สรุปการสัมมนา
ระบบเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางสังคมในประวัติศาสตร์ของแต่ละสังคม(ประเทศ)มีอิทธิพลต่อแนวคิดและวิถีชีวิต/การจัดความสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์ในแต่ละสังคม ซึ่งรวมทั้งเรื่องการนำแตกต่างกันไปในสังคมมนุษย์ยุคแรก ๆ ตั้งแต่หลายหมื่นปีมาจนถึงราว 4-5 พันปีที่แล้ว สังคมมนุษย์หลายแห่งวิวัฒนาการจากระบบเศรษฐกิจแบบเก็บของป่า/ล่าสัตว์มาเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมพึ่งตนเอง (คือรู้จักเพาะปลูกและเก็บไว้กินได้นาน) และต่อมาพัฒนาเป็นระบบเศรษฐกิจสังคมนครรัฐศักดินา (เจ้าและขุนนางขึ้นมาเป็นชนชั้นนำใช้สิทธิอำนาจและกำลังบังคับเกณฑ์แรงงานและเก็บส่วยจากประชาชน) ในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ รวมทั้งประเทศไทย ยังคงมีปัญหาการนำแบบเก่าตกค้างอยู่ เพราะประเทศเหล่านี้พัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมทีหลังยุโรป สหรัฐฯ ญี่ปุ่นและถูกครอบงำโดยบริษัทข้ามชาติจากประเทศทุนนิยมศูนย์กลาง ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะรูปแบบการผลิตและการบริโภค แต่วัฒนธรรมศักดินาและอำนาจนิยมยังตกค้างและมีอิทธิพลอยู่มาก ดังนั้น ประเทศกำลังพัฒนาที่มีระบบเศรษฐกิจทุนนิยมบริวารจึงพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองให้เป็นประชาธิปไตย และสร้างภาวะการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพได้น้อยกว่าประเทศพัฒนาทุนนิยมศูนย์กลาง เช่นยุโรปสหรัฐฯ การที่คนไทยยุคปัจจุบันส่วนใหญ่ยังมองเรื่องผู้นำตามกรอบคิดเก่าโบราณ เช่นเชื่อในเรื่องผู้นำแบบมีบุญญาบารมี มีตำแหน่ง ที่ใช้อำนาจสั่งการได้อย่างเข้มแข็ง เพราะเราไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์อย่างคิดวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ เราไม่ได้ตระหนักว่าที่เราคิดหรือเชื่อแบบนี้เป็นอิทธิพลมาจากสภาพแวดล้อมหรือวัฒนธรรมไทยซึ่งเป็นสังคมแบบเกษตรพึ่งตน/ศักดินาตั้งแต่หลายพันปีมาจนถึงราวร้อยปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันสังคมไทยได้เป็นสังคมทุนนิยมอุตสาหกรรมที่จำต้องมีการจัดองค์กรและการนำแบบสมัยใหม่ที่ต่างไปจากระบบเศรษฐกิจสังคมยุคก่อนหน้านั้นอย่างมาก คนไทยที่ยังติดกรอบคิดแค่มองผู้นำแบบเก่า ๆ ว่า คือ คนที่มีตำแหน่งมีอำนาจและนำโดยการสั่งการและควบคุมตามลำดับชั้นอย่างเด็ดขาด ควรจะต้องวิเคราะห์ใหม่ว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว ความรู้และการปฏิบัติในเรื่องภาวะการเป็นผู้นำในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมากถ้าเราไม่เข้าใจและไม่รู้จักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการจัดองค์กรการทำงานให้ทันสมัย/มีประสิทธิภาพให้เข้ากับโลกยุคใหม่ขึ้น เราก็จะถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง คำว่า ผู้นำ ในโลกยุคใหม่ถูกใช้ในความหมายที่กว้างขวางขึ้น คือหมายถึง คนที่ได้รับมอบหมายหรือได้รับการยอมรับนับถือให้เป็นหัวหน้า, ผู้บังคับบัญชา, ผู้ตัดสินใจ, ให้คำปรึกษา หรือบริหารจัดการกลุ่ม, องค์กร, ชุมชน ประเทศฯลฯ ดังนั้น จึงรวมทั้งหัวหน้าครอบครัว หัวหน้าชั้นเรียน, หัวหน้ากลุ่ม, แผนกฝ่ายฯลฯ ผู้นำกลุ่ม, องค์กร, สถาบัน, ชุมชน, สาขาวิชาชีพ ระดับต่าง ๆ ครู, ผู้นำทางความคิดสติปัญญา, ผู้นำทางวิชาการ วิชาชีพทางศิลปวัฒนธรรม, ทางจิตวิญญาณฯลฯ ผู้นำในโลกยุคใหม่ไม่สามารถนำด้วยวิธีเก่า เช่นบังคับบัญชา, ตัดสินใจ, สั่งการไปตามลำดับชั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไปเพราะโลกยุคใหม่เป็นโลกของการแข่งขันสูง คนมีความเป็นปัจเจกชนที่ต้องการสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตยมากขึ้น องค์กรต้องอาศัยปัญญารวมหมู่, การนำรวมหมู่อย่างเป็นประชาธิปไตยมาขึ้น ผู้นำที่มีประสิทธิภาพคือผู้นำที่มีวิสัยทัศน์มองเห็นอนาคตที่ดีกว่า ฉลาด มีคุณธรรม น่าเชื่อถือ น่าไว้วางใจสามารถสื่อสารได้ดี สามารถที่จะสร้างแรงจูงใจ ช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น เพื่อประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกทั้งหมดได้อย่างยอดเยี่ยม โลกยุคใหม่นั้นมองการนำในแง่ของกระบวนการของความสัมพันธ์ที่มีอิทธิพลต่อกันของทั้งผู้นำและผู้ตาม หรือการนำอย่างเป็นประชาธิปไตย เพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงเน้นภาวะการเป็นผู้นำมากกว่าตัวผู้นำคนใดคนหนึ่งหรือ 2-3 คน