ที่นี่ฉันได้เจอใครต่อใครหลายคนที่เคยรู้จักคุ้นหน้าคุ้นตากันมาจากในเมือง มีทั้งที่เป็นเด็กศูนย์นักเรียนฯ เพื่อน ๆ พี่ ๆ จากสถาบันการศึกษาในเชียงใหม่
ปรี๊ด.....ปรี๊ด.....ปรี๊ด...เสียงนกหวีดรวมพลดังขึ้น ตามด้วยเสียงตะโกนบอกต่อ ๆ กัน ด้วยความตื่นเต้นดีใจว่า สหายใหม่มาแล้ว...สหายใหม่มาถึงแล้ว...เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ ยิ่งถ้าเป็นช่วงระหว่างปลาย ๆ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๑๙ – มกราคม ๒๕๒๐ ความถี่จะสูงถึงขนาดทุก ๒ - ๓ วันเลยทีเดียว สหายที่กำลังเข้ากลุ่มศึกษา หรือทำงานใช้แรงงาน(ตัดไม้ไผ่ ไพหญ้าคา สับไม้ฟากฝา) เพื่อเตรียมการปลูกสร้างบ้าน ที่พักเพิ่มเติมให้สหายใหม่ที่ทยอยหลั่งไหลจากเมืองเข้ามา หรือทำกิจกรรมอื่นใดอยู่ในบริเวณหมู่บ้าน ๖ ตุลา ต่างก็จะรีบผละจากกิจกรรมที่ทำอยู่ วิ่งมาเข้าแถวรอรับสหายใหม่ ที่เพิ่งเดินทางมาถึงพร้อมกับเสียงเพลง ที่ร้องกันทุกครั้งที่มีการต้อนรับสหายใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า......
เพลง เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ
เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ มีชีวิตร่วมกันในป่าเขา
จากบ้านเกิดเมืองนอนถึงไพรลำเนา ด้วยพวกเรามีอุดมการณ์อันเดียวกันอันความรักทางชนชั้นนั้นล้ำลึก ประสานผนึกรวมกันเป็นสายธารต่อประชาเรามั่นรักดังชีวัน ต่อศัตรูกล้าประจัญรบจนสุดใจ
เพลงนี้จึงเป็นเพลงแรกที่ทุกคนที่เดินทางมาถึงโรงเรียนการเมืองการทหาร ๖ ตุลาต่างประทับใจ หายเหนื่อยและแทบทุกคนจะรู้สึกตื้นตันจนน้ำตาซึมเมื่อได้สัมผัสมือกับสหายในท่ามกลาง
เสียงเพลงนี้ ฉันเองก็รู้สึกอย่างนี้เช่นกัน
ที่นี่ฉันได้เจอใครต่อใครหลายคนที่เคยรู้จักคุ้นหน้าคุ้นตากันมาจากในเมือง มีทั้งที่เป็นเด็กศูนย์นักเรียนฯ เพื่อน ๆ พี่ ๆ จากสถาบันการศึกษาในเชียงใหม่ รวมไปถึง ข้าราชการ ชาวนา พ่อค้าประชาชนและนักศึกษาสถาบันการศึกษาต่าง ๆจากส่วนกลางอีกมากมายที่ฉันไม่เคยรู้จักมาก่อน เมื่อมาถึงที่นี่ ทุกคนจะรู้จักและทักทายกันในนามของสหาย ซึ่งจะมีชื่อที่ตั้งใหม่ขึ้นมาแทนชื่อจริงที่ เรียกกันว่า ชื่อจัดตั้ง ทุกคนจะต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อรักษาความลับในเรื่องประวัติส่วนตัวของตัวเองเมื่อมาถึงที่สำนักผ่านทาง ก่อนที่จะเดินทางมาถึงโรงเรียนฯ ๖ ตุลา คณะของเราที่มีเด็ก ๆ มาด้วยและ ได้รับคำแนะนำเรื่องชื่อจัดตั้ง ตั้งแต่ยังไม่ถึง ๖๕ เพื่อให้เด็ก ๆ มีเวลาสนุกกับการตั้งชื่อใหม่ให้ตัวเอง
ชื่อจัดตั้งของฉันที่สู้อุตส่าห์คิดเอาไว้เสียดิบดี ปรากฏว่าเอาเข้าจริงก็ไม่ได้ใช้ กลับไปใช้ชื่อที่ ส.ประสงค์ตั้งให้ตอนอยู่ในเมือง ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีใครรู้เรื่องชื่อจัดตั้ง แต่มันเกิดจากการเขียนกลอนแบบกลอนเปล่าที่ฉันเขียนสะท้อนความรู้สึกของตัวเอง เมื่อมองดูต้นหลิวแล้วนึกไปถึงชีวิตของหญิงสาวที่เกิดมาต้องมีชีวิตเพื่อเป็นเพียงไม้ประดับบ้านเรือนให้สวยงามดูดี แต่ตัวต้นหลิวเองกลับดูโศกเศร้าด้วยกิ่ง ใบและ ดอกที่ทิ้งตัว ทอดใบลงแกว่งไกวไปตามแรงลมอย่างสิ้นหวัง เมื่อเอาไปให้สหายประสงค์อ่านเขาก็บอกว่ามันเศร้าไป และว่าฉันต้องไม่เป็นแบบนั้นสิ แต่ต้องเป็นอย่างหลิว ฮู่ หลาน ที่เป็นแบบอย่างเยาวชนปฏิวัติของจีน ว่าแล้วก็ได้ความคิด ตั้งชื่อหลิวให้ฉัน ก็เลยเป็นชื่อที่รู้กันในกลุ่มที่เคลื่อนไหวด้วยกัน จากนั้นก็เรียกชื่อนี้กันเรื่อยมาและจนมาเจอกันในป่าก็ไม่มีใครยอมเปลี่ยน ถือเสียว่าฉันมีชื่อจัดตั้ง ตั้งแต่ยังไม่เข้าป่ามาถึงที่นี่ก็เป็นสหายหลิวได้เลยทันที
พี่หลิวคะ
ดาวไม่คิดว่า "หลิว" เป็นต้นไม้ที่ดูเศร้าเลยนะคะ แต่กลับมองว่าเป็นไม้ที่อ่อนไหว และอ่อนโยน...
เพราะไม่ว่าลำต้นจะสูงเพียงใด แต่ก็จะทอดกิ่งทิ้งใบลงสู่เบื้องล่าง มองต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่ต่ำกว่าอย่างห่วงใย หรือพี่หลิวว่าไม่จริง?
ว้าว ..น่ารักจังเลย น้องดาว
ความจริงต้นหลิวเป็นต้นไม้ที่น่ารักอย่างที่น้องดาวว่าจริง ๆ แหละ เพียงแต่ว่าครั้งโน้นเราเอาความรู้สึกของเราไปใส่ให้ต้นหลิวต่างหาก (มีเชื้อสายจีน ..เห็นเพื่อนสนิท ,ญาติ ถูกเลี้ยงดูแบบจีนโบราณ ..จับคลุมถุงชน..เจ็บปวด สงสารค่ะ)
คงยังไม่จบ?
แวะมาเยี่ยมครับ...
ยังไม่จบ..เรื่องมันยาวค่ะคุณน้องจรรยา
จะรีบหาเวลามาเขียนต่อ อย่าลืมตามาอ่านนะคะ
สวสดีค่ะคุณphornphon
ขอบคุณที่แวะมาค่ะ