พระพักต์งดงามได้สัดส่วน พระพุทธไสยาสน์วัดปาโมกนั้น เป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มีพระพักต์งดงามที่สุดในประเทศไทย นอกจากความงดงามของพระพักต์พุทธไสยาสน์แล้ว ที่องค์พระพุทธไสยาสน์ยังมีผ้าทิพย์ที่เป็นลายปูนปั้นสวยงามมาก ไม่ปรากฏว่ามีผ้าทิพย์ของพระพุทธไสน์องค์ใด มีผ้าทิพย์ที่งดงามเท่ากับพระพุทธไสยาสน์ ของวัดปาโมกวรวิหารครับ
”พระสมเด็จเกษไชโย หลวงพ่อโตองค์ใหญ่
วีรไทยใจกล้า ตุ๊กตาชาววัง
โด่งดังจักสาน ถิ่นฐานทำกลอง
เมืองสองพระนอน”
หากเอ่ยนามเมืองว่า เมืองสองพระนอน
ผู้อ่านหลายท่านอาจสงสัยใช่ไหมล่ะครับว่าคือเมืองไหน
และสองพระนอนคือพระอะไร
คำขวัญข้างต้นที่ผมหยิบยกมาเบื้องต้นนี้เป็นคำขวัญจังหวัดอ่างทองครับ
เมืองอ่างทองนี่ล่ะครับเมืองสองพระนอน
เหตุที่ว่าเป็นเมืองสองพระนอนเพราะว่า
เมืองอ่างทองมีพระพุทธไสยาสน์ที่สำคัญเก่าแก่
มีคุณค่ามากทางศิลป และประวัติศาสตร์ถึง 2 องค์น่ะซิครับ
เชื่อกันว่าในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี
ดินแดนในบริเวณเมืองอ่างทองเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่และได้รับอิทธิพลจากสุโขทัยด้วย
ทำไมหรอครับ
ก็ด้วยเหตุที่ปรากฏว่ามีพระพุทธรูปสำคัญที่สร้งในสมัยสุโขทัยขนาดใหญ่
อาทิเช่น พระพุทธไสยาสน์ วัดขุนอินทรประมูล
ในเขตอำเภอโพธ์ทอง และพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมกวรวิหาร
ในเขตอำเภอป่าโมก และอีกมากมายหลายแห่งในจังหวัดอ่างทอง
พระพุทธรูปทั้งสององค์นี้มีความพิเศษและเป็นเลิศคนละด้าน
และวันนี้ผมจะพามารู้จักพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมกวรวิหาร
กันก่อนว่ามีความพิเศษอย่างไร

พระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมกวรวิหารนี้
เดิมมีชื่อว่าวัดใต้ท้ายตลาด ตามพงศาวดารเหนือกล่าวว่า
สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย
สังเกตุได้จากพุทธศิลปของพระพุทธไสยาสน์เอง เช่น
พระนาสิดโด่งได้รูป พระเนตมองต่ำ พระโขนงโก่ง หน้านาง
คางหยิก ไรพระศกเป็นก้นหอยมีขนาดเล็กเรียว
พระโอถฐ์งามได้รูป เป็นต้น
หากมีโอกาสเข้าไปในพระวิหารแล้วผมเชื่อว่าหลายๆ
ท่านคงต้องคิดเหมือนผมว่า นอกเหนือจากขนาดที่มีความใหญ่โต
มีความยาวจากพระเมาลีถึงพระบาทมีความยาวถึง 22.58 เมตร
แล้วพระพักต์งดงามได้สัดส่วน และถือว่าพระพุทธไสยาสน์วัดปาโมกนั้น
เป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มีพระพักต์งดงามที่สุดในประเทศไทย
นอกจากความงดงามของพระพักต์พุทธไสยาสน์แล้ว
ที่องค์พระพุทธไสยาสน์ยังมีผ้าทิพย์ที่เป็นลายปูนปั้นสวยงามมาก
ไม่ปรากฏว่ามีผ้าทิพย์ของพระพุทธไสน์องค์ใด
มีผ้าทิพย์ที่งดงามเท่ากับพระพุทธไสยาสน์
ของวัดปาโมกวรวิหารครับ
ความสำคัญของพระองค์นี้
และดินแดนที่ชื่อป่าโมกนั้นเริ่มปรากฏชัดในสมัยอยุธยาครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยของพระเนศวรมหาราช
ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารในคราวที่สมเด็จพระเนรศวรเสด็จออกไปทำยุทธหัตถี
กับพระมหาอุปราช ที่เมืองสุพรรณบุรีนั้นว่า
“มีพระราชโองการตรัสให้แต่งตำหนักในตำบลป่าโมก
(ปัจจุบันคืออำเภอป่าโมก) ครั้งเสด็จก็เสด็จด้วยชลวิมาน
ทางชลมารคเสด็จเข้าพักพลในตำหนักป่าโมนั้น
พระบาทสมเด็บรมบพิธพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์
ก็เสด็จกลับพยุหยาตราจากตำบลป่าโมก
เสด็จโดยชลมารคขึ้นเหยียบชัยภูมิในตำบลเอกราช
(ปัจจุบันเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอป่าโมก)
ทำพิธีตัดไม้ข่มนามโดยการพิธีพิชัยสงคราม”
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าก่อนออกศึกทุกครั้งสมเด็จพระเนเรศวรจะมานมัสการพระพุทธไสยาสน์
วัดป่าโมกทุกครั้ง ตลอดจนสิ้นรัชกาล
พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกนี้ปรากฏความสำคัญขึ้นอีกครั้งในพ.ศ.2269
สมัยแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระครับ
ก็ด้วยเพราะว่าแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัดป่าโมกนั้น
น้ำเซาะกัดตลิ่งจนอาจทำให้พระวิหารพระพุทธไสยาสน์อางพังทลายลงน้ำได้
จึงมีรับสั่งให้ทำการชลอพระพุทธไสยาสน์ เข้าไปประดิษฐานห่างจากฝั่ง
150 เมตร
พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทองขนาดมหมาครับ
ยาวถึง 22.58 เมตร มีน้ำนักหลายตัน
ดังนั้นการชักลากจึงเป็นงานที่ใหญ่โตมากในสมัยนั้น กินเวลาทั้งสิ้น 5
เดือนเศษ ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา
ฉบับสมเด็จพระพันรัตน์ ว่า “ จุลศักราชได้ 1088 ปีมะเมีย อัฐศก
สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินเสด็จไปวัดป่าโมก ให้รื้อพระวิหาร
แล้วให้ตั้งพระตำหนักพลับพลาชัยใกล้วัดชีปะขาว”
(ในภายหลังให้รวมวัดนี้เป็นวัดดียวกันครับ)
พระเจ้าท้ายสระทรงเอาพระทัยใส่ในการที่จะบำรุงรักษาพระพุทธไสยาสน์นี้มาก
“ยับยั้งแรมอยู่หกบ้าง เจ็ดวันบ้าง กับด้วยพระอนุชา กลับไปกลับมา
ให้กระทำการอยู่สามวันบ้าง สี่วันบ้าง แล้วกลับมาพระนคร”
การชลอพระพุทธไสยาสน์เป็นงานใหญ่มากครับ
ในสมัยนั้นดังปรากฏในพระราชพงศาวดารและคำโครงชลอพระพุทธไสยาสน์
ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
เมื่อดำรงยศเป็นกระพระราชวังบวร
ภายหลังมีการค้นพบคำโครงชลอพระพุทธไสยาสน์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอ
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
โปรดให้จารึกในแผ่นศิลาอ่อนประดิษฐานไว้เบื้องหลังพระพุทธไสยาสน์ครับ
เมื่อชลอพระพุทธไสยาสน์เสร็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระโปรดให้รวมวัดใต้ท้ายตลาด
และวัดชีปะขาว สร้างพระวิหารพุทธไสยาสน์ พระอุโบสถ
และพระราชทานนามขึ้นใหม่ว่า วัดป่าโมก
อันเนื่องมาจากบริเวณดังการมีต้นโมกขึ้นอยู่จำนวนมากนั่นเองครับ
ในสมัยรัชการที่ 5
มีเรื่องโจษจันถึงพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ว่าพูดได้ครับ
ครั้งนั้นเกิดเหตุการณ์โรคห่า (อหิวาตกโรค) ระบาดในบ้านป่าโมก
ตามลิขิตของพระครูป่าโมกขมุนี
เจ้าอาวาสวัดป่าโมกวรวิหารในสมัยนั้นได้บันทึกไว้ พอสรุปได้ว่า เมื่อ
พ.ศ. 2448 พระโต พระในวัดป่าโมกป่วยหนักด้วยโรคอหิวาต์
หมอที่ไหนก็รักษาไม่หาย ขณะนั้นอุบาสิกาเหลียน
หลานสาวของพระโตซึ่งอยู่ที่บ้านเอกราช แขวงป่าโมก
ก็จนปัญญาจะไปหาหมอยามารักษาพระโต
สีกาเหลียนจึงมาตั้งสัตยาธิษฐานต่อพระพุทธไสยาสน์
และมีเสียงออกมาจากพระอุระของพระพุทธไสยาสน์บอกตำรายาแก่สีกาเหลียน
แล้วจึงนำใบไม้ต่าง ๆ ที่ว่าเป็นยามาต้มให้พระโตที่อาพาธฉัน
พระโตก็หายเป็นปกติ
จากนั้นสีกาเหลียนจึงนำเหตุอัศจรรย์มาแจ้งต่อพระครูปาโมกขมุนีและพระที่วัดป่าโมก
แต่พระครูป่าโมกขมุนียังไม่เชื่อ จึงได้ให้พระสงฆ์ โยมวัด
และศิษย์วัดรวม 30 คน โดยมีสีกาเหลียนไปด้วย
พระครูปาโมกขมุนีและพยานทั้งหลายประสบกัยเหตุอัศจรรย์
แต่ก็ยังไม่เชื่อ
สีกาเหลียนจึงได้อาราธนาพระพุทธไสยาสน์ให้พูดคุยกับพระครูปาโมกขมุนี
ปรากฏว่า ก็เกิดเสียงจากพระอุระของพระพุทธไสยาสน์อีก
พระครูปาโมกขมุนีจึงได้เขียนจดหมายนี้เพื่อถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (รัชกาลที่ 6) แต่ยังมิได้ถวายจดหมาย
ตำนานที่ปรากฏในจดหมายนี้ปรากฏในพระราชหัตเลขาของรัชกาลที่ 5
เมื่อครั้งเสด็จประพาสต้น ประทับที่เมืองอ่างทองครับ
หากเราเข้ามาในวัดป่าโมกวรวิหาร ซึ่งปัจจุบันเป็นพระอารามหลวง ชั้น โท
ชนิด วรวิหาร เราก็จะพบศิลปกรมมแบบอยุธยามากมายเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น
พระวิหารพระพุธไสยาสน์ ศาลาฉนวน พระวิหารเขียน
(แต่เดิมเป็นตำหนักของพระเจ้าสอยู่หัวท้ายสระครับ) มณฑป
และพระอุโบสถ ครับ ผมเองมีโอกาสไปบ่อยๆ ครับ
พระส่วนตัวผมเองชอบพระพุทธไสยาสน์ รู้สึกว่าเป็นปางที่ท่านมีความสุข
เรามีโอกาสมาให้ก็จะได้มีความสุข
ชาวบ้านที่นี่เชื่อว่าท่านชอบไข่ต้มครับ
ใครมาขอพรสมความปราถนาแล้วก็มักจะนำไข่ต้มมาแก้บน
มีโอกาสก็ลองมาขอพรกันดูนะครับ
พระพุทธไสยาสน์องค์นี้นับเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของเมืองอ่างทององค์หนึ่งเลยครับ
ในทุกๆ ปีจะมีงานนมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมกซึ่งจัดขึ้นปีละ 2
ครั้ง คือ ขึ้น 14 ค่ำ ขึ้น 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำเดือน 4 ช่วงหนึ่ง
และอีกช่วงหนึ่งระหว่างขึ้น 12 – 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เดือน 11
ของทุกปีครับ
การเดินทางมาเที่ยวนมัสการวัดนี้ง่ายมากครับ
เริ่มต้นจากตัวเมืองอ่างแล้วกันครับ ใช้ถนนสายอ่างทอง – ป่าโมก –
อยุธยา ถึงแยกป่าโมกแล้วเลี้ยวขวา ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา
ลงสะพานแล้วเลี้ยวซ้ายไปเรื่อย ๆ ครับ
จะพบป้ายบอกทางเข้าวัดตลอดทางครับ
หน้าวัดติดแม่น้ำเจ้าพระยาอากาศเย็นสบายดีมากๆ ครับ
มีโอกาสลองไปดูนะครับ
เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะพาไปเที่ยวและนมัสการพระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินทรประมูลครับ......
ปล. ขอขอบคุณภาพสวยๆ จากเว็บต่างๆ
ที่นำมาแสดงให้ดูด้วยนะครับ
ข้อมูลบ้างส่วนจากครูประสงค์ ลี้สุวรรณ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
หนังสือ เมืองอ่างทอง
ขอบคุณนกขมิ้นที่นำความรู้ดี ๆ มาฝากค่ะ พี่เคยไปนมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดขุนอินทรประมูล เมื่อปี 2542 ตอนที่ย้ายมาสุพรรณใหม่ ๆ แต่ยังไม่เคยไปนมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมกเลย มีโอกาสจะแวะไปนมัสการและขอพรท่านค่ะ
โอเช ครับพี่
หากมีเวลาก็เลยไปวัดท่าสุธาวาส ตกเย็นก็นั่งกินลมชมวิวที่ทุ่งภูเขาทอง
มองดูทุ่งนา รับลมเย็น ๆ มองพระอาทิตย์ตกดิน
หรือเลยอีกนิดก็วัดไชยวัฒนาราม นั่งชายแม่น้ำ ชมบรรยากาศแล้วค่อยขับรถกลับบ้าน
สุขโข สโมรสรเลยล่ะครับ .... คิดแล้วอยากไปจังเลย
พี่ก็อยากไปเช่นกันค่ะ แตช่วงนี้อาจจะมีสายฝนโปรยปรายเป็นของแถมด้วยนะคะ
ไปช่วงปลายฝนต้นหนาวซิครับอากาศกำลังเย็นสบาย...
เป็นความคิดที่ดีค่ะ อีกสองเดือนมั้งคะ ธันวาก็เริ่มหนาว ๆ แล้ว :)