ทฤษฎีการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
การเรียนรู้จากครูซึ่งเน้นเนื้อหาวิชาเป็นหลักในการสอน ย่อมไม่เพียงพอสำหรับการ ดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในสังคม เป็นไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เรียนรู้ในโรงเรียนอาจล้าสมัยในเวลาไม่มากนักและเพื่อเป็น การสร้างมิติใหม่ทางการศึกษา 100 % “ การศึกษาตลอดชีพ ” และ “ สังคมแห่งการ เรียนรู้ ” หนทางที่จะนำไปสู่มิติดังกล่าวได้ก็โดยวิธีการสอนให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ ด้วยตนเอง ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมที่หลากหลายและยืดหยุ่น ได้เรียนรู้จากครู ผู้ปกครอง ชุมชน และสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ผู้เรียนเป็นผู้รับผิดชอบต่อการเรียนรู้ ของตนเอง เหตุผลที่สนับสนุนให้นำวิธีการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมมาใช้ในโรงเรียน มีดังนี้ ( เลอพงศ์ เทพไชย : 2542 )
1. ความรู้และความจริงเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในโลกถูกค้นพบใหม่เสมอ ความ เปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในสังคมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ผู้เรียนจึงต้องรู้ วิธีที่จะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
2. การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมช่วยเตรียมให้พร้อมที่จะเผชิญกับชีวิตจริงเพราะ ลักษณะของการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ลงมือปฏิบัติ ได้ทำกิจกรรมกลุ่ม ได้ฝึกฝนทักษะการเรียนรู้ ทักษะการบริหาร การจัดการ การเป็นผู้นำผู้ตาม และที่สำคัญเป็นการ เรียนรู้ที่มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้เรียนมากที่สุดวิธีหนึ่ง
3. การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่ดีช่วยให้นักเรียนได้ฝึกฝนความเป็นประชาธิปไตย ฝึกการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ฝึกการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ช่วยให้ผู้เรียนเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียน ต่อครู ต่อสถานศึกษา และต่อสังคม
4. การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมช่วยลดปัญหาทางวินัยในชั้นเรียน ทั้งนี้เพราะ นักเรียนทุกคนจะได้ฝึกฝนกระทั่งเกิดวินัยในตนเอง ผู้เรียนแต่ละคนจะได้รับการ ยอมรับจากครู จากเพื่อน ๆได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆทำให้เกิดการยอมรับตนเอง เกิดความสุขในการอยู่ร่วมกับเพื่อนๆปัญหาทางวินัยจึงลดน้อยลงและหมดไปในที่สุด
5. การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยเฉลี่ยของ ผู้เรียนทั้งชั้นสูงขึ้น การช่วยเหลือกันในกลุ่มเพื่อน ทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในสิ่ง ที่เรียนได้ดีขึ้น
การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมจะช่วยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับ ชีวิตจริง ได้รับการฝึกฝน ทักษะการแสวงหาความรู้ ทักษะการบันทึกความรู้ ทักษะ ความคิด ทักษะการจัดการกับความรู้ ทักษะการแสดงออก ทักษะการสร้างความรู้ใหม่ และทักษะในการทำงานกลุ่ม สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาไปสู่การเป็นคนเก่ง ดี และมีความสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่ครู ผู้ปกครอง และสังคมปรารถนาอย่างยิ่ง ครูจึงต้องแสวงหาแนวทางที่จะนำเทคนิควิธีการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน
การยอมรับผู้อื่น และ การให้ผู้อื่นยอมรับ
เราทุกคนที่ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ล้วนแล้วแต่มีผู้คนรายล้อมอยู่รอบข้าง ทั้งที่เกิดมาก่อนเราและที่เกิดทีหลังเรา นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราทุกคนต้องอยู่รวมกัน "เป็นสังคม" แต่อีกประการหนึ่งที่ลืมไม่ได้นั่นก็คือ เราทุกคนที่เกิดมานั้น "อยู่เพียงลำพังไม่ได้" ความกลัวที่จะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เราทุกคนต้องอยู่เป็นสังคม แต่เหตุผมสำคัญที่สุดที่เหนือสิ่งอื่นใด นั้นมาจากใจของมนุษย์ทุกคน เราย่อมอยู่รวมกันเพื่อผลประโยชน์ ทั้งของตนเองและของส่วนรวม
แต่การที่เราอยู่ร่วมกันนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเราทุกคนจะมีความคิดเห็นตรงกันเสมอไป เราทุกคนมีความคิด มีมันสมองแลวิจารณญาณของตนเอง ทุกคนมีความชอบส่วนตัว ซึ่งความชอบที่เหมือนๆกันนั่นก็เป็นกฎของส่วนรวมในเวลาต่อมา "จริงไหม"
ว่ากันถึง "การทำให้ผู้อื่นยอมรับ" ไม่แปลกที่เราแต่ละคนย่อมมีความชอบที่แตกต่างกัน จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น "เอกลักษณ์" ของแต่ละคน แต่มาแปลกตรงที่เราทุกคนนั้นมีธรรมชาติอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือการอยากให้ผู้อื่นนั้น "ชอบเหมือนๆตน" และเป็นเหมือนๆตน มนุษย์ทุกคนนั้นมีแรงผลักดันที่สูงส่งมากในการที่จะอะไรก็ตาม และแรงผลักดันอันสูงส่งนั้นทำให้เราก้าวผ่านสิ่งต่างๆมาด้วยความยากลำบากด้วย การทำให้ผู้อื่นยอมรับนั้นไม่ง่ายหรอกนะ มันต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ซึ่งในบางครั้ง เราก็ไม่อาจทำได้สำเร็จ "แม้ในช่วงชีวิตของเราก็ตาม"
ผู้เขียนจะยกตัวอย่างให้ฟังถึงการทำให้ผู้อื่นยอมรับ สมมติว่าท่านมีเพลงอยู่เพลงหนึ่งที่ท่านชอบมาก ฟังอยู่อย่างนั้นแหละฟังทุกวัน ชอบมากๆ แต่การฟังคนเดียวนั้นมันก็ไม่สนุก ท่านจึงมีความคิดที่ว่า ถ้าเราทำให้คนอื่นมาฟังเพลงที่เราชอบด้วย นั่นคงจะดีไม่น้อย แต่แล้วความหวังของท่านก็ต้องพังทลายเมื่อเพื่อนของท่านโยนแผ่นเสียงที่ท่านเอาไปให้ต่อหน้าต่อตาแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า "เอาไปไกลๆ" มันช่างเป็นอะไรที่เลวร้ายและหน้าเศร้าสำหรับเราผู้ชอบเพลงนั้น ผู้เขียนบอกแล้วยังไงล่ะว่า "การทำให้ผู้อื่นยอมรับนั้นทำได้ แต่ต้องใช้ความพยายาม"
ว่ากันต่อถึงการ "ยอมรับผู้อื่น" ท่านเคยได้ยินภาษิตที่ว่า รั "การทำให้ผู้อื่นยอมรับนั้นว่ายากแล้ว แต่การยอมรับผู้อื่นกลับยากกว่า" ผู้เขียนว่าเป็นเรื่องจริงนะ เรื่องนี้เป็นเรื่องของจิตใจของแต่ละคน เป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจและยากที่จะสรุป แต่พอจะขายความออกมาได้บ้างดังนี้ หากเราไม่ยอมรับผู้อื่นบ้าง ในวันหนึ่งใครจะยอมรับเรา เราจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวในสายตาของคนรอบข้าง "แล้วเราจะเป็นสุขได้อย่างไร"
"การทำให้ผู้อื่นยอมรับนั้นว่ายากแล้ว แต่การยอมรับผู้อื่นกลับยากกว่า"
ท่านว่าไหม?
สุดท้ายอยากจะบอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง และเป็นผู้นำขององค์กรต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับในโลกนี้
“…..แม้ทุกคนอาจจะไม่ใช่ "คนเก่ง" แต่ต้องเป็น "คนดี" เพราะ "คนเก่ง" มักจะมี "อัตตา" และไม่ยอมปรับตัวเข้าหาโลก ไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ไม่ยอมรับการพัฒนา...ความรู้ และสิ่งใหม่ๆ ....
จึงทำให้ "ปกครองคนไม่ได้" และความเก่งนั้น...อาจใช้เวลาซัก 2-3 ปี ก็สอนให้เก่งตามทันกันได้ แต่คนดีต้องใช้เวลา "ชั่วชีวิต" สอนกัน......”
