เทวรูปทั้งสี่ของ Francis Bacon
“เทวรูป” ของ Bacon คือสัญลักษณ์อันหมายถึง “อคติ” ที่นักศึกษาปรัชญาทั้งหลายจำเป็นต้องละทิ้ง หรือทำลาย ประกอบด้วย
๑. เทวรูปแห่งชนเผ่า (Idols of the Tribe)
อคติที่มาจากธรรมชาติของมนุษย์ ที่เข้าใจว่าในธรรมชาติมีระเบียบแบบแผนกว่าที่เป็นอยู่จริง และให้ความสำคัญกับตัวอย่างที่สอดคล้องกับแนวคิดของตัวเอง
๒. เทวรูปแห่งถ้ำ (Idol of the Cave)
อคติที่มาจากประสบการณ์ และพื้นฐานทางการศึกษาของแต่ละคน
๓. เทวรูปแห่งตลาด (Idol of the Market-place)
อคติที่เกิดจากการบิดเบือน เข้าใจผิด ในภาษาที่ถูกลดทอนจนบดบังการสร้างมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์
๔. เทวรูปแห่งโรงละคร (Idol of the Theatre)
อคติที่เกิดจากระบบปรัชญาที่เชื่อถือสืบทอดต่อๆ กันมา
Rene Descartes
ต้องการเริ่มต้นจากรากฐานที่มั่นคง (เหมือนเรขาคณิต) เขาเริ่มจากการ “นิยาม” สิ่งต่างๆ และสืบจากสิ่งที่เห็นว่าจริงแล้ว ค่อยคิดต่อไป
วิธีการคิดของ Descartes
๑. เรื่องที่ไม่รู้แน่ชัด ยังไม่ยอมรับว่าจริง
๒. แยกเรื่องยุ่งยากออกเป็นส่วนๆ ให้ย่อยที่สุด
๓. แก้จากสิ่งที่ง่ายที่สุดก่อน
๔. ทบทวนตรวจสอบว่าไม่ลืมอะไรไป
แนวคิดและผลงานที่สำคัญคือ “ญาณวิทยาของ Descartes”
คำถามสำคัญคือ “มีความรู้อะไรในโลกนี้ ที่เราสงสัยไม่ได้?”
Descartes มองว่า
- ความสงสัย = ความคิด -
- อะไรที่ยังสงสัยได้ ไม่ใช่ฐานที่มั่นคง -
เขาจึงสงสัยทุกสิ่งในโลกนี้ และสิ่งแรกที่เขาสงสัยก็คือ
“ความรู้ที่ได้จากประสาทสัมผัส”
เขาอ้างว่า ตลอดเวลาเราอาจจะยังกำลังฝันอยู่ก็ได้ เพราะความจริง ก็ไม่ต่างอะไรจากความฝัน ในฝันเรารู้สึกต่างๆ นานาไม่ต่างจากโลกในยามตื่น แล้วสิ่งใดคือความจริงเล่า?
เขาจึงบอกว่าความรู้ที่ได้จากประสาทสัมผัสให้ความรู้ที่แน่นอนไม่ได้
Descartes คิดว่ามีอยู่หนึ่งสิ่งที่แน่นอน และเขาเองจะสงสัยไม่ได้เลยนั่นคือ
- ความสงสัยของเขาเอง -
คือเราจะสงสัยในความสงสัยของเราเองไม่ได้ เพราะเมื่อเราคิด เราจึงดำรงอยู่ นี่คือที่มาของคำอันโด่งดังของเขา
I think, therefore I am.
ฉันคิด, ฉันจึงมีอยู่
เพราะหลังจากที่เขาคิดสงสัยทุกอย่างแล้ว เขาก็ตระหนักได้ว่า เมื่อใดที่เขา “สงสัย” แสดงว่าตัวเขา “ดำรงอยู่”
Descartes บอกว่า เขาอาจจะสงสัยร่างกายของเขาเองได้ แต่ไม่มีทางสงสัย “จิต” ที่คิดสงสัยของเขาเองได้เลย
ฉะนั้น สิ่งที่มีอยู่แน่นอนคือ “จิต”
และเขาสำรวจจิตใจตนเอง พบว่ามีความคิดที่ติดตัวแต่เกิดคือ Self (อัตภาพ), Identity (อัตลักษณ์), Substance (สสาร) และ God (พระเจ้า)
แต่จะเชื่อได้อย่างไรว่าปีศาจไม่ได้หลอกโดยเอาความคิดเรื่องพระเจ้ามาใส่หัวเขา หรือแม้กระทั่งความจริงทางคณิตศาสตร์ก็เป็นผลจากการหลอกลวงของปีศาจด้วย
Descartes จึงพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าด้วยเหตุผลสองข้อคือ
Ontological Argument
คือเป็นไปไม่ได้ที่จะคิดถึงพระเจ้าอันเป็นสิ่ง “สมบูรณ์” ว่า “ไม่มีอยู่” เพราะหากพระเจ้าสมบูรณ์ ก็จะต้องมีคุณสมบัติของ “การดำรงอยู่” ด้วย เหมือนกับสามเหลี่ยมที่จะต้องมีคุณสมบัติที่มุมภายในรวมกันเท่ากับ ๑๘๐ องศาเสมอ
Trademark Argument
มีสี่ขั้นตอนคือ
๑. ฉันสงสัย แปลว่าฉันยังไม่สมบูรณ์ (เพราะยังมีความ “ไม่รู้”)
๒. ฉันรู้จักความไม่สมบูรณ์ แสดงว่าฉันรู้จักสิ่งที่ “สมบูรณ์”
(เหมือนกับฉันรู้จักน้ำครึ่งค่อนแก้ว ก็แสดงว่าฉันเองก็รู้จักน้ำเต็มแก้วด้วย)
๓. การรู้จักสิ่งสมบูรณ์ ต้องมีที่มาจาก “สิ่งสมบูรณ์”
๔. ดังนั้น “สิ่งสมบูรณ์” นั้นต้องดำรงอยู่
เมื่อสรุปได้เช่นนี้แปลว่าพระเจ้าต้องมีอยู่ และพระองค์ผู้ทรงเมตตา และมหิทธานุภาพ จะต้องไม่ยอมให้ปีศาจดำรงอยู่แน่
เมื่อไม่มีปีศาจ จึงแน่ใจได้ว่าความจริงทางคณิตศาสตร์ที่มีอยู่ก็เป็นจริง
และเมื่อความจริงทางคณิตศาสตร์เป็นจริง ก็เท่ากับโลกที่เราอยู่เป็นจริงไปด้วย เพราะสสารย่อมเกี่ยวข้อกับคณิตศาสตร์ มันสามารถชั่ง ตวง วัด และนับได้
เพิ่มเติม
Descartes ถูกยกให้เป็นบิดาแห่งปรัชญาสมัยใหม่ ที่พยายามจัดระบบความคิดเกี่ยวกับ พระเจ้าและมนุษย์ และเริ่มต้นแนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง จิตกับกาย
ตามแนวคิดของ Descartes เขาย้ำเสมอว่า ความรู้ที่ได้จากประสาทสัมผัสไม่ใช่ความรู้ที่แน่นอน ความคิดของเราเกี่ยวกับความเป็นจริงภายนอกอาจเป็นภาพลวงตาทั้งหมด ทั้งโลก พระอาทิตย์ ต้นไม้ น้ำ ฯลฯ แต่ความจริงภายนอกก็มีลักษณะบางอย่างที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วยเหตุผล ลักษณะดังกล่าวในสายตาของ Descartes คือ คุณสมบัติทางคณิตศาสตร์ พูดง่ายๆ คือ อะไรก็ตามที่วัดได้ เช่นความกว้าง ความยาว น้ำหนัก ปริมาณ ปริมาตร เราสามารถรับรู้คุณสมบัติ “เชิงปริมาณ” เหล่านี้ด้วยเหตุผลได้ชัดเจนพอๆ กับ ความจริงที่ว่าเราคือสิ่งที่คิดได้และมีตัวตนอยู่
ในทางกลับกัน คุณสมบัติ “เชิงคุณภาพ” เช่น สี กลิ่น และรส นั้นต้องพึ่งพาประสาทสัมผัส จึงไม่สามารถบอกได้ว่าความจริงภายนอกเป็นอย่างไร
อย่างง่ายๆ ก็คือเราสามารถเถียงกันให้ตายไปข้างหนึ่งได้เลย ว่าส้มลูกนี้ เปรี้ยวหรือหวาน จากการชิมของคนสองคน และดูท่าจะไม่มีจุดจบ
แต่เราจะสามารถยุติการทุ่มเถียงระหว่างกันว่าส้มลูกนี้หนักเท่าไหร่ได้ ด้วยการชั่งมัน
เพราะน้ำหนักคือคุณสมบัติตายตัว แต่รสชาติ คือผลของคุณสมบัติของสสารที่กระทบประสาทสัมผัส จิตเราจะปรุงแต่งมันว่าเปรี้ยว หรือหวานก็อีกเรื่องหนึ่ง
Thomas Hobbs
Hobbs เป็นพวกวัตถุนิยม แบบจักรกลนิยม เขาปฏิเสธพระเจ้าแบบที่เป็น สสารอนันต์ และโลกฝ่ายในแบบของ Descartes
Hobbs มองว่า ความคิดก็เป็นเพียงภาพที่เกิดจากการทำงานของสมอง ไม่มีอะไรไปกว่านั้น
เขายังบอกอีกว่า สัตว์ทุกชนิด ทำทุกทางเพื่ออยู่รอด เห็นแก่ตัว เอาประโยชน์และอำนาจ มนุษย์เองก็เช่นกัน เราจึงไม่อาจไว้ใจใครได้เลย
การทำเพื่อผู้อื่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะถึงอย่างไร เราก็ทำเพื่อตัวเอง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เพราะชีวิตในธรรมชาติ โดดเดี่ยว ยากจน น่าสมเพช รุนแรง และแสนสั้น เรามีเพียงสิทธิตามธรรมชาติที่จะป้องกันตนเองทุกวิถีทาง
เราจึงต้องยกอำนาจแก่ผู้ปกครอง ซึ่งจะเป็นผู้ใช้อำนาจเด็ดขาดเพื่อป้องกันการละเมิดแก่ผู้อื่น และเราไม่สามารถถอดถอนอำนาจนั้นได้ ผู้ปกครองที่ Hobbs เอ่ย จะเป็นกษัตริย์ หรือ รัฐสภาก็ได้
น่าเสียดายที่ความคิดแบบนี้ ไม่ถูกใจใครเลย
ทั้งกษัตริย์ และรัฐสภา
Spinoza
Spinoza คิดว่า จักรวาลมีระบบระเบียบ ซึ่งจิตมนุษย์เข้าถึงได้ และสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ก็คือการมีความรู้และดำเนินชีวิตไปตามนั้น
พระเจ้าไม่ใช่ผู้สร้างสรรพสิ่ง แต่เป็นธรรมชาติอันมีระเบียบนั้น คือพระเจ้าในสายตาของ Spinoza ทรงแสดงตนผ่านกฎธรรมชาติที่นำพาให้ทุกสิ่งดำเนินไปตามระบบระเบียบที่วางไว้ อีกนัยหนึ่งคือ กฎธรรมชาตินั่นเอง คือพระเจ้า
- พระเจ้า และธรรมชาติ คือสิ่งเดียวกัน-
ด้วยแนวคิดนี้จึงเอ่ยได้ว่า มนุษย์ไม่ได้มีศักดิ์สูง หรือต่ำกว่าสิ่งใดในโลกเลย เพราะทั้งมวลก็คือพระเจ้า เราจึงควรรักทุกสิ่ง เพราะนั่นเท่ากับเรารักพระเจ้า
เขายังแสดงให้เห็นว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น และดำเนินไป เป็นไปด้วยความจำเป็น ไม่มีสิ่งบังเอิญที่ปรากฏนอกเหนือกฎเกณฑ์ เจตจำนงเสรี จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เพิ่มเติม
Spinoza ถูกขับไล่ออกจากศาสนา (เขาเป็นชาวยิวโดยกำเนิด) เพราะเขาตีความไบเบิลตามแนวประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์
เขาไม่เชื่อว่า ทุกตัวอักษรของคัมภีร์จะมาจากการดลใจของพระเจ้า เขาบอกว่า เราต้องตระหนักเสมอว่าคัมภีร์แต่ละเล่มถูกเขียนขึ้นมาในยุคไหน และต้องตีความจากมุมมองของสังคมในยุคนั้นๆ
เขาเป็นต้นคิดของแนวคิดที่ว่า “พระเจ้าไม่ได้แฟกซ์ไบเบิลลงมาจากสวรรค์”
เหตุนี้ Spinoza จึงถูกขับไล่ออกจากศาสนายิว และยังถูกหยามเหยียดจากศาสนจักรอีกด้วย
สำหรับ Spinoza พระเจ้าไม่ได้สร้างโลกเพื่อจะจ้องดูมันจาก “ภายนอก” แต่พระเจ้าคือโลก
เขาเองยังไม่เห็นด้วยกับความคิดของ Descartes ในการแบ่งความจริงออกเป็นสองสาระ คือ จิต และสสาร
Spinoza มองว่ามีความจริงเป็นเพียงหนึ่งเดียว คือสารัตถะ คือพระเจ้า
เราอาจจะพูดว่า “ฉันกำลังคิด” หรือ “ฉันกำลังเคลื่อนไหว” แต่ก็สามารถพูดได้เช่นกันว่า “ธรรมชาติเป็นคนคิดสิ่งที่เธอคิดได้” หรือแม้กระทั่ง ธรรมชาติเคลื่อนไหวผ่านตัวเธอ
พูดง่ายๆ คือเรามีสิทธิที่จะขยับนิ้วโป้งยังไงก็ได้ตามใจชอบ แต่ก็จะทำได้ตามที่ขอบเขตของธรรมชาติกำหนดไว้เท่านั้น เราไม่สามารถทำให้มันกระโดดออกมาจากมือแล้วเต้นไปรอบๆ ห้องได้
ตรงนี้เองที่อธิบายเรื่องของเจตจำนงเสรีของ Spinoza เขามองว่าเรามีความเสรีอย่างจำกัด ต้นแอปเปิ้ลสามารถโตอย่างไรก็ได้ตามแต่มันจะโต แต่ก็จะออกลูกเป็นทุเรียน หรือชมพู่ไม่ได้ มนุษย์ก็เช่นกัน
Leibniz
Leibniz แยกข้อความออกเป็นสองประเภท คือข้อความแบบวิเคราะห์ (Analytic) และข้อความแบบสังเคราะห์ (Synthetic)
ข้อความแบบวิเคราะห์
คือข้อความที่เป็นจริงตามความหมายของคำ เป็นเท็จไปไม่ได้ และไม่ต้องอาศัยประสบการณ์ในการตรวจสอบ เช่น พ่อเป็นผู้ชาย
ข้อความแบบสังเคราะห์
คือข้อความที่จริงเท็จไม่ขึ้นกับความหมายของคำ อาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และต้องอาศัยการพิสูจน์ เช่น แมวอยู่บนเสื่อ
ยิ่งไปกว่านั้น Leibniz กล่าวอีกว่า ข้อความแบบสังเคราะห์ จริงๆ ก็คือข้อความแบบวิเคราะห์นั่นแหละ! เพราะถ้ามองในมุมมองของพระเจ้า ทุกข้อความจะเป็นจริงโดยความจำเป็น
เขาบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุผลที่ทำให้ต้องเป็นไปในลักษณะหนึ่งๆ และเป็นอื่นไม่ได้ การมีอยู่ของจักรวาลก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีอยู่ เหมือนกับที่แมวจำเป็นต้องเป็นแมว และจำเป็นต้องอยู่บนเสื่อด้วย!
แล้วทำไมจึงมีจักรวาลอยู่ แทนที่จะไม่มีอะไรเลย?
Leibniz ตอบว่า ทางเดียวที่เป็นไปได้คือ ต้องมีพระเจ้าอยู่ และพระองค์เป็นผู้ที่จะต้องมีอยู่เองอย่างจำเป็น ไม่ใช่เพราะสาเหตุอื่น และเมื่อมีพระเจ้า ก็ต้องมีบางสิ่ง มีทุกสิ่ง แทนที่จะไม่มีอะไรเลย
และเมื่อมีพระเจ้า มีสรรพสิ่ง พระเจ้าผู้ทรงความดี และเมตตาธรรม จะต้องสร้างสิ่งที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ดังนั้น ประวัติศาสตร์ และอนาคตทั้งหมด พระเจ้าได้คิดไว้หมดแล้ว และทุกสิ่งที่ดำเนินไป ก็ดำเนินไปตามแบบแผนของพระเจ้าเอง คือหนทางที่ดีที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้
This is the best of all possible worlds.
John Locke
Locke เป็นนักประสบการณ์นิยม ที่เชื่อว่าความรู้ได้มาจากประสบการณ์ที่รับจากประสาทสัมผัส และการคิดในจิตใจ
Locke ปฏิเสธเรื่อง ความคิดที่ติดตัวมาแต่เกิดของ Descartes แต่เขากลับมองเห็นว่ามนุษย์เปรียบเสมือน “กระดานชนวนที่ว่างเปล่า” (Tabula Rasa) ซึ่งประสบการณ์จะเป็นตัวแต่งแต้ม ขีดเขียนกระดานแผ่นนั้น
เขาแบ่งผลของการรับรู้และการคิดออกเป็นสองประเภทคือ
Simple idea
คือความคิดที่ไม่มีอะไรให้แยกได้อีก เช่น แดง หวาน ตรง เรียบ กลม เป็นต้น
Complex idea
คือผลรวมของ Simple idea เช่น Idea ของแตงโม เกิดจาก เขียว แดง ขาว หวาน เปียก กรอบ
แต่การมี Simple idea ก็ไม่อาจเรียกได้ว่ามีความรู้ การที่จะเรียกว่า “รู้” ได้คือต้องรู้จักเปรียบเทียบให้เห็นความเหมือนหรือความแตกต่างของแต่ละ Idea
Locke ยังแยกคุณสมบัติของสสารออกเป็นสองแบบ (เหมือนที่ Descartes ทำ) คือ
คุณสมบัติปฐมภูมิ (Primary Qualities)
ลักษณะทางกายภาพของวัตถุ คือความกว้าง ยาว หนัก มวล ปริมาตร เป็นต้น
คุณสมบัติทุติยภูมิ( Secondary Qualities)
ลักษณะทางคุณภาพของวัตถุที่มีผลต่อประสาทสัมผัส เช่น ความเรียบ รส สี กลิ่น เป็นต้น
ในทางการเมือง Locke ยังเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย จนคำพูดของเขาถูกอ้างถึงในคำประกาศเอกราชและรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา
Locke เชื่อว่า ทุกสิ่งในโลก มีมากเพียงพอสำหรับมนุษย์ ทุกคนมีสิทธิตามธรรมชาติที่พระเจ้าประทานมาให้
มนุษย์มีสิทธิในทรัพย์สิน ตราบเท่าที่มันไม่เหลือกินเหลือใช้จนเสียหาย และต้องไม่สะสมจนสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
ประชาชนมอบอำนาจการปกครองแก่รัฐ และเมื่อใดที่รัฐละเมิดสิทธิตามธรรมชาติก็เท่ากับหมดความชอบธรรมในการปกครอง ประชาชนสามารถล้มล้างอำนาจของรัฐได้
เพิ่มเติม
ตามความคิดของ Locke การรับรู้ของมนุษย์เราเริ่มจากการรับชุดของคุณสมบัติปฐมภูมิ เหมือนเด็กที่เพิ่งได้ทานแอปเปิ้ลเป็นครั้งแรก เขาจะรับรู้ชุดของคุณสมบัติปฐมภูมิหนึ่งชุด อาจจะประกอบด้วย สีแดง ความกรอบสด รสเปรี้ยว หวานแหลม
เด็กคนเดียวกันนี้ต้องลองทานแอปเปิ้ลอีกหลายครั้ง กว่าจะรู้จักการรวมเอาคุณสมบัติปฐมภูมิออกมาเป็นแอปเปิ้ลทั้งลูกได้
ในทางเดียวกันกับความรู้ทั้งหมดที่เรามี สามารถสืบย้อนกลับไปยังคุณสมบัติปฐมภูมิได้แทบทั้งสิ้น หากความรู้ใดที่ไม่สามารถสืบย้อนกลับไปได้ ก็ไม่เรียกว่าเป็นความรู้ที่แท้จริง
George Berkeley
Berkeley มีความเห็นตรงข้ามกับ Locke เขามองว่า ความรู้ในคุณสมบัติปฐมภูมิ เกิดจากการรับคุณสมบัติทุติยภูมิออกมาแยกย่อยต่างหาก
เขาจึงแบ่งการรับรู้ออกเป็นสองทางคือ
การรับรู้โดยตรง
คือการรับรู้ข้อมูลทางผัสสะ
การรับรู้โดยอ้อม
คือการรับรู้จากการตีความข้อมูลทางผัสสะ
เปรียบเหมือนเวลาเราเห็นรอยหมึกบนกระดาษที่ขีดเขียน คือการรับรู้โดยตรง และหากรอยหมึกขีดเขียนเป็นภาษา การรับรู้ภาษาที่แสดงผ่านหมึก ก็คือการรับรู้โดยอ้อม (ตีความหมึกที่เขียนเป็นอักษรออกมาเป็นข้อความ)
ฉะนั้นสิ่งต่างๆที่เรารับรู้ เป็นเพียงผลของข้อมูลทางผัสสะที่เรารับเข้ามา และเห็นว่าเป็นจริงตามที่เราเข้าใจเท่านั้น แต่ความจริงจากภายนอกนั้นอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้
พูดให้ดูรุนแรงขึ้นไปอีก ก็อาจบอกว่า ความเป็นจริงภายนอกมีตัวตนอยู่เพราะมีผู้รับรู้
แต่หากมีสิ่งใดที่ไม่มีใครในโลกกำลังรับรู้อยู่ล่ะ? ก็แสดงว่ามันไม่มีตัวตนอยู่งั้นหรือ?
Berkeley บอกว่า ที่สิ่งต่างๆ ยังดำรงอยู่ได้ ทั้งที่ไม่มีใครไปรับรู้กรมีตัวตนอยู่ของมัน ก็เพราะมี “พระเจ้า” ที่คอยรับรู้ทุกสิ่งอย่างตลอดเวลา แม้แต่ในสถานที่ และเวลาที่ไม่มีมนุษย์คนใดจะรู้จัก
David Hume
Hume วิเคราะห์เรื่องสาเหตุว่ามี ๓ องค์ประกอบคือ
๑. Priority
A มาก่อน B
๒. Contiguity
A สัมผัส B
๓. Necessary Connection
A เชื่อมโยงกับ B อย่างจำเป็น
Hume กล่าวว่า ข้อ ๑ และ ๒ สามารถบอกว่าจริงได้ ด้วยประสาทสัมผัสของเรา แต่ข้อ ๓ นั้นเราไม่สามารถบอกได้เลยว่ามันจำเป็น ไม่ว่าทั้งประสาทสัมผัส หรือเหตุผล
นี่คือปัญหาของอุปนัยที่ว่า สิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตอย่างไร ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดซ้ำอีกในอนาคต ความเชื่อของมนุษย์เราที่มีต่อธรรมชาติก็เชื่อไม่ได้เช่นกัน
รวมทั้งตัวตนที่แน่นอนของ Descartes ก็ไม่ใช่สิ่งอื่น นอกจากการรวมการรับรู้ที่วุ่นวายและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
เพิ่มเติม
เมื่อเวลาที่เราพูดถึง “เทวดา” เราก็จะนึกถึง “คนที่มีมีปีก” ในสายตาของ Hume มองว่านี่เป็นมโนทัศน์เชิงซ้อน ของ “คน” กับ “ปีก” ซึ่งจินตนาการมนุษย์สามารถนำมาผูกเชื่อมโยงกันได้ ซึ่งถือว่าเป็นมโนทัศน์ที่ไม่เป็นจริง
และมโนทัศน์เหล่านั้นเองก็เกิดในตัวมนุษย์ด้วย เราคนหนึ่งเป็นภาพรวมของมโนทัศน์เชิงซ้อน มีความหลากหลาย และแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ฉันเมื่อสามปีที่แล้วเป็นคนละคนกับฉันในวันนี้ ฉะนั้นตัวตนของเราที่แท้จริงก็ไม่มี (เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสไว้ เรื่องของการยึดอัตตา ทุกอย่างล้วนเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
ดังที่ Hume พูดเสมอ เมื่อเราหยิบหนังสือมาเล่มหนึ่ง ขอให้ถามว่า “หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุผลเชิงนามธรรม เกี่ยวกับปริมาณและตัวเลขหรือไม่?” ไม่มี “หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของธรรมชาติที่ได้จากประสาทสัมผัสหรือไม่?” ไม่มีอีก “ถ้าเช่นนั้นจงโยนมันลงกองไฟเสีย เพราะมันไม่มีอะไรเลย นอกจากคำพูดที่เพ้อเจ้อ และจินตนาการไร้สาระ” (เขาถึงได้ถูกไล่ออกจากการเป็นบรรณารักษ์)
เราอาจบอกได้ว่า เราจะมั่นว่าหินที่เราปล่อยจากมือมันจะตกลงพื้นทุกครั้ง แต่ Hume จะบอกว่า เพราะเราเห็นปรากฏการณ์ “หินตก” นี้หลายๆครั้ง แต่ไม่ใช่ “ทุกครั้ง” เราอาจจะบอกว่ามันตกลงมาเพราะแรงโน้มถ่วง แต่เราก็ไม่เคยเห็น หรือมีสัมผัสแรงโน้มถ่วงสักที ที่เราเห็นคือ หินตกลงมาเท่านั้น
ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เชื่อว่าหินไม่ตกลงพื้น แต่เขาต้องการแสดงให้เห็นว่า มนุษย์ชาชินกับธรรมชาติ และถูกหลอกอยู่ในวังวนของประสบการณ์ในอดีต ฉันอาจจะเคยเห็นกาสีดำมาตลอดทั้งชีวิต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี “อีกาสีขาว” อยู่บนโลก
เพราะการรีบด่วนสรุปจะนำเราไปสู่การเชื่อถือโชคลางแบบงมงาย เหมือนกับที่เราเจอแมวดำ แล้วโชคร้ายบ่อยๆ ไม่ได้แปลว่า แมวดำ และความโชคร้าย เป็นเหตุเป็นผลกัน
Immanuel Kant
Kant เชื่อว่า เรารู้ได้ก็เพียงแต่โลกที่ปรากฏต่อเราเท่านั้น ส่วนโลกจริงๆ ที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์แบบที่อภิปรัชญาต้องการเข้าถึงนั้น ไม่สามารถรู้ได้เลย
มนุษย์มีความเชื่อว่า สสารหนึ่งๆจะต้องอยู่ในสถานที่ และเวลาจำเพาะหนึ่งๆ เสมอ หาก “ตอนนี้มีแมวตัวหนึ่งอยู่บนเสื่อ” ก็เท่ากับว่า ตอนนี้ (เวลา) มีแมวตัวหนึ่ง (สสาร) อยู่บนเสื่อ (สถานที่)
Kant มองว่า การรับรู้ เวลาและสถานที่ เป็นคุณสมบัติของจิตมนุษย์ที่จะคอยจัดระบบข้อมูลที่เข้ามา มนุษย์จึงเข้าถึงได้แต่โลกที่เป็นปรากฏการณ์เท่านั้น เราจะเข้าใจได้แต่โลกที่เรารับรู้ผ่านประสาทสัมผัส
Kant ยังบอกอีกว่า การใช้เหตุผลของมนุษย์เป็นมโนทัศน์ที่ “บริสุทธิ์” คือไม่มีประสาทสัมผัสมาข้องเกี่ยว เช่นพระเจ้า วิญญาณ แต่มนุษย์มักเอาลักษณะของปรากฏการณ์ คือเวลาและสถานที่ ไปพยายามอธิบายสิ่งที่อยู่พ้นจากประสบการณ์ ฉะนั้นการพิสูจน์การมีตัวตนของพระเจ้า จึงดูกระท่อนกระแท่นตลอดเวลา
เขายังชี้ว่า ไม่มีความจำเป็นใดๆ ทางอภิปรัชญาที่เราจะต้องไปพยายามพิสูจน์ตัวตนของพระเจ้า อมตะภาพ เสรีภาพ หรือความคิดที่อยู่พ้นประสบการณ์ แต่มีความจำเป็นในทางจริยศาสตร์ต่างหาก (ตรงนี้เองที่หลายคนวิจารณ์ว่าเป็นการเตะพระเจ้าออกทางประตู แล้วให้ลอบเข้ามาทางหน้าต่าง)
หน้าที่ทางศีลธรรมของ Kant
๑. เสรีภาพจำเป็นต่อการตัดสินทางจริยธรรม
การกระทำใดๆ ที่ไม่ได้ทำด้วยความตั้งใจ ไม่ถือว่าเป็นการกระทำ ไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำนั้นๆ รวมไปถึงการถูกบังคับขู่เข็ญ หรือจำยอมให้ทำอย่างเลือกไม่ได้
๒. เจตจำนงเป็นเรื่องของการเคารพกฎ
เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำ หรือไม่ทำตามกฎ แต่หากกฎนั้นมีเงื่อนไข หรือบทลงโทษ ก็ต้องยอมรับผลจากการละเมิดกฎนั้นๆ
หลักจริยธรรมของ Kant
- ค่าทางจริยธรรมเป็นสิ่งสมบูรณ์ ตายตัว ดีก็คือดี ชั่วก็คือชั่ว ไม่ขึ้นกับอะไรทั้งนั้น -
- ผลจากการกระทำเป็นสิ่งไม่แน่นอน เอามาตัดสินไม่ได้ -
- เจตนาต่างหากที่เอามาตัดสินทางจริยธรรม -
- ฉะนั้นการทำดี คือการกระทำที่เกิดจากเจตนาที่ดี -
เจตนาที่ดีของ Kant คือการทำตามหน้าที่ ประกอบด้วย
๑. ต้องไม่เกิดจากความรู้สึก
ไม่ว่าจะทั้งในทางบวก หรือลบ หากเราทำดี เพราะชอบที่จะทำ ทำแล้วสุขใจ ก็ไม่ถือว่าเป็นการทำตามหน้าที่
๒. ต้องไม่คำนึงถึงผลตอบแทน
ไม่ว่าจะโดยส่วนรวม หรือส่วนตัว หากเราทำ เพราะคิดว่ามันผลมันจะดีต่อใครก็ตาม นั่นไม่ใช่การทำตามหน้าที่
ด้วยเหตุผลสองข้อนี้เอง จึงจะสามารถตัดสินการกระทำทั้งหมดได้อย่างเป็นสากล
เหตุนี้ มนุษย์ในสายตาของ Kant จึงมีศักดิ์ศรีสูงกว่าใดๆ เนื่องจากมีสิทธิที่จะเลือกเป้าหมายและการกระทำให้แก่ตนเอง
Kant มองว่า กฎมีอยู่สองแบบคือ
๑. คำสั่งแบบมีเงื่อนไข
๒. คำสั่งแบบเด็ดขาด
Kant บอกว่า จริยธรรม ต้องเป็นคำสั่งแบบเด็ดขาด คือต้องทำ เป็นอื่นไม่ได้ มีอยู่สองข้อคือ
๑. จงทำตามหลักที่ท่านจงใจได้ที่จะให้เป็นกฎสากล
ก็คือการที่ฉันจะทำอะไรสักอย่าง ก็ต้องแน่ใจว่าในสถานการณ์เดียวกัน ฉันก็ต้องการให้คนอื่นทำแบบเดียวกันนี้
๒. จงปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์โดยถือว่าเขาเป็นจุดหมายในตัวเอง อย่าใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อการใด ๆ
ก็คือ เราไม่ควรใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือ หรือประโยชน์ส่วนตนใดๆ
เพิ่มเติม
ตามความคิดพื้นฐานของมนุษย์ มองว่าหลักของเหตุและผล เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ในโลกของวัตถุ แต่ในปรัชญาของ Kant กล่าวว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่ในจิตของเรา
Kant ได้ขีดเส้นแบ่งระหว่าง “สิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น” กับ “สิ่งต่างๆ อย่างที่มันปรากฏต่อการรับรู้ของเรา”
เราไม่อาจมีความรู้แน่นอนในสิ่งที่มันเป็น แต่เราสามารถรับรู้ในสิ่งที่มันปรากฏต่อประสาทสัมผัสต่อเรา
Kant เปรียบไว้ว่า ก็เหมือนกับเรากำลังสวมแว่นแห่งเหตุและผลอยู่ และไม่สามารถถอดออกได้ด้วย
ฉะนั้น การตั้งคำถามที่เป็นเหตุเป็นผล ก็ถือว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เราอาจเฝ้าถามว่าจักรวาลมาจากไหน กำเนิดอย่างไร และคำตอบก็มีอยู่สองแนวทางคือ มันเป็นมาอย่างนี้แต่ไหนแต่ไร กับ มันมีจุดกำเนิด ณ จุดหนึ่ง ซึ่งสองคำตอบก็เป็นเหตุผลพอๆ กันกับที่มันไร้เหตุผล เพราะสิ่งหนึ่งจะมีมา และเป็นไปโดยตลอดไม่ได้ พอๆกับที่สิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นจากความว่างเปล่าไม่ได้ หากจักรวาลเกิด ณ จุดหนึ่ง มันเกิดจากอะไร? และต้นกำเนิดของมันอีกล่ะ? ก็จะกลายเป็นคำถามอันไม่รู้จบ
ตรงนี้เองที่ Kant มองว่า จริงๆแล้ว โลกนี้อยู่เหนือเหตุผล และการเข้าใจของมนุษย์ หลักเหตุผลก็จะบอกกับเราว่าพระเจ้ามีตัวตน หนักแน่นพอๆกับที่บอกเราว่าพระเจ้าไม่มีตัวตน
Kant จึงบอกว่า การที่เราจะธำรงศีลธรรมให้คงอยู่ได้ ก็ต้อง “เชื่อ” ว่าพระเจ้ามีอยู่จริง