ดีมั๊กๆๆ

บำรุงผิวหน้าให้ดูอ่อนกว่าวัย ด้วยวิธีง่ายๆที่ไม่ทำร้ายผิว

วิธีการนวดหน้าเพื่อความขาวกระจ่างใสยาวนานอย่างเป็นธรรมชาติ

การนวดหน้าสัปดาห์ละครั้งก่อนใช้สครับ มาส์คจะช่วยคืนความยืดหยุ่นผิว กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้ผิวเปล่งปลั่ง เรียบเนียน กระจ่างใส คืนความขาวกระจ่างใสให้กับผิวได้อย่างสมบูรณ์แบบ



1. กดกระตุ้นต่อมน้ำเหลือง บริเวณหลังใบหูนับ 1-3 แล้วคลายออก ไล่ลงมายังกราม โดยทำทั้ง 2 ข้างพร้อมกัน ทำ 3 รอบ



2. กระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าเพื่อช่วยให้เซลล์ผิวตื่นโดยการลูบจากคางขึ้นไปติ่งหู ทำ 3 รอบ



3. ขจัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพบนผิวหน้า โดยการนวดคลึงวนเป็นวงกลมจากคางวนไปติ่งหู จากมุมปากวนไปหน้าหู จากจมูกวนไปยังหน้าหู จากใต้ตาวนไปยังขมับ



4. ผ่อนคลายผิวหน้า โดยลูบไล้ผิวหน้า จากคางไปติ่งหู จากมุมปากไปหน้าหู จากปากบนไปยังหน้าหู
จากใต้ตาไปยังขมับ



5. นวดคลึงวนเป็นวงกลม จากจมูกวนขึ้นไปผ่านคิ้วไปยังขมับ 3 รอบ



6. นวดคลึงวนเป็นวงกลม จากกลางหน้าผากล่างวนไปยังขมับ และจากกลางหน้าผากบนวนไปยังขมับ ทำ 3 รอบ



7. นวดรอบดวงตาเพื่อลดริ้วรอย โดยวนจากหางตาผ่านใต้ตาล่างผ่านหัวคิ้วผ่านเปลือกตาบนไปยังหางตา ทำ 3 รอบ



8. กดหัวคิ้ว กลางคิ้ว และขมับ ด้วยการกดค้างไว้ 3 วินาที แล้วปล่อย



9. กดหัวคิ้วแล้วลูบจากหัวคิ้วไปยังขมับ ทำ 3 รอบ



10. กดเบาๆ กึ่งกลางหน้าผากนับ 1-3 แล้วคลายออก แล้วลูบเบาๆ ไปยังขมับ



11. ใช้อุ้งมือลูบในทิศทางขึ้นโดยไล่จากกลางหน้าผากออกไปทางซ้ายและสลับลูบจากกลางหน้าผากออกไปทางขวา ทำเวียน 3 รอบ



12. ใช้อุ้งมือลูบขึ้นจากด้านล่างของแก้ม ทำสลับซ้ายขวา 3 รอบ

 


 

13. ลูบขึ้นจากกึ่งกลางของคาง ไปยังหลังใบหู แล้วกดเบาๆ ที่หลังไปหูนับ 1-3 แล้วปล่อย

 

 5 ท่านวดลดริ้วรอย



1. ใช้มือนวดเบาๆ โดยเริ่มจากหัวคิ้วทั้งสองด้าน นวดวนเป็นวงกลมหมุนขึ้นไปจรดถึงตีนผม เพื่อช่วย ลดริ้วรอยบริเวณหน้าผาก



2. ใช้มือทั้งสองข้างนวดเบา ๆ โดยเริ่มจากหัวคิ้ววนเป็นวงกลมออกไปด้านข้างจนจรดหางคิ้ว โดยทำพร้อมกันสำหรับตาทั้งสองข้าง และให้ทำทั้งบริเวณเหนือคิ้ว และพื้นที่บริเวณใต้คิ้ว ตรงเปลือกตา เพื่อช่วยลดริ้วรอยเปลือกตา



3. ใช้มือนวดเบาๆ โดยเริ่มจากบริเวณกึ่งกลางระหว่างคิ้ว วนเป็นวงกลมลงไปจรดปลายจมูก เพื่อช่วย ลดริ้วรอยระหว่างเรียวคิ้ว



4. ใช้มือนวดเบาๆ บริเวณข้างปีกจมูกหมุนเป็นวงกลมออกไปจนถึงบริเวณขมับ โดยทำพร้อมกันทั้งสองข้างซ้ายขวา เพื่อช่วยลดริ้วรอยบริเวณใบหน้าและร่องจมูก



5. ใช้มือนวดเบาๆ โดยเริ่มจากบริเวณกึ่งกลางใต้ริมฝีปากล่าง เป็นวงกลมออกไปตามเรียวปาก จนถึง ติ่งหูเพื่อช่วยลดริ้วรอยบริเวณริมฝีปาก

 

8 ท่านวดลดขนาดใบหน้า



1. เงยคาง เชิดใบหน้าขึ้น อ้าปากให้กว้างที่สุด แล้วเปล่งเสียง อา อี อู เอ โอ ทำทั้งหมด 8 ครั้ง เพื่อดึงกล้ามเนื้อบริเวณลำคอ



2. หรี่ตาเพียงครึ่งเดียว ยกศีรษะเอนไปด้านหลัง ค้างไว้ จากนั้นลืมตาขึ้นจนสุด โดยไม่ขยับศีรษะทำซ้ำกัน 3 ครั้ง เพื่อบริหารกล้ามเนื้อเปลือกตาแก้ปัญหาหนังตาหย่อนคล้อย



3. ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบผิวบริเวณหัวคิ้วขยับเลื่อนทีละนิดไล่มาจนหางคิ้ว ทำซ้ำกัน 3 ครั้ง เพื่อผ่อนคลายความเครียดของกล้ามเนื้อหน้า



4. ดึงเนื้อแก้มไปด้านข้างเบาๆ วาดเป็นวงกลมจากล่างขึ้นบน จากด้านในออกด้านนอก ทำซ้ำกัน 3 ครั้ง
เพื่อกระชับแก้มที่เริ่มหย่อนคล้อย



5. ดึงเนื้อบริเวณรอบปากไปด้านข้างเบาๆ แล้วปล่อย ทำซ้ำกัน 3 ครั้ง เพื่อยกกระชับผิวบริเวณรอบริม ฝีปาก



6. แลบลิ้นให้ยาวที่สุดตวัด ขึ้น-ลง ซ้าย-ขวา ทำซ้ำกัน 8 ครั้ง เพื่อบริหารใบหน้าไม่ให้หย่อนคล้อย



7. ประกบฝ่ามือเข้าหากัน ยืดนิ้วให้ตรงแล้วกดไว้ที่ใต้คาง ค่อยๆ เลื่อนไปตามแนวคางจนถึงติ่งหูทั้ง 2 ข้าง ทำซ้ำกัน 3 ครั้ง เพื่อยกกระชับบริเวณคางและลำคอ



 

   

8. แนบฝ่ามือบริเวณใต้ลำคอ ค่อยๆ ลูบลงไปจนถึงกระดูกไหปลาร้า ทำซ้ำกัน 3 ครั้งเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของต่อมน้ำเหลือง ไม่ให้เกิดการสะสมของไขมันบริเวณใต้คาง

     

ที่มาและประเภทของสิว

สิว ปัญหาผิวที่สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะวัยรุ่น เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่กำลังเจริญเติบโต มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนตลอดเวลา ซึ่งฮอร์โมนดังกล่าวเป็นตัวกระตุ้น สำคัญที่ทำให้เกิดสิว แต่สาเหตุการเกิดสิวไม่ใช่เพียงฮอร์โมนเท่านั้น ความเครียด พันธุกรรม และ ภาวะโภชนาการ ก็มีส่วน แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งต้องมีการดูแลอย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้แพร่กระจายลุกลามเป็นสิวอักเสบได้

ที่มาของสิว!



1. เกิดจากแบคทีเรีย ซึ่งตัวสำคัญคือ พีแอคเน่ (P. acnes) ทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังบริเวณท่อต่อมไขมันส่งผลให้เกิดสิวขึ้นได้ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นต่อมไขมันให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และหลั่งไขมันออกมามากซึ่งไขมันเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดสิว



2. ภาวะความตึงเครียด อันเนื่องมาจากสภาพจิตใจ และอารมณ์ที่ไม่ปกติ ซึ่งจะไปกระตุ้นต่อมใต้สมองให้หลั่งฮอร์โมนมากระตุ้นต่อมหมวกไต และกระทบไปถึงการหลั่งฮอร์โมนเพศที่เพิ่มสูงขึ้นจนก่อให้เกิดอาการสิวกำเริบขึ้นได้



3. ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเครียดจากการทำงานหนัก นอนดึก และอดนอน ส่งผลให้ต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมนไปกระตุ้นการทำงาน ของต่อมไขมัน เมื่อต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมาในปริมาณมากก็อาจจะก่อให้เกิดการอุดตัน และเกิดปัญหาสิวตามมาได้ในที่สุด



4. ปัจจัยภายนอกอื่นๆ เช่น การทำความสะอาดผิวที่ไม่ถูกวิธี ไม่ใช้ครีมเช็ดเครื่องสำอางโดยเฉพาะ หรือใช้สบู่ หรือโฟมชำระล้างเครื่องสำอาง และสิ่งสกปรกออกได้ไม่หมด เส้นผมที่สกปรกปรกใบหน้า อาหาร หรือแม้กระทั่งอาชีพ และสิ่งแวดล้อมก็สามารถเป็นสาเหตุ และกระตุ้นให้เกิดภาวะไม่สมดุลจนเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวได้


ลักษณะของสิวแบบต่างๆ



สิวเสี้ยน...ลักษณะเป็นจุดดำๆ ที่บริเวณปลายจมูก หรือปลายคาง เกิดจากการเกาะตัวของ ขนเล็กๆ
บนใบหน้าผสมกับไขมัน และเซลล์ขี้ไคล



สิวอุดตัน...แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ลักษณะของสิวอุดตันที่มีหัวสีขาว และสิวอุดตันที่ มีหัวสีดำเกิดขึ้นทั่วใบหน้าที่เกิดจากการอุดตันของต่อมไขมันในรูขุมขน



สิวอักเสบ...สิวที่มีผลพวงมาจากสิวอุดตัน และติดเชื้อโรคแทรกซ้อนจนอักเสบ สิวอักเสบนี้ จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง เพื่อลดการอักเสบลุกลาม และการเกิดแผลเป็น



สิวหัวช้าง...มีลักษณะคล้ายกับสิวอักเสบ แต่จะมีขนาดใหญ่ บวมแดง จะมีหัวสิวหรือไม่มีปรากฏก็ได้

 

     

ระดับความชัดเจนของริ้วรอยจาก 3 ช่วงวัย



ระดับ 1 Fine Wrinkles...รอยย่นแบบตื้น

มีลักษณะเป็นเส้นเล็กบริเวณผิวชั้นบนสุดที่มีความแห้งอันเนื่องมาจากการขาดน้ำ มักจะปรากฏให้เห็นบ่อยๆ บริเวณผิวอ่อนบางรอบดวงตา หรือข้าง แก้ม ทั้งนี้เพราะเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการกักเก็บน้ำของผิวจะมีประสิทธิภาพลดลง

 

ระดับ 2 Dynamic Wrinkles...รอยย่นแบบลึก

บริเวณมุมปาก หรือปลายหางตาที่เราเรียกว่า ตีนกา จะเริ่มปรากฏร่องรอยให้เห็นตั้งแต่อายุ 20 ปี ขึ้นไป
โดยเกิดเป็นรอยย่น และมีความลึกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากการหดตัวของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้หนังแท้ และหนังกำพร้าหดตัวเข้าหากัน จนเกิดเป็นรอยย่น และลึกขึ้น สาเหตุก็มักจะมาจากความเครียด หรือการแสดงอารมณ์ทางสีหน้าทั้งนี้ยังรวมไปถึงความร้อน และรังสี UV ที่กระจายอยู่ในแสงแดด เพราะผิวหนังที่ถูกทำลายจาก แสงแดดนานๆ จะทำให้สภาพผิวขาดความยืดหยุ่น และเกิดรอยย่นได้ง่าย อีกทั้งยังยากต่อการรักษา แต่สามารถบรรเทาให้ตื้นขึ้นได้

 

ระดับ 3 Skin Fold Wrinkles...รอยย่นจากแรงโน้มถ่วงโลก

เส้นริ้วรอยจะค่อยๆ เกิดจากร่อง -จมูก ผ่านมุมปากมายังใต้คาง และนำไปสู่สาเหตุของการหย่อนคล้อยของผิวบริเวณข้างแก้ม โดย จะเริ่มปรากฏเมื่ออายุ 40 ปี ขึ้นไป จนย่างเข้าสู่ 50 ปี อาการหย่อนคล้อยไปจนถึงบริเวณคาง และขากรรไกรในที่สุด

 

 

ดูแลอย่างอ่อนโยนต่อผิวอ่อนบางรอบดวงตา

 

เพราะผิวรอบดวงตานั้นแสนอ่อนบาง และมีความสามารถในการกักเก็บความชุ่มชื้นได้น้อย อีกทั้งปริมาณต่อมน้ำมันยังมีอยู่น้อยมาก จึงทำให้เกิดความแห้งกร้าน และสูญเสียความยืดหยุ่นได้ง่าย โดยจะปรากฏให้เห็นริ้วรอยได้อย่างชัดเจนเมื่อมีรอยคล้ำ บวมเกิดขึ้น หรืออายุเพิ่มขึ้น ดังนั้น ผิวจึงต้องการดูแลเป็นพิเศษด้วย ผลิตภัณฑ์บำรุงที่เข้าใจสภาพผิวอย่างแท้จริง


วิธีเลือกครีมบำรุงรอบดวงตา

การใช้ครีมบำรุงผิวหน้า ทาผิวบริเวณรอบดวงตานั้นอาจก่อให้เกิดอาการอักเสบบวมได้ เนื่องจากเนื้อครีมที่มีความข้นเกินไปอาจซึมลงไปอุดตันท่อน้ำตาได้ ฉะนั้น จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ประเภทเจล จะเหมาะสำหรับผิวมันและผิวของวัยรุ่นมากกว่า เพราะจะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น แต่หญิงสาวส่วนใหญ่ก็ ยังคงชื่นชอบเนื้อครีมที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลมากกว่า โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเฉพาะ และใช้ในปริมาณที่ไม่มากเกินไป ทารอบดวงตาด้วยนิ้วนาง ( นิ้วนางจะมีแรงกดน้อยที่สุด ) เป็นประจำ จะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น และลดริ้วรอยที่จะเกิดในอนาคตได้อีกด้วย

7 วิธีแก้ปัญหาตาบวมเป็นถุง

  • ทาครีมที่มีความเย็นสูงกว่าปกติให้รอบดวงตา เพราะความเย็นจะช่วยลดอาการบวมได้

  • ขณะทาครีมใช้ปลายนิ้วนางแตะเบาๆ รอบดวงตา จะช่วยขจัดของเหลวส่วนเกินบริเวณ นั้น ออกไปได้

  • ฝานแตงกวา หรือมะเขือเทศเป็นชิ้นบาง แปะลงบนเปลือกตาทิ้งไว้ 20 นาที

  • นำถุงชามาแปะลงบนเปลือกตาประมาณ 15 นาที ถุงชาจะช่วยบรรเทาอาการบวม เพราะ ส่วนประกอบของชาจะมี
    สาร TANNIN และ POLYPHENOLS ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้ผิวหดตัว

  • ใช้สำลีจุ่มน้ำเย็น หรือนมเย็นให้ชุ่มแปะบนเปลือกตา เปลี่ยนสำลีใหม่เมื่อความเย็นคลายลง ทำต่อเนื่องประมาณ
    15 นาที นอกจากจะลดความบวมแล้ว ยังช่วยให้รอยดำคล้ำจางลงได้

  • จุ่มก้อนสำลีลงในน้ำกุหลาบสกัดแช่เย็นจัด แล้วแปะตาทิ้งไว้ 20 นาที

  • แช่ช้อนชาทิ้งไว้ในตู้เย็นข้ามคืน หลังจากนั้น ทาบกระเปาะช้อนบนเปลือกตา ช้อนชาไม่ควร เย็นจนเกินไปเพราะอาจ
    ก่อให้เกิดอันตรายได้

 

ดูแลผิวแก้มใส … ให้ห่างไกลจุดด่างดำ

  • ควรใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดที่มี SPF 15 ขึ้นไป

  • ควรใช้ครีมที่มีส่วนผสม AHA

  • บริโภคอาหารที่สามารถต่อต้านอนุมูลอิสระ , วิตามิน A C และ E , เซเลเนี่ยมและฟลาเวอนอย จะช่วยซ่อมแซมผิวที่ถูกทำลายโดยแสงแดด

  • ควรใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ HYDROXYQUINONE วันละ 2 ครั้ง อย่างน้อย 6-8 อาทิตย์ จะช่วยเจือจางจุดสีน้ำตาลบนผิวได้

  • ควรใช้ครีมที่มีส่วนผสมของเรตินอล ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลบเลือนรอยย่น และจุดด่างดำ

  • ปรึกษาแพทย์ในกรณีที่คุณ อยากกำจัดจุดด่างดำบนผิวหน้าให้หมดไปอย่างถาวร

  • ปรึกษาแพทย์ด่วน หากพบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับริ้วรอยจุดด่างดำ เช่น คัน หรือขยาย -ใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังได้

 

ดูแลรักษาริมฝีปาก

 

ผู้หญิงทุกคนปรารถนาการได้เป็นเจ้าของริมฝีปากที่เต็มอิ่ม แดง และเรียบเนียน ฉะนั้น การปรนนิบัติดูแลอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง


ริมฝีปากแดง และอวบอิ่ม

การทาลิปสติก หรือลิปกลอส ด้วยพู่กันทาปากเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ ริมฝีปากเรียบเนียนสวย แต่การบริหารสุขภาพริมฝีปาก
ด้วยการนวด และการออกกำลังก็เป็นอีกวิธีที่ช่วย กระตุ้นให้ระบบโลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น

ริมฝีปากสวยสุขภาพดีด้วยการนวด

  • วางทาบนิ้วโป้งบริเวณริมฝีปากบนด้านใน โดยให้นิ้วอื่นอยู่นอก

  • นวดเป็นวงกลมเล็กๆ โดยเคลื่อนนิ้วโป้ง และนิ้วอื่นหมุนไปทั่วริมฝีปากบน

  • ปฏิบัติซ้ำบริเวณริมฝีปากล่างโดยให้นิ้วโป้งอยู่ด้านนอก นิ้วอื่นอยู่ด้านใน

 

การนวด และออกกำลังริมฝีปากด้วยวิธีผิวปาก และทำปากย่นยู่ สัก 20 ครั้ง นอกจากจะช่วยกระตุ้นไหลเวียนของโลหิต บริเวณรอบริมฝีปากแล้ว ยังช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัย ช่วยให้ริ้วรอยที่มีอยู่ไม่ลึกลงไปอีก


ออกกำลังริมฝีปากต่อไปนี้มีประโยชน์

  • ใช้นิ้วกดบริเวณ จมูกกับเหนือริมฝีปากไว้ให้แน่น

  • อ้าปากกว้าง แต่ห้ามเห็นฟันบน

  • ยิ้มและเกร็งกล้ามเนื้อริมฝีปากบนไว้ 5 วินาที แล้วเริ่มทำตั้งแต่ข้อ 1 ใหม่ รวม 10 ครั้ง

วิธีปกป้องริมฝีปาก

ผิวบริเวณริมฝีปากจะเป็นผิวส่วนที่บอบบางมาก เพราะ มีความหนาเพียง 3-5 ชั้น เท่านั้น ซึ่งต่างกับผิวส่วนอื่นที่มีความหนาถึง
15 ชั้น ดังนั้น ผิวบริเวณริมฝีปาก จึงไม่มีต่อมไขมัน และ MELANIN ซึ่งหมายถึงว่าสีผิวบริเวณนี้ จะไม่มีการเปลี่ยนสีเข้มขึ้น
แต่จะไหม้เลย และแห้งได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอกจากลม และแสงแดด ดังนั้น ริมฝีปากจึงปรารถนา
การปกป้อง และดูแลเป็นพิเศษ

  • ไม่ควรกัด ลอก หนังที่ริมฝีปาก

  • ไม่ควรให้ริมฝีปากโดนแดดโดยตรง

  • ควรใช้ลิปสติก , ลิปบาล์ม ที่มีค่า SPF อย่างน้อย 15

  • ปกป้องริมฝีปากจากสายลม และแสงแดด ด้วยลิปสติกหรือลิปบาล์ม เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้น ริมฝีปากล่างเป็นผิวส่วนที่มักเกิดมะเร็งผิวได้

 

 

 ลำคอ … สิ่งที่คุณมองข้าม

 

ลำคอเป็นบริเวณที่มักถูกมองข้าม และแนวโน้มที่ลำคอจะสัมผัสกับสายลม และแสงแดดที่ส่งผลกระทบต่อ ความยืดหยุ่นของผิวได้ง่ายด้วย วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะเริ่มต่อต้าน การทำลายความ
ยืดหยุ่นของผิว และขจัดความเหี่ยวย่นให้เลือนหาย เพื่อคอที่เรียบตึง และสวยงามเหมือนเดิม

 

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

เพราะผิวบริเวณลำคอของคุณก็ต้องการ การปรนนิบัติบำรุงเช่นเดียวกับผิวหน้า ฉะนั้น เวลาของการบำรุงผิวหน้า ควรจะรวมพื้นผิวบริเวณลำคอด้วย โดยเริ่มจากการทำความสะอาด และลูบไล้ครีมบำรุงผิวอย่างนุ่มนวล เฉกเช่นที่ปฏิบัติต่อผิวหน้า และเนื่องจากผิวบริเวณลำคอมีสภาพผิวที่แห้ง ครีมบำรุงที่ใช้จึงควรมีความเข้มข้น โดยเฉพาะในช่วงเวลางกลางคืน และควรใช้ครีมปกป้องผิวจากแสงแดดที่มีค่า SPF 15 หรือมากกว่าเป็นประจำ ชะลออาการหย่อนยานบริเวณลำคอได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงการนวด เพราะการนวดไม่เพียงแต่กระตุ้น การไหลเวียนของโลหิตเท่านั้น แต่จะทำให้ผิวสดใสได้อีกด้วย การนวดเป็นประจำทุกสัปดาห์ จะช่วยกระชับผิวที่เริ่มห้อยย้อยจากน้ำส่วนเกินได้

เพื่อลำคอที่ตึงกระชับ

  • เริ่มจากการวอร์มอัพร่างกาย เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และช่วยเร่งระบบการหายใจ เร็วขึ้น

  • ก้มศีรษะ คอ หมุนและเอียงคอไปทางขวา จนสามารถมองข้ามไหล่

  • ซ้ำข้อ 2 แต่เอียงไปทางด้านซ้าย

  • ทำซ้ำข้อ 2 และ 3 จำนวน 3 เที่ยว ข้อควรระวัง ให้บริหารด้วยความนุ่มนวล และหยุดถ้ารู้สึกปวด หรือเคล็ดยอก

 

ดูแลน้ำหนัก

การที่น้ำหนักขึ้นลงอย่างรวดเร็วส่งผลต่อผิวพรรณได้ การลดอาหารผิดวิธี เช่นการข้ามมื้ออาหาร มื้อใดมื้อหนึ่ง ทำให้กินมากขึ้นไปอีกในมื้อถัดไป ก็มีผลต่อผิวเช่นกัน การที่น้ำหนักเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่น ดูอ่อนแอ โดยเฉพาะผิวบริเวณลำคอ ดูหย่อนยานขาดความกระชับ แต่ถ้าคุณจำเป็นต้องลดน้ำหนัก คุณต้องพยายามลดแบบค่อยเป็นค่อยไป ประมาณ 1-2 ปอนด์ต่อสัปดาห์ บางสัปดาห์อาจน้อยหรือมากกว่านี้นิดหน่อย เช่น ในช่วงมีประจำเดือนน้ำหนักอาจจะขึ้นมากกว่าปกตินิดหน่อย แต่ไม่ต้องกังกล แค่ชั่วคราวเท่านั้น

การอาบน้ำ

การอาบน้ำเป็นวิธีนวดลำคอและผิวทั่วเรือนร่างวิธีหนึ่ง เป็นทั้งการผ่อนคลาย ทั้งเพิ่มความสดชื่นในขณะเดียวกัน อีกทั้งเป็น
การกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตวิธีหนึ่งด้วย โดยการใช้น้ำในอุณหภูมิที่พอดี ไม่ร้อนเกินไป ใช้ฝักบัวอาบน้ำฉีดให้ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณท้ายทอย หลัง ลำคอนานเท่าที่ต้องการ จากนั้นปรับอุณหภูมิของน้ำให้เป็นน้ำเย็น ฉีดให้ทั่วร่างกายประมาณครึ่งนาที จึงปรับเป็นน้ำอุ่นสลับไปมา

 

เพิ่มความสดใสให้เรียวปาก

ท่ามกลางแสงแดดและอากาศร้อนเช่นนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสุขภาพของผิวปาก เช่น ริมฝีปากแห้ง เป็นขุย จนบางครั้งเกิดแผลบนผิวปากได้ โดยไม่ได้ตั้งใจ โอเรียนทอล พริ๊นเซส มีเคล็ดลับมาฝาก

 

  • ดื่มน้ำมากๆ วันละ 2-3 ลิตร หรือวันละ 8-10 แก้ว คงไม่มากเกินไปใช่ไหมค่ะ เพราะผิวปากของเรา จะต้องชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา สาเหตุของการขาดน้ำ จะส่งผลให้ผิวหนังรวมทั้งผิวปากแห้ง ฉะนั้นการดื่มน้ำมากๆส่งผลให้ผิวพรรณดี ริมฝีปากชุ่มชื้น และสามารถช่วยลดกลิ่น อันไม่พึงประสงค์ได้อีกทางหนึ่ง

  • ลองรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หรือทานวิตามินและเกลือแร่เสริม ถ้าคุณคิดว่า ยังรับประทานอาหารไม่ครบตามสัดส่วน


เมื่อปฎิบัติตามทั้ง 2 ข้อแล้ว ก็อย่าลืมบำรุงปากด้วย LIP GLOSS หรือ LIP BALM เป็นประจำ ทำให้ผิวปากของคุณชุ่มชื้นยิ่งขึ้น


ขอแนะนำให้คุณลองใช้ NATURAL LIP CARE ที่มีให้ท่านเลือกใช้ 2 ลักษณะ (LIP GLOSS, LIP BALM) ซึ่งสกัดจาก JOJOBA WAX บริสุทธิ์ และ VASELINE ธรรมชาติซึ่งให้ความเงางาม ชุ่มชื้นแก่ริมฝีปาก พร้อมปกป้องริมฝีปากจากริ้วรอย ด้วยคุณค่าบำรุงจาก VITAMIN E ACTETATE ที่สามารถซึมซาบสู่ผิวอย่างง่ายดาย พร้อมทั้ง ASCORBYL PALMITATE ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น ANTIOXIDANT ช่วยชะลอเซลล์ผิว ป้องกันรอยหมองคล้ำ เพิ่มความสดใสให้เรียวปาก

 

เมื่อวัน-เวลา เปลี่ยนวัย ความเยาว์วัยสดใสก็เปลี่ยนตาม

เพราะนี่คือ กฎแห่งธรรมชาติ เมื่อวันเวลาผ่านไป ความอ่อนเยาว์สดใส ก็กลายเป็นอดีตที่ถูกแทนที่ด้วยความหม่นหมอง และ
ปรากฎให้เห็นได้อย่างชัดเจนผ่านทางผิวพรรณ จากที่ผิวเคยนวลเนียนเปล่งปลั่งสดใส ก็กลับกลายเป็นตรงกันข้าม ผิวเริ่มปรากฏริ้วรอยหมอง เหี่ยวย่น และหย่อนคล้อย โดยจะค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้นตามตัวเลขของวัยที่เพิ่มสูงขึ้น






25 ปีขึ้นไป
ช่วงวัยทำงาน...จุดเริ่มต้นปัญหาผิว

จุดเปลี่ยนผิวจากความอ่อนเยาว์สดใสในวัยแรกสาว ก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ที่เริ่มมีการปรากฎตัวของริ้วรอย ดังนั้นจึงนับว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผิวพรรณไม่ควรถูกละเลย ผิวเริ่มมีริ้วรอยบางๆ รอบดวงตาให้เห็น เริ่มขาดความตึงกระชับ ผิวค่อนข้างกระด้างขาดความเนียน กระจ่างใส ไขมันภายใต้ผิวก็จะค่อยๆ ลดลงส่งผลให้สิ่งปกป้องผิวต่างๆลดลง ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่าย ความเสื่อมของผิวที่เกิดขึ้นจะปรากฎในรูปของริ้วรอย





36 - 45 ปี
วัยแห่งความมุ่งมั่น สานฝันให้เป็นจริง

ริ้วรอยเริ่มปรากฎ ผิวในช่วงวัยนี้จะเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นช่วงวัยของการหมดประจำเดือน ผิวจะเริ่มขาดฮอร์โมนตามธรรมชาติมาหล่อเลี้ยง ประกอบกับสุขภาพผิวที่เริ่มอ่อนล้า ความชุ่มชื้นค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ผิวพรรณจึงแห้งกร้านอย่างเห็นได้ชัด ผิวที่บริเวณเปลือกตา รอบริมฝีปาก ขากรรไกร และคางก็จะเริ่มหย่อยคล้อย ผิวหนังบางลงจนสังเกตเห็นเส้นเลือดภายใต้ผิวได้อย่างชัดเจน ฉะนั้นผิวในช่วงวัยนี้จึงปรารถนาการปรนนิบัติบำรุงอย่างใกล้ชิด และสม่ำเสมอ

 

45 ปีขึ้นไป
ปลายวัยในช่วงชีวิตแห่งความสำเร็จ

การเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนของผิวพรรณ ผิวในวัยนี้จะมีความแห้งมาก และมีอาการคันระคายเคืองได้ง่าย เนื่องจากต่อมไขมันทำหน้าที่ได้น้อยลง ฮอร์โมนเพศลดลงมาก
ผิวหนังเสื่อมสภาพและบางลง ระบบการขับถ่ายของเสียภายใต้ผิวก็ทำงานได้น้อยลง
และปรากฎให้เห็นในรูปของริ้วรอยโดยจะเพิ่มมากยิ่งขึ้น ริ้วรอยลึกขึ้น ผิวหนังเหี่ยวย่น หย่อนยาน และขาดความกระชับ ส่วนผิวบริเวณเปลือกตา รอบริมฝีปาก ขากรรไกร
และคางจะหย่อยคล้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ



ปัญหาผิวอันเนื่องจากวัยที่เพิ่มขึ้น

  • ผิวแห้งแตก หยาบกร้าน ขาดความชุ่มชื้น ไม่เนียนผุดผาดเหมือนวัยสาว

  • ปรากฎรอยหมองดำคล้ำ และริ้วรอยย่นบนใบหน้า

  • ผิวหน้าขาดความกระชับหย่อนคล้อยไม่ได้รูป

สาเหตุของความหย่อนคล้อยของผิว

จากการที่คอลลาเจนซึ่งอยู่ในชั้นผิวมีหน้าที่สำคัญเป็นโครงข่ายช่วยผยุงโครงสร้างผิวหน้า และทำให้ผิวของเรามีความยืดหยุ่นสูงสุดตามวงจรธรรมชาติ โดยในช่วงเยาว์วัยเซลล์ผิวจะทำหน้าที่ในการสร้างคอลลาเจนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสมบูรณ์แบบ
ผิวพรรณในวัยเยาว์จึงดูเปล่งปลั่งสดใสได้รูปกระชับ แต่เมื่อเวลาผ่านไปประกอบกับอายุผิวที่ย่างเข้าสู้วัย 35 ปีขึ้นไป ซึ่งเซลล์เริ่มเสื่อมสภาพ

  • ต้องเผชิญกับแรงโน้มถ่วงของโลกตลอดเวลาที่ดึงให้ผิวหย่อนคล้อย

  • กระบวนการสร้างคอลลาเจนผิวค่อยๆ ลดน้อยลง ความยืดหยุ่นกระชับผิวก็ลดลงด้วย

  • เส้นใยอิลาสติน และไกลโคโปรตีนที่เป็นโครงสร้างหลักที่ทำหน้าที่ในการยึดเหนี่ยวระหว่างเซลล์ผิวก็ลดน้อย และเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ ผลคือ ชั้นผิวหนังเกิดการยุบตัว แฟบแบนลง และเป็นสาเหตุของความหย่อนคล้อย ขาดความกระชับ และเหี่ยวย่น บางครั้งอาจจะรุนแรงถึงขั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงหน้าให้ผิดรูปได้ในที่สุด