอ้อมของการเสริมแรง และการลงโทษ |
คำชมเชยและคำตำหนิของครูมีผล |
ศึกษากรรมวิธีการเสริมแรงและการลง |
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยม (Cognitive Learning Theories)
ทฤษฎีการเรียนรู้ในกลุ่มพุทธินิยมนี้ให้ความสำคัญกับความสามารถในการตั้งวัตถุประสงค์
การวางแผน ความตั้งใจ ความคิด ความจำ การคัดเลือก
การให้ความหมายกับสิ่งเร้าต่าง ๆ ที่ได้จากประสบการณ์
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มพฤติกรรมนิยมแล้วจะเห็นว่ามีความแตกต่างกันดังนี้
กลุ่มพฤติกรรมนิยม :
อินทรีย์สร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและการ
ตอบสนองอันก่อให้เกิดความพึงพอใจ
กลุ่มพุทธินิยม : อินทรีย์ต้องนำสิ่งเร้ามาคิด วิเคราะห์ และให้
ความหมายได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
1. ทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยการหยั่งรู้ (Insight Learning) ทฤษฎีการหยั่งรู้นี้เป็นการศึกษาทดลองของนักจิตวิทยาชาวเยอรมันซึ่งเรียกว่า กลุ่มเกสตัลท์ ซึ่งประกอบด้วยนักจิตวิทยาที่สำคัญ 3 คน คือ เวอร์ไทเมอร์ คอฟฟ์ก้า และ เคอเลอร์ คำว่า เกสตัลท์ หมายถึง แบบแผนหรือภาพรวม โดยนักจิตวิทยากลุ่มนี้ได้ให้ความสำคัญกับส่วนรวมหรือผลรวมมากกว่าส่วนย่อย ในการศึกษาวิจัย เขาได้พบว่าการรับรู้ข้อมูลของคนเรามักจะรับรู้ส่วนรวมมากกว่ารายละเอียดปลีกย่อย ในการเรียนรู้และการแก้ปัญหาก็เช่นเดียวกัน คนเรามักจะเรียนอะไรได้ก็ต้องศึกษาภาพรวมก่อน หลังจากนั้นจึงมาพิจารณารายละเอียดปลีกย่อยจะทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องนั้นได้ชัดเจนขึ้น
การเรียนรู้ตามแนวทางของกลุ่มเกสตัลท์ จะมีลักษณะดังนี้
|
ภาพรวม |
รายละเอียดปลีกย่อย |
ภาพรวม |
1.1 การทดลองของกลุ่มการเรียนด้วยการหยั่งรู้
การศึกษาทดลองของนักจิตวิทยากลุ่มนี้รู้จักกันแพร่หลาย คือ
การศึกษาทดลองของเคอเลอร์โดยได้ทำการทดลองกับลิงชิมแฟนซี ชื่อ สุลต่าน
เคอเลอร์ได้จับลิงมาขังไว้ในกรง นอกกรงมีกล้วยซึ่งวางอยู่ไกลจากกรง
และมีไม้ขนาดสั้น - ยาววางเป็นลำดับ ไม้ท่อนสั้นสุดอยู่ในกรง
เมื่อสุลต่านหิว
มันจึงหยิบไม้ท่อนสั้นที่อยู่ใกล้กรงเขี่ยกล้วยแต่ปรากฏว่าเขี่ยไม่ถึงมันจึงวางไม้ลง
และนั่งอยู่มุมหนึ่งพร้อมทั้งมองดูไม้และกล้วยเฉย ๆ อยู่
และในทันใดนั่นเองสุลต่านก็จับไม้ท่อนสั้นเขี่ยไม้ท่อนยาว
แล้วจึงเอาไม้ท่อนยาวเขี่ยกล้วยมากินได้
จากพฤติกรรมดังกล่าวเคอเลอร์สรุปว่าสุลต่านเกิดการเรียน
รู้แบบหยั่งรู้คือ สามารถแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องลองผิดลองถูก
แต่ใช้ประสบการณ์เดิมจากการที่เคยเขี่ยสิ่งของต่าง ๆ
ภายในกรงมาก่อนแล้ว จากการศึกษาทดลองดังกล่าว
นักจิตวิทยากลุ่มเกสตัลท์ที่เน้นการเรียนรู้แบบการหยั่งรู้
จึงได้สรุปว่า โดยปกติแล้วคนเราจะมีวิธีการเรียนรู้และการแก้ปัญหา
โดยอาศัยความคิดและประสบการณ์เดิมมากกว่าการลองผิดลองถูก
เมื่อสามารถแก้ปัญหาในลักษณะนั้นได้แล้ว
เมื่อเผชิญกับปัญหาที่คล้ายคลึงกันก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ทันที
ลักษณะดังกล่าวนี้เกิดขึ้นได้เพราะมนุษย์สามารถจัดแบบ (Pattern)
ของความคิดใหม่เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาที่ตนเผชิญอยู่ได้อย่างเหมาะสม
1.2 หลักการรับรู้
อิทธิพลจากแนวคิดของนักจิตวิทยา
กลุ่มเกสตัลท์ที่อธิบายหลักการรับรู้ของมนุษย์ว่าเป็นพื้นฐาน
สำคัญในการเรียนรู้มีผลให้นักการศึกษานำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมาก
ทั้งนี้เพราะการรับรู้เป็นปัจจัยสำคัญของการเรียนรู้
นักจิตวิทยากลุ่มเกสตัลท์อธิบายว่า
การรับรู้ของมนุษย์จะมีลักษณะเป็นอัตนัย
และเห็นความสำคัญของส่วนรวมมากกว่ารายละเอียดปลีกย่อย
กฎการรับรู้ที่สำคัญมี 4 ข้อ ดังนี้
(1) กฎแห่งความใกล้ชิด สิ่งเร้าที่อยู่ใกล้กัน
มักจะถูกรับรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน
(2) กฎแห่งความคล้าย
สิ่งเร้าที่มองดูคล้ายกันจะถูกจัดว่าเป็นพวกเดียวกัน
(3) กฎแห่งความสมบูรณ์
สิ่งเร้าที่มีบางส่วนบกพร่องไปคนเราจะรับรู้โดยเติมส่วนที่ขาดหาย
ไปให้เป็นภาพหรือเป็นเรื่องที่สมบูรณ์
(4) กฎแห่งการต่อเนื่องที่ดี
สิ่งเร้าที่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันอย่างดี
จะถูกรับรู้ว่าเป็นพวก
เดียวกัน
2. ทฤษฎีการเรียนรู้โดยการประมวลสารสนเทศ (Information
Processing Modle of Learning)
นักจิตวิทยากลุ่มพุทธินินยมมีความสนใจว่ามนุษย์มีวิธีการรับข้อมูลใหม่อย่างไร
เมื่อได้ความรู้แล้วมีวิธีการจำอย่างไร
สิ่งที่เรียนรู้แล้วจะมีผลต่อการเรียนรู้ข้อมูลใหม่อย่างไร
ปัจจุบันทฤษฎนี้กำลังได้รับความสนใจและนำไปใช้ประโยชน์ได้มากในวงการศึกษา
2.1 ขั้นตอนการเรียนรู้
ลำดับขั้นตอนการเรียนรู้ มีดังนี้
สิ่งเร้า คือ สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวมนุษย์ในขณะนั้น
สิ่งเร้าในแต่ละขณะจะมีมากมาย
นักจิตวิทยาเรื่องกระบวนการรับสัมผัสพบว่ามนุษย์มีความสามารถในการรับรู้ข้อมูลต่าง
ๆ ในแต่ละครั้งอย่างมากที่สุด ได้ประมาณ 11 - 12 อย่าง
ระบบบันทึกการรับรู้ คือหน่วยบันทึกความจำหน่วยแรงของมนุษย์
ข้อมูลในขั้นนี้จะเป็นข้อมูลชนิดเดียวกับที่ได้รับรู้มาระยะของความจำจะมีประมาณ
1 - 3 วินาที เพื่อให้บุคคลตัดสินใจว่า มีความสนใจในข้อมูลนั้นหรือไม่
ข้อมูลที่ไม่ต้องการก็จะสูญหายไป
ส่วนข้อมูลที่ต้องการก็จะเข้าสู่ความจำระยะสั้นต่อไป ความใส่ใจ
ในขั้นนี้จะเป็นการคัดเลือกข้อมูลต่าง ๆ ที่สนใจเข้าสู่ความจำระยะสั้น
ในช่วงนี้เรื่อง "สมาธิ" ค่อนข้างมีความสำคัญมาก การรู้จัก
ในขั้นนี้จะเป็นการเก็บรายละเอียดของลักษณะข้อมูลที่สำคัญและนำมาสร้างความสัมพันธ์กับข้อมูลเดิม
ที่มีอยู่แล้ว ความจำระยะสั้น
เป็นสิ่งที่สำคัญในการเรียนรู้เพราะเป็นความจำที่สามารถนำมาใช้ในการทำงานได้
การขยายความคิด เมื่อเกิดความจำระยะสั้นแล้ว
ต้องนำข้อมูลนั้นมาขยายความคิด
โดยการจัดหมวดหมู่และให้ความหมายกับข้อมูลเพื่อนำไปสู่ความจำระยะยาว
ความจำระยะยาว เป็นสุดยอดปรารถนาของการเรียนรู้ข้อมูล
ซึ่งจะต้องมีการจัดระเบียบอย่างดี โดยการแปลความหมาย
สร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงข้อมูล
ข้อมูลใดที่ยังขาดความสัมพันธ์กันหรือมีช่องว่างอยู่ก็จะต้องพยายามขจัดช่องว่างโดยใช้หลักทางตรรกศาสตร์คือการหาเหตุผลและสร้างความสัมพันธ์ระบบควบคุม
มีคุณสมบัติที่สำคัญ คือ
เป็นตัวควบคุมและเชื่อมโยงความจำระยะสั้นและระยะยาว
พร้อมทั้งเป็นตัวกำหนดปริมาณและคุณภาพของข้อมูลที่ผู้เรียนจำและสามารถนำออกไปใช้ได้
การนำมาใช้บ่อย ๆ การนำข้อมูลมาใช้บ่อย ๆ
เพื่อเป็นการย้ำในขันการจำระยะสั้นและเพื่อใช้สำหรับการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง
ๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
2.2 องค์ประกอบของการเรียนรู้
องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้โดยการประมวลสารสนเทศ
ซึ่งนักจิตวิทยาในกลุ่มพุทธินิยมให้ความสำคัญมี 4 ประการ คือ
(1) คุณลักษณะของผู้เรียน คือสิ่งต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียน เช่น ความรู้เดิม ทัศนคติ
(2) กิจกรรมของผู้เรียน
ในส่วนนี้จะเกี่ยวกับขบวนการใช้สมองของผู้เรียนในขณะเกิดการเรียนรู้
โดยพิจารณาว่าผู้เรียนจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง
เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี
(3) ธรรมชาติของสิ่งที่เรียน คือข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลประเภทใด
มีการจัดเรียงลำดับเนื้อหาดีมากน้อย
เพียงใด เป็นต้น
(4) วิธีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน คือลักษณะต่าง ๆ
ที่ผู้เรียนแสดงออกมาเมื่อเรียนรู้แล้ว
3. การเรียนรู้เกี่ยวกับความคิดของตนเอง
(Metacognition)
นักจิตวิทยากลุ่มพุทธินิยม เชื่อว่า
การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพต่อเมื่อผู้รียนควบคุมตนเองได้
ลักษณะดังกล่าวนี้ฟลาแวล
ได้เป็นผู้อธิบายไว้โดยเน้นถึงกระบวนการเรียนรู้ที่จะต้องอาศัยความสามารถทางปัญญา
โดยเขาใช้คำว่า (Metacognition)
เพื่ออธิบายว่าผู้เรียนจะต้องรู้เกี่ยวกับกระบวนการคิดของตนเอง
3.1 องค์ประกอบของความรู้
ฟลาแวล
ได้อธิบายว่าองค์ประกอบของความรู้ที่เกี่ยวกับกระบวนความคิดของตนเองนั้น
จะมี 3 ประการ คือ
(1) องค์ประกอบด้านบุคคล
คือความรู้ความเข้าใจในความสามารถของผู้เรียน
ว่าตนเองมีคุณสมบัติและมีความสามารถอยู่ในระดับใด
(2) องค์ประกอบด้านงาน คือลักษณะของงานที่จะต้องเรียนรู้
(3) องค์ประกอบด้านยุทธวิธี
คือเทคนิคหรือวิธีการที่ผู้เรียนเลือกใช้ในการเรียนรู้งานนั้น
4. การเรียนโดยรู้ความหมาย
แนวความคิดในการเรียนรู้ด้วยวิธีนี้ได้รับอิทธิพลมาจากบรูนเนอร์
การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพก็เพราะผู้เรียนสามารถแปลความหมายของข้อมูลโดยใช้ประสบการณ์ของตนเองเป็นหลักสำคัญ
ไม่ว่าจะเป็นความรู้ในระดับของความคิดรวบยอด หลักการ กฎเกณฑ์
สมมุติฐาน ความสัมพันธ์ ฯลฯ
ผู้เรียนจะต้องอาศัยการแปลความหมายด้วยตนเอง ซึ่งอาจจะมีการเพิ่ม
การตัด การขยาย การดัดแปลงข้อมูลนั้น ๆ
4.1 ความเชื่อพื้นฐาน
นักจิตวิทยาในกลุ่มนี้เชื่อว่า ครูไม่สามารถให้ความรู้แก่ผู้เรียนได้
เพราะความรู้นั้นผู้เรียนจะต้องเป็นผู้สร้างขึ้นมาเอง
ดังนั้นครูผู้สอนต้องสอนข้อมูลที่มีความหมายและมีความสัมพันธ์กับผู้เรียน
การสอนที่ดีจะต้องให้ผู้เรียนค้นพบและนำมาประยุกต์ใช้ได้ด้วยตนเอง
หน้าที่ที่สำคัญของผู้เรียน
คือจะต้องทำการตรวจสอบข้อมูลใหม่กับข้อมูลเดิมอย่างอย่างสม่ำเสมอ
และเมื่อใดก็ตามที่พบว่าข้อมูลเดิมใช้ไม่ได้ต้องรีบทำการปรับปรุงแก้ไข
หน้าที่สำคัญของครูผู้สอนคือสอนให้ผู้เรียนรู้จักคิด
และต้องคำนึงอยู่เสมอว่า
ความรู้นั้นเป็นกระบวนการมิใช่ผลผลิตที่สำเร็จรูป
4.2 เงื่อนไขในการเรียนรู้
การเรียนรู้โดยรู้ความหมายจะเกิดขึ้นได้ก็โดยการฝึกภายใต้เงื่อนไข
ดังนี้
(1) การฝึกหัดวิธีคิด
ผู้สอนจะต้องฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิดโดยการสร้างปัญหาและเงื่อนไขของ
ปัญหาที่เป็นจริง และพยายามฝึกการแก้ปัญหาโดยมองหลาย ๆ ด้าน
(2) เนื้อหาที่ใช้เรียนนั้นต้องเป็นเนื้อหาที่เป็นจริง
โดยการเรียนในเนื้อหานั้นต้องเน้น
ให้ผู้เรียนรู้จักแก้ปัญหาโดยใช้ทักษะและข้อมูลต่าง ๆ ที่หลากหลาย
(3) ผู้เรียนควรมีวิธีการคิดและการแก้ปัญหาในหลายทาง
เพื่อเป็นการฝึกไว้เพราะในชีวิต
จริงคนเราจะมีปัญหาหลายด้าน รวมทั้งความคิดและข้อมูลต่าง ๆ
ก็มีมากมายที่ผู้เรียนจะ
ต้องรู้จักคิดวิเคราะห์เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม
การนำแนวความคิดกลุ่มพุทธินิยมมาใช้กับการศึกษา
ได้เข้ามาเยี่ยมชม และอ่าน Blog เกี่ยวกับ Learning theory แล้วครับ