สรุปการวิจัย

ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ เรื่องระบบประสาทและอวัยวะรับสัมผัส สำ หรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ในโรงเรียน

ความหมายของชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์

มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายที่เกี่ยวข้องกับชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ไว้ดังนี้  กรองกาญจณ์ อรุณรัตน์ (2536: 8) ได้กล่าวถึงชุดการเรียนการสอนไว้ดังนี้ชุดการสอน (Instruction Packagesเป็นชุดการเรียนการสอนที่ผลิตขึ้นสำ หรับครูใช้กับผู้เรียนทั้งห้อง กิจกรรมหรือสื่อการสอนสำ หรับชุดการเรียนการสอนนี้ถูกจัดขึ้นหรือทำขึ้นเพื่อใช้กับผู้เรียนทั้งชั้นเรียนชุดการเรียน (Learning Packages) เป็นชุดที่ถูกสร้างขึ้นสำ หรับผู้เรียนโดยเฉพาะซึ่งเป็นชุดการเรียนรายบุคคลที่มีการจัดลำ ดับขั้นของเนื้อหา วัสดุอุปกรณ์ หรือสื่อและวิธีการต่าง ๆ ที่คำ นึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นหลัก เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองผู้เรียนจะดำ เนินกิจกรรมการเรียนตามคำ แนะนำ ที่ปรากฎอยู่ภายในที่หนึ่งที่ใดก็ได้ เมื่อศึกษาจนจบจะทำ แบบทดสอบ หากมีปัญหาในระหว่างที่ศึกษาสามารถปรึกษากับผู้เรียนหรือครูผู้สอนได้

ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2523: 169) ได้ให้ความหมายว่า ชุดการสอนหรือชุดการเรียน ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Instruction Packages” เป็นสื่อประสมที่ได้จากระบบการผลิตสอดคล้องกับเนื้อหาวิชาและประสบการณ์ของแต่ละหน่วย เพื่อช่วยให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีประสิทธิภาพ

บุญชม ศรีสะอาด (2528: 169) ได้สรุปความหมายของชุดการสอน คือ สื่อการสอนหลายอย่างประกอบเข้าด้วยกันเป็นชุด (Packages) เรียกว่า สื่อประสม (Multimedia) เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชูศักดิ์ เพรสคอทท์ (2540: 111) ได้ให้ความหมายของชุดการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ หมายถึง ชุดการสอนที่มีองค์ประกอบของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นองค์ประกอบหลัก เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนได้ศึกษาเนื้อหาด้วยตนเอง มีความยืดหยุ่นในด้านเวลา ยึดความพร้อมและความสนใจของผู้เรียนเป็นหลักจากความหมายดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า ชุดการเรียนและชุดการสอนมีความคล้ายคลึงกันหรืออาจเหมือนกันและบางครั้งใช้แทนกันได้ ซึ่งจะแตกต่างตรงตัวผู้ใช้ หากผู้เรียนเป็นผู้ใช้เรียนด้วยตนเองเรียกว่าชุดการเรียน หากผู้สอนเป็นผู้ใช้กับผู้เรียนทั้งห้องเรียกว่าชุดการสอน ในที่นี้ผู้วิจัยได้ทำ การวิจัยเกี่ยวกับชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อผู้เรียนโดยเฉพาะ ดังนั้น

โดยสรุป ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer-Based Learning Packages)หมายถึง ชุดการเรียนที่ได้วางแผนกิจกรรมการเรียนโดยเรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นสื่อหลัก ประกอบกับสื่อเสริมอื่น ๆ เช่น คู่มือการใช้ และแบบฝึกปฏิบัติ เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง มีความยืดหยุ่นในด้านเวลา ยึดความพร้อมและความสนใจของผู้เรียน ทำ ให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำ คัญของชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์

การนำ ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์มาใช้ในวงการศึกษาเท่ากับเป็นการตอบสนองแนวคิดการให้การศึกษาตามเอกัตภาพซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความพร้อมความสามารถ และความต้องการของตนเอง ความสำ คัญของชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์สามารถสรุปได้ดังนี้

 

1  ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น

 ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์จะช่วยให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์ ตอบโต้ ทักทาย ให้กำ ลังใจ และให้ข้อมูลที่จำ เป็นคล้ายกับว่าเป็นการเรียนกับผู้สอน การมีปฏิสัมพันธ์ลักษณะนี้จะเป็นประโยชน์อย่างสูงในกรณีที่มีผู้เรียนเป็นจำ นวนมาก การเรียนในระบบทางไกล การเรียนด้วยตนเองและการเรียนที่ผู้เรียนและผู้สอนมีข้อจำ กัดด้านเวลาและสถานที่สำ หรับการสอน

2  ผู้เรียนสามารถเลือกกระบวนการเรียนรู้ได้หลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น

ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยเพิ่มช่องทางการเรียนรู้ซึ่งผู้เรียนสามารถเลือกใช้เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละคน โดยเท็จจริงแล้วสื่อการเรียนการสอนแต่ละประเภทจะมีคุณสมบัติในการถ่ายทอดเนื้อหาได้ดีต่างกัน อีกทั้งผู้เรียนเองแต่ละคนก็มีทักษะและความสามารถในการรับรู้ผ่านสื่อแต่ละประเภทในระดับที่ไม่เท่ากัน ดังนั้น จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีโอกาสเลือกกระบวนการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น

3  ช่วยสนองตอบความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน

 ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์มีความยืดหยุ่นพิเศษในด้านสถานที่และเวลาที่ผู้เรียนต้องการจะใช้ความสะดวกในด้านสถานที่อาจศึกษาบทเรียนที่ทำ ไว้ในระบบเครือข่ายหรือที่ทำ ไว้ในระบบเอกเทศทั้งในและนอกเวลาทำ การทั้งสถานศึกษาและที่บ้าน (ชูศักดิ์ เพรสคอทท์ 2540: 112)

 ประเภทของชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์

ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์อาจแบ่งได้ 3 ประเภท คือ แบบเบ็ดเสร็จ แบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นองค์ประกอบหลัก และแบบที่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการจัดการชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์แบบเบ็ดเสร็จ ชุดการเรียนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นตามแนวนี้จะมีองค์ประกอบต่าง ๆ รวมอยู่ภายในโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยไม่จำ เป็นต้องมีสื่อหรือองค์ประกอบอื่น ๆ ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ประกอบด้วย คู่มือหรือคำ แนะนำการใช้ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เนื้อหาหรือกิจกรรม และแบบฝึกปฏิบัติ ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์แบบเบ็ดเสร็จสามารถแบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเภท คือ

1) เครื่องเปิดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Page Turners) ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ประเภทนี้มุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถค้นคว้าหาความรู้จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งถูกจัดทำ ไว้อย่างเป็นระบบด้วยตนเอง ทั้งนี้ โดยทั่วไปเครื่องเปิดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีวิธีการใช้ คำ อธิบายเกี่ยวกับส่วนต่าง ๆ ซึ่งอาจจัดไว้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมฐานข้อมูลโดยเรียกส่วนของโปรแกรมนี้ว่า “คำ อธิบายการใช้โปรแกรม” หรือ “HELP” และรายการหัวข้อ (Menu) ที่ต้องการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเลือกหัวข้อที่ต้องการศึกษาได้ โดยอาจจัดให้มีทั้งรายการหัวข้อหลัก และรายการหัวข้อย่อยในระดับต่าง ๆ เมื่อเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการศึกษาแล้ว หากมีคำ ที่เป็นคำ สำ คัญ หรือคำ แปลกใหม่ก็อาจจัดทำ คำ เหล่านี้ให้ปรากฏเป็นคำ เน้นบนหน้าจอภาพซึ่งผู้เรียนสามารถใช้เมาส์คลิ้กที่คำ เหล่านี้ เพื่อดูข้อมูลหรือคำ อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำเหล่านี้ด้วยก็ได้

2) เครื่องตรวจสอบการฝึกฝนและฝึกปฏิบัติ (Drill and Practice Monitors)

ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ประเภทนี้อาจใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์แบบเอกเทศ หรือใช้กับคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายก็ได้ การใช้ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ได้รับความนิยมและแพร่หลายมากที่สุดประเภทหนึ่ง ผู้เรียนจะศึกษาหาความรู้โดยการฝึกปฏิบัติหรือใช้บทเรียนโดยการอ่านข้อมูลที่เป็นสถานการณ์ หรือเริ่มต้นโดยการตอบคำ ถามที่ปรากฏบนจอภาพ แล้วจึงตอบคำ ถามซึ่งกระทำ ได้โดยการกดแป้นพิมพ์ที่เป็นตัวเลขหรือคำ ตอบที่ต้องการ หลังจากนั้นคอมพิวเตอร์ก็จะแจ้งผลให้ทราบทันทีว่าคำ ตอบนั้นถูกหรือผิด หากคำ ตอบนั้นผิดก็จะมีคำ อธิบายเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าวทันที

3) ครูอิเล็กทรอนิกส์ (Intelligent Tutoring System) ชุดการเรียนด้วย

คอมพิวเตอร์ในลักษณะนี้ทำ ได้ยาก ใช้เวลาในการเขียนเนื้อหา และพัฒนาโปรแกรมมากกว่าชุดการเรียนประเภทอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้จึงพบชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ครูอิเล็กทรอนิกส์มีใช้กันน้อยมากเมื่อเทียบกับชุดการเรียนประเภทอื่น ๆ วิธีการใช้ผู้เรียนจะทำ การศึกษาเนื้อหาโดยการเข้าสู่ระบบที่จัดทำ ไว้ตามขั้นตอนที่กำ หนดไว้ล่วงหน้าทดสอบความรู้ความเข้าใจที่เป็นพื้นฐานเดิมของผู้เรียน หรืออาจเป็นการทดสอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่ให้ศึกษามาแล้ว แล้วจึงป้อนคำถามจำ นวนหนึ่งให้ผู้เรียนตอบคำ ถาม เมื่อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ประมวลผลข้อมูลซึ่งตรวจระดับความรู้ความเข้าใจของผู้เรียนบทเรียนแล้ว โปรแกรมก็จะปรับระดับความยากง่ายของบทเรียนที่จะศึกษาต่อไปให้สอดคล้อง หรือเหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน หรือในบางครั้งก็อาจกำ หนดให้ข้ามเนื้อหาในส่วนนี้ไปเลยก็ได้ ซึ่งชุดการเรียนประเภทนี้จะช่วยให้การถ่ายทอดเนื้อหาได้เหมาะสมกับพื้นฐานความรู้ของนักเรียน

ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์แบบที่มีบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นองค์ประกอบหลักชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ประเภทนี้จะมีการกำ หนดองค์ประกอบที่ต้องใช้ในชุดการเรียน องค์ประกอบเหล่านี้อาจใช้สื่อที่แตกต่างกันไปก็ได้ เช่น คู่มือการใช้ชุดการเรียนที่เป็นสิ่งพิมพ์ กิจกรรมประกอบที่เป็นเทปบันทึกภาพ หรือเครื่องมือ ทดลองเพื่อ ใช้เป็น ส่วนหนึ่งของการฝึกปฏิบัติ เป็นต้น ซึ่งเนื้อหาหลักที่ต้องการนำ เสนอจะต้องอยู่ในรูปของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ด้วยเหตุนี้การใช้ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์แบบที่มีบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นสื่อหลักนี้จึงมีความยุ่งยากต่อการผลิต การจัดการ และการให้บริการมากกว่าการใช้ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์แบบเบ็ดเสร็จ แต่ข้อดีเป็นการใช้ศักยภาพของสื่อแต่ละประเภทอย่างเต็มที่

ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์แบบที่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการจัดการ

(Computer-Managed Instruction)ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ประเภทนี้มีลักษณะสำ คัญคือองค์ประกอบของชุดการเรียนจะมีความหลากหลายกว่า 2 ประเภทแรก ซึ่งสื่อจะนำ เสนอเนื้อหาแทนที่จะเป็นการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อการนำ เสนอเนื้อหา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในที่นี้จะถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อการจัดการองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุดการเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทเรียน แบบฝึกปฏิบัติ แบบทดสอบ และองค์ประกอบอื่น ๆ นอกจากนี้โปรแกรมการจัดการยังอาจนำ มาใช้สำ หรับการจัดเก็บข้อมูลนักเรียน เรียนบทเรียนเมื่อไร ใช้บทเรียนประเภทใด ใช้เวลาเรียนนานเท่าใด และคะแนนจากการทด แบบทดสอบเป็นอย่างไร เปน็ ตน้ (ชูศักดิ์ เพรสคอทท์2540: 113-114)

 องค์ประกอบของชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์

ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ เป็นชุดการเรียนที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างอิสระตามความสามารถ จึงต้องมีการออกแบบและผลิตชุดการเรียนขึ้นโดยมีองค์ประกอบที่สำ คัญคือ คู่มือการใช้ชุดการเรียน แบบฝึกปฏิบัติ และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

1.คู่มือการใช้ชุดการเรียน

ในการผลิตสื่อการเรียนการสอนทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นการผลิตตำราแบบเรียน สื่อการสอนเดี่ยว ชุดการสอนหรือชุดการเรียน หากประสงค์จะให้การใช้สื่อนั้นมีประสิทธิภาพ จำ เป็นต้องมีคู่มือการใช้สื่อเหล่านั้น เพื่อให้ผู้ใช้ซึ่งได้แก่ ผู้เรียน ครู อาจารย์ สามารถใช้สื่อการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะเป็นผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นการทำ คู่มือการใช้ชุดการเรียน อาจทำ ได้ 2 แบบคือ (1) เป็นแผ่น หากเนื้อหาไม่มากเกินไป (2) เป็นเล่ม หากประสงค์จะให้ผู้ใช้ได้รับทราบบทบาทเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นแบบใด คู่มือควรจะประกอบด้วยส่วนสำ คัญดังต่อไปนี้ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์ 2520: 144-146,ชูศักดิ์ เพรสคอทท์ 2540: 116-117)

1) คำ นำ (สำ หรับคู่มือที่เป็นเล่ม) เป็นการแสดงความรู้สึกและความคิดเห็นของผู้ผลิต เพื่อให้ผู้เรียนได้เห็นคุณค่าของชุดการเรียนในการเรียน และเป็นการชี้แจงให้ผู้เรียนทราบปัญหาจุดอ่อน และจุดเด่นต่าง ๆ ในกรณีที่ชุดการเรียนได้ผ่านการหาประสิทธิภาพมาแล้วต้องบอกระดับประสิทธิภาพของชุดการเรียนออกเป็นค่า E1/E2 ไว้ด้วย พร้อมกับบอกเกณฑ์ที่กำ หนดไว้

2) ส่วนประกอบของชุดการเรียน ควรได้มีการบอกให้ผู้เรียนได้ทราบส่วนต่างๆ ของชุดการเรียนว่ามีสื่อใดบ้างที่จะต้องใช้ เพื่อกระตุ้นให้มีการตรวจตรา วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆก่อนนำ ไปใช้

3) คำ ชี้แจงเป็นการกำ หนดสิ่งที่ผู้เรียนต้องจัดเตรียม และจัดหาไว้ล่วงหน้าก่อนการใช้ เช่น การเตรียมวัสดุสิ้นเปลือง และสื่ออื่นใดที่มิได้เก็บไว้ในชุดการเรียน

4) บทบาทของผู้เรียน เป็นบทบาทที่ผู้เรียนควรปฏิบัติในเวลาเรียน

5) แผนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนทราบว่าเนื้อหาในชุดการเรียนเป็นอย่างไรมีวัตถุประสงค์อย่างไร

6) แบบฝึกปฏิบัติหรือกระดาษคำ ตอบ พร้อมเฉลย

7) แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน พร้อมเฉลย

8) การให้รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์โดยตรง เช่น การปิดเปิดเครื่อง การใช้คำ สั่ง เพื่อเข้าถึงบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทเรียน เช่นวิธีการใช้บทเรียน การเริ่มต้น การยุติ การขอคำ แนะนำ เพิ่มเติม การย้อนกลับ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการใช้บทเรียน ในส่วนของวิธีการแก้ปัญหานี้ อาจนำ ไปไว้ส่วนท้ายของเอกสารก็ได้ โดยแยกเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก เพื่อให้สามารถเรียงลำ ดับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและวิธีการแก้ไขที่ผู้เรียนสามารถกระทำ ได้ด้วยตนเอง

 

ข้อควรคำ นึงในการทำ คู่มือการใช้ชุดการเรียน

จุดมุ่งหมายของคู่มือ เพื่อชี้แนะทางให้ผู้เรียนทราบแนวทางการใช้ชุดการเรียนได้มีประสิทธิภาพที่สุด ดังนั้นในการเขียนคู่มือจึงควรคำ นึงถึงสิ่งต่อไปนี้ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์ 2520:146)

1) ใช้ภาษาชัดเจนเข้าใจง่าย

2) ใคร่ครวญถึงปัญหาและสภาพการณ์ต่าง ๆ อย่างทะลุปรุโปร่ง เพื่อช่วยให้ผู้เรียนใช้ชุดการเรียนได้อย่างดีที่สุด

3) ควรออกแบบคู่มือ (ไม่ว่าจะเป็นแผ่นหรือเล่ม) ให้สวยงามน่าหยิบอ่าน

4) ควรมีภาพหรือการ์ตูนประกอบเพื่อให้น่าสนใจ

5) หากเป็นเล่มควรทำ ปกให้สวยงามทนทานต่อการใช้ และเขียนหน้าปกให้เด่นชัด

6) แม้จะการกำ หนดหัวข้อไว้ตามองค์ประกอบข้างต้น การทำ คู่มืออาจตัดหรือต่อเติมหัวข้อได้ตามความเหมาะสม

 

2.  แบบฝึกปฏิบัติ

แบบฝึกปฏิบัติ เป็นสิ่งที่เตรียมไว้ให้ผู้เรียนได้ลงมือทำ ทั้งที่เป็นส่วนที่แยกและในส่วนที่อยู่ในตัวบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

1) รูปแบบของแบบฝึกปฏิบัติที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง อาจทำได้หลายรูปแบบเช่น (ชูศักดิ์ เพรสคอทท์ 2540: 117)

(1)!การกำ หนดให้เรียนเนื้อหาแล้วเติมคำ หรือข้อความในแบบฝึกปฏิบัติซึ่งปรากฎบนจอภาพ

(2)การกำ หนดสถานการณ์จำ ลองให้ศึกษาแล้วให้ผู้เรียนเลือกทางออกในการแก้ปัญหาเอง ซึ่งคอมพิวเตอร์จะรายงานแสดงผลให้ปรากฎออกมาทางจอภาพว่าการตัดสินใจตอบของผู้เรียนในครั้งนั้นทำ ได้ถูกต้องหรือเหมาะสมเพียงใด

 

2) รูปแบบของแบบฝึกปฏิบัติที่อยู่ในรูปของสิ่งพิมพ์ การเขียนแบบฝึกปฏิบัติสำ หรับวิชาต่าง ๆ ย่อมไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับระดับชั้นและเนื้อหา อย่างไรก็ตามการเขียนแบบฝึกปฏิบัติมีวิธีการพอสรุปได้ดังนี้ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์ 2520: 147-148)

(1) ควรมีคำ ชี้แจงการใช้แบบฝึกปฏิบัติที่มีการกำ หนดทิศทางไว้เด่นชัดไม่ว่าจะเป็นแบบแผ่น หรือเป็นเล่มควรมี “แผนการสอน” โดยสังเขปไว้ด้วย โดยเฉพาะแนวคิดวัตถุประสงค์ กิจกรรมการเรียน สื่อการเรียนและประเมินผล เพื่อให้ผู้เรียนได้ทราบทิศทาง เป้าหมาย และบทบาทของตนเอง

(2) ในกรณีที่มีกิจกรรมให้ผู้เรียนตอบ เติมคำ เขียนภาพ ฯลฯ ต้องเตรียมเนื้อที่ไว้ในแบบฝึกปฏิบัติให้ตรงกัน โดยใช้หมายเลข และรหัสไว้เด่นชัดพอที่ผู้เรียนจะตอบได้ตรงตามที่กำ หนดไว้ และควรมี “เฉลย” ไว้ให้แต่ไม่เด่นชัดจนเกินไป เพื่อป้องกันการดูเฉลยก่อนทำ กิจกรรม การมีเฉลยไว้จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถตรวจคำ ตอบด้วยตนเองได้ และส่งเสริมการเรียนรายบุคคล “เฉลย” อาจอยู่ในแบบฝึกปฏิบัติ หรือแยกต่างหาก

(3) ควรออกแบบให้สะดุดตา น่าอ่าน ใช้ภาษาที่เป็นกันเอง และมีการ์ตูนประกอบเนื้อหาให้น่าสนใจ

(4)เนื้อหาในแบบฝึกปฏิบัติ ในส่วนที่เกี่ยวกับหัวเรื่องต่าง ๆ ควรให้ตรงกับเนื้อหาในบทเรียน

 บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นหัวใจสำ คัญของชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ เป็นการจัดโปรแกรมการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์เพื่อนำ เสนอความรู้ในรูปของสื่อประสม (Multimedia) คือโปรแกรมบทเรียนที่ได้ออกแบบเอาไว้อย่างเป็นระบบเพื่อการสอนให้กับผู้เรียนในลักษณะที่แตกต่างกันออกไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธรรมชาติและโครงสร้างของเนื้อหาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนพร้อมทั้งการได้รับผลป้อนกลับ(Feedback) อย่างสมํ่าเสมอในกิจกรรมการเรียนกับคอมพิวเตอร์โดยตรงบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมักจะมีคุณลักษณะครอบคลุม 4 ประการคือ

(1) ความเป็นสารสนเทศ

 (2) ความแตกต่างระหว่างบุคคล

 (3) การโต้ตอบ และ

(4) การให้ผล

ป้อนกลับโดยทันที (ถนอม (ตันพิพัฒน์) เลาหจรัสแสง 2541: 8-11)ประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบ่งเป็น 9 ประเภท คือ

(1) ศึกษาเนื้อหาใหม่ หรือสอนเสริม

(2) ฝึกทบทวน

(3) สถานการณ์จำ ลอง

(4) เกมการสอน

 (5) ทดสอบ

(6) แก้ปัญหา

 (7) ค้นพบ

(8) สาธิต

 (9) บทสนทนา

และนอกจากนี้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนยังแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ ได้แก่

(1) รูปแบบเส้นทางเดียว

 (2) รูปแบบแตกกิ่ง

โดยสรุป ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ หมายถึง ชุดการเรียนที่ได้วางแผนกิจกรรมการเรียนโดยเรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นสื่อหลัก ประกอบกับสื่อเสริมอื่น ๆ เช่นคู่มือการใช้ และแบบฝึกปฏิบัติ เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง มีความยืดหยุ่นในด้านเวลายึดความพร้อม และความสนใจของผู้เรียน ทำ ให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ มีความสำ คัญในการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนมากขึ้น สามารถเลือกกระบวนการเรียนรู้ได้หลายรูปแบบ และยังสามารถตอบสนอง

ความต้องการของผู้เรียนแต่ละคนได้เป็นอย่างดีประเภทของชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ แบบเบ็ดเสร็จ แบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นองค์ประกอบหลัก และแบบที่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการจัดการองค์ประกอบของชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ มีองค์ประกอบสำคัญ คือ คู่มือการใช้ชุดการเรียน แบบฝึกปฏิบัติ และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

 

3 บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

ชุดการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ที่ผู้วิจัยได้ทำ การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นองค์ประกอบหลัก ดังที่จะเสนอในหัวข้อต่อไปนี้

2.1 ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

2.2 ความเป็นมาของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

2.3 คุณลักษณะของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

2.4 ประเภทและรูปแบบของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

2.5 ทฤษฎีการเรียนรู้และจิตวิทยาการเรียนการสอนที่นำ มาใช้สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

2.6 หลักการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

2.7 ขั้นตอนการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

2.8 ลักษณะทั่วไปของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

 

4. ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

คำ ว่า “บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน” เรียกกันโดยทั่วไปว่า บทเรียน ซีเอไอซึ่งย่อมาจากคำ ในภาษาอังกฤษว่า Computer-Assisted Instruction (CAI) เป็นศัพท์ที่นิยมใช้ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้ให้คำ นิยามเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้หลายท่าน เช่น  ทักษิณา สวนานนท์ (2530: 9) ให้ความหมายคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้ว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง การนำ คอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอน การทบทวนการทำ แบบฝึกหัด หรือการวัดผล นักเรียนแต่ละคนได้นั่งอยู่หน้าไมโครคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง  หรือเทอร์มินัลที่ต่อกับเครื่องเมนเฟรม เรยี กโปรแกรมสำ เรจ็รปู ทจี่ดั เตรยีมว็้ปน็ พิเศษสำหรับการสอนวิชานั้น ๆ ขึ้นมาบนจอภาพ โดยปกติจอภาพจะแสดงเรื่องราวเป็นคำ อธิบายเป็นบทเรียนหรือเป็นการแสดงรูปภาพ ซึ่งผู้เรียนจะต้องอ่านดู แต่ละคนใช้เวลาทำ ความเข้าใจไม่เท่ากัน รอจนคิดว่าพร้อมแล้วก็จะสั่งคอมพิวเตอร์ว่าต้องการทำ ต่อคอมพิวเตอร์อาจให้ทำ ต่อ เมื่อทำ แล้วคอมพิวเตอร์จะตรวจให้ ชมเชย และให้กำ ลังใจด้วยถ้าทำ ถูก ตำ หนิหรือต่อว่าบ้าง ถ้าทำ ผิดหรืออาจสั่งให้กลับไปอ่านใหม่

ไพโรจน์ คชชา (2540: 2) ให้ความหมายไว้ว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหมายถึง การนำ เสนอเนื้อหา กิจกรรม การเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ ซึ่งนักเรียนสามารถเรียนรู้เนื้อหาและฝึกทักษะจากคอมพิวเตอร์

ชัยยงค์ พรหมวงศ์และคณะ (2535: 386) ได้ให้ความหมายไว้ว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหมายถึง บทเรียนที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อหรือช่องทางในการนำ เสนอเนื้อหาซึ่งอาจจะเป็นกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ โดยเป็นการรวมศักยภาพการทำ งานของคอมพิวเตอร์ และโครงสร้างที่พึงประสงค์ของบทเรียนแบบโปรแกรมเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งนี้ส่วนใหญ่จะได้รับการออกแบบเพื่อมุ่งให้ผู้เรียนได้ศึกษาเนื้อหาด้วยตนเอง และยึดความพร้อมและความสนใจของผู้เรียนเป็นหลัก

สุกรี รอดโพธิ์ทอง (2532: 32) ได้ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้ว่า การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยการสอน มิได้หมายถึงการใช้คอมพิวเตอร์สอนแทนครูทั้งหมดอาจจะมีเนื้อหาบางส่วนที่ครูสอนให้บางส่วนให้เรียนจากคอมพิวเตอร์ หรือครูสอนเนื้อหาทั้งหมดส่วนการทบทวนและการทดสอบความรู้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคอมพิวเตอร์ และสำ หรับผู้เรียนที่ตามไม่ทันก็เรียนจากคอมพิวเตอร์ในลักษณะของการสอนเสริมกิจกรรมและวิธีการเหล่านี้อยู่ภายใต้ขอบข่ายของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยสรุป บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง การจัดโปรแกรมการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์เพื่อนำ เสนอความรู้ในรูปของสื่อประสม (Multimedia) คือโปรแกรมบทเรียนที่ได้ออกแบบเอาไว้อย่างเป็นระบบเพื่อการสอนให้กับผู้เรียนในลักษณะที่แตกต่างกันออกไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธรรมชาติและโครงสร้างของเนื้อหาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนพร้อมทั้งการได้รับผลป้อนกลับ (Feedback) อย่างสมํ่าเสมอในกิจกรรมการเรียนกับคอมพิวเตอร์โดยตรง

 5.ความเป็นมาของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีประวัติความเป็นมากว่า 30 ปีแล้ว เมื่อสถานศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มมีการนำ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้ช่วยในการเรียนการสอนตั้งแต่ช่วงต้นปี ค.ศ. 1960 เป็นต้นมา นับแต่นั้นมาจึงเกิดพัฒนาการของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและแนวคิดในการนำ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้ในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะกล่าวถึงความเป็นมาของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นพัฒนาการระยะต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงของการพัฒนาการได้แก่ พัฒนาการก่อนการเข้ามาของไมโครคอมพิวเตอร์ พัฒนาการหลังการเข้ามาของไมโครคอมพิวเตอร์ และพัฒนาการในปัจจุบัน

6 พัฒนาการก่อนการเข้ามาของไมโครคอมพิวเตอร์

 ความพยายามในการนำ คอมพิวเตอร์มาใช้ในวงการศึกษาเริ่มมีขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณช่วงปลาย ค.ศ. 1950 ถึงช่วงต้นของปี ค.ศ. 1960 ซึ่งในช่วงแรกคอมพิวเตอร์มีขนาดใหญ่ ไม่ค่อยมีปฎิสัมพันธ์และราคาแพง ดังนั้นคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จึงถูกนำมาใช้เพื่อศึกษาลักษณะของเครื่องกลสำ หรับงานคิดคำ นวณตัวเลข และสำ หรับใช้ในงานธุรการเช่นงานจัดเก็บข้อมูล ระเบียนประวัติต่าง ๆ มากกว่าที่จะถูกนำ มาใช้เพื่อช่วยในด้านการเรียนการสอน (Dennis & Kansky, 1986) หลังจากนั้นไม่นานแนวคิดของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้เริ่มขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนที่เรียนไม่ทันคนอื่นในชั้นเรียนได้มีโอกาสที่จะเรียนซ่อมเสริมนอกเวลากับการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ รากลึกของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้นมาจากบทเรียนแบบโปรแกร(Programmed Instruction: PI) แต่แทนที่บทเรียนแบบโปรแกรมจะใช้เครื่องช่วยสอน(Teaching Machine) เป็นตัวนำ เสนอเนื้อหาตามความนิยมในขณะนั้น บทเรียนแบบโปรแกรมกลับใช้หนังสือเป็นตัวนำ เสนอเนื้อหาแทน (Programmed Textbook) โดยออกแบบหนังสือในลักษณะของการนำ เสนอเนื้อหาให้ดึงดูดความสนใจของผู้เรียน โดยมีการตั้งคำ ถามถามผู้เรียนอย่างสมํ่าเสมอและใช้เทคนิคของการเสริมแรง (reinforcement) ซึ่งปัญหาของบทเรียนโปรแกรมในขณะนั้นคือความน่าเบื่อหน่ายซึ่งเกิดจากกิจกรรมที่จำ กัดอันเนื่องมาจากข้อจำ กัดของสื่อหนังสือที่ใช้ในการนำ เสนอบทเรียนนั่นเอง ดังนั้นจึงเกิดแนวคิดในการนำ คอมพิวเตอร์มาใช้ในการนำ เสนอเนื้อหาแทนหนังสือ ซึ่งแนวคิดนี้ทำ ให้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนถือกำ เนิดขึ้นมา โดย 2 สถาบันการศึกษาแรกที่ได้นำ ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้ในการเรียนการสอนคือ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) และมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ แห่งเออร์บานา-แชมเปญจน์(University of Illinois at Urbana-Champaign)ช่วงต้นของปี ค.ศ. 1960 ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ดร. ซัปเพส (Dr. Suppes)ได้พัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการฝึกฝนทักษะด้านคณิตศาสตร์และการใช้ภาษาสำ หรับเด็กในระดับประถม โดยผลงานนี้เป็นจุดเริ่มของความเชื่อที่ว่าคอมพิวเตอร์สามารถที่จะทำ หน้าที่เสมือนครูหรือติวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพได้ ในขณะเดียวกันมีการนำ คอมพิวเตอร์ไปใช้ในการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ภายใต้ชื่อโครงการเพลโต้ (Plato) มีความแตกต่างไปจากของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดคือ การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนไม่ได้จำ กัดเฉพาะการสอนในวิชาเลขและภาษาเท่านั้น หากครอบคลุมไปเกือบทุกวิชา และไม่ได้จำ กัดเฉพาะสำ หรับผู้เรียนในวัยเด็ก แต่สามารถใช้ได้กับทุกวัยโดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา โครงการเพลโต้นี้จัดว่าเป็นการจัดการสอนแบบเต็มรูปแบบบนคอมพิวเตอร์คือ มีการนำ ลักษณะคอมพิวเตอร์จัดการการสอน(Computer-Managed Instruction: CMI) มาใช้ซึ่งคอมพิวเตอร์จัดการการสอนนี้เป็นระบบที่สามารถเก็บสถิติข้อมูลของผู้ใช้ได้ เช่น การเก็บสถิติของการเข้าใช้ จำ นวนครั้ง รวมทั้งระยะเวลาในการใช้บทเรียนที่ผู้เรียนใช้ ลำ ดับของการเรียนไปถึงจำ นวนเนื้อหาที่ผู้ใช้ได้ศึกษาไป คะแนนสอบโดยสถิติและข้อมูลต่าง ๆ สามารถเก็บไว้ในลักษณะถาวรและผู้สอนสามารถที่จะนำ ข้อมูลสถิติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้ นอกจากนี้ระบบเพลโต้ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ โดยการที่ระบบเพลโต้อนุญาตให้ผู้สอนใช้ข้อมูลของผู้เรียนแต่ละ

คนมาประมวลและใช้ข้อมูลนี้ในการเลือกเนื้อหาข้อมูลหรือแบบทดสอบที่เหมาะสมกับลักษณะและความสามารถของผู้เรียน อย่างไรก็ดีระบบเพลโต้มีข้อจำ กัดคือ การที่ฮาร์ดแวร์(คอมพิวเตอร์) และซอฟต์แวร์ที่ใช้จะมีลักษณะตายตัวคือ จะต้องเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาสำ หรับระบบเพลโต้โดยเฉพาะและโปรแกรมที่ใช้จะต้องเขียนขึ้นด้วยภาษาติวเตอร์ (Tutor)เท่านั้น อย่างไรก็ตามนับได้ว่าโครงการเพลโต้นี้เป็นโครงการที่ได้รับความสำ เร็จเป็นอย่างดีและส่งผลให้แนวคิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเริ่มเป็นที่รู้จักกันทั่วไป นอกจากโครงการทั้งสองนี้ ในค.ศ. 1963 อาจารย์จากมหาวิทยาลัยดาร์ทมัท (Dartmouth) ได้พัฒนาภาษาเบสิกขึ้นซึ่งทำ ให้เกิดความนิยมในการใช้ภาษาเบสิกในการเขียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนขึ้นในเวลาต่อมา

7. พัฒนาการหลังการเข้ามาของไมโครคอมพิวเตอร์

หลังจากเริ่มมีการนำ ไมโครคอมพิวเตอร์เข้ามาในโรงเรียนเป็นจำ นวนมากได้เกิดการนำ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัดมาใช้มากขึ้นและเริ่มมีการอบรมครูอาจารย์เกี่ยวกับภาษาระดับสูงที่ใช้ในการสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(Authoring Languages) เช่น ภาษาติวเตอร์และภาษาไพลอตเพื่อให้ครูอาจารย์สามารถพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยตนเองได้ แต่การอบรมไม่ได้ผลเท่าที่ควรเนื่องจากการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ใช้เวลาและการฝึกฝนจากครูอาจารย์ที่เข้ารับการอบรมอย่างต่อเนื่องและยังพบว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอนส่วนใหญ่ซึ่งพัฒนาขึ้นมาในช่วงต้นของ ค.ศ. 1970 มักเป็นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัดซึ่งมีลักษณะเหมือน ๆ กัน คือ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่

เต็มไปด้วยข้อความและกราฟิกแบบง่าย ๆ ดังนั้นจึงทำ ให้โปรแกรมที่ออกมามีลักษณะที่น่าเบื่อสำ หรับผู้เรียนจากปัญหาความน่าเบื่อของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในยุคนั้น จึงมีผู้เสนอแนวความคิดในการนำ คอมพิวเตอร์มาใช้ในลักษณะอื่น ๆ แทนการนำ เสนอบทเรียนและแบบฝึกหัดแต่เพียงอย่างเดียวซึ่งได้แก่ การใช้คอมพิวเตอร์ในการสอนทักษะและการแก้ปั