ส่งงาน2

สรุปงานวิจัย 1

ปัจจัยที่มีผลต่อความคิดนอกกรอบของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดชลบุรี 

ชื่อผู้วิจัย                นายอามร               มุตวงศ์                                  

วัตถุประสงค์ของการวิจัย 

                 1.  เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความคิดนอกกรอบของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดชลบุรี  

สมมติฐานการวิจัย 

                ปัจจัยบางประการมีผลต่อการคิดนอกกรอบของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดชลบุรี


ความสำคัญของการวิจัย

                ผลการวิจัยครั้งนี้  จะช่วยให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียน บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ทราบถึงรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีผลต่อการคิดนอกกรอบของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา การบริหารงาน  พัฒนาผู้บริหาร   ครู   บุคลากรทางการศึกษาและเป็นการปรับปรุง ส่งเสริม สนับสนุนแนวคิดในการบริหารและจัดการศึกษาของสถานศึกษาให้เหมาะสมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี ต่อไป

ขอบเขตของการวิจัย

  1. 1.      ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 

                ประชากรที่ใช้ในการวิจัย

                ประชากรที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  ผู้บริหารโรงเรียนทั้งภาครัฐและเอกชนสังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดชลบุรี ปีการศึกษา 2550 จำนวน 412 โรงเรียน จำแนกเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่จำนวน  96   โรงเรียน     เป็นโรงเรียนขนาดกลาง   110  โรงเรียน เป็นโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน    206   โรงเรียน มีจำนวนคณะผู้บริหารแต่ละโรงเรียน 10 คน  จำแนกเป็นผู้บริหาร 1 คน ผู้ช่วยผู้บริหาร 1 คน   และหัวหน้ากลุ่มสาระ  8  กลุ่มสาระ  รวม 8 คน   รวมจำนวนคณะผู้บริหารทั้งหมด   4,120   คน




                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นคณะผู้บริหารโรงเรียนทั้งภาครัฐและเอกชนสังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดชลบุรี เขต 2  ปีการศึกษา 2550 จำนวน 50 โรงเรียน โดยแต่ละโรงเรียนจำแนกเป็นผู้บริหาร 1 คน ผู้ช่วยผู้บริหาร 1 คน และหัวหน้ากลุ่มสาระ 8 กลุ่มสาระ รวม 8 คน รวมจำนวนคณะผู้บริหารแต่ละโรงเรียน 10 คน  รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 600 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นสองขั้นตอน (Two Stage Random Sampling Stratification)

3) ตัวแปรที่ศึกษาในการวิจัย

3.1 ตัวแปรอิสระ แบ่งดังนี้

3.1.1 ความฉลาดทางอารมณ์

3.1.2 ภาวะผู้นำ

3.1.3 การตัดสินใจ

3.1.4 วัฒนธรรมองค์กร

   3.2 ตัวแปรตามได้แก่ ความคิดนอกกรอบ  




กรอบแนวคิดในการวิจัย

                ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้สร้างแนวคิดที่ส่งผลต่อความคิดนอกกรอบไว้ดังนี้

 

 

 

การตัดสินใจ


ความฉลาดทางอารมณ์


ภาวะผู้นำ

 

วัฒนธรรมองค์กร

 

 

 

 

 




วิธีดำเนินการวิจัย


ในการศึกษาครั้งนี้ทำการศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยบางประการมีผลต่อการคิดนอกกรอบของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดชลบุรี  ผู้วิจัยจึงได้ทำการวิจัยตามลำดับดังนี้

  1. การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง

2.    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

  1.  การเก็บรวบรวมข้อมูล 
  2. การจัดกระทำข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล 
  3.  สถิติที่ใช้ในการวิจัย 


เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

                เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  โดยแบ่งออกเป็น  4  ตอนดังนี้

                ตอนที่  1  เป็นแบบสอบถามภูมิหลังของผู้บริหาร  ประกอบด้วย  คำถาม 3 ข้อ คือ  ประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษา  ระดับการศึกษา  และขนาดของสถานศึกษา ลักษณะความเป็นผู้บริหาร 

                ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยองค์กร 5 ด้าน ได้แก่ การมีความรอบรู้เฉพาะตัว  การมีรูปแบบวิธีคิด  การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน  การมีการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม    การมีการคิดอย่างเป็นระบบ และทัศนคติต่อการทำงานในระบบราชการ 4 ด้าน ได้แก่  ความเคร่งครัดต่อระเบียบแบบแผนในการทำงาน   ความจำเจในการทำงาน   ความมีอิสระในการทำงาน   การมีส่วนร่วมในการทำงาน 

                ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับ  การคิดวิธีคิด  และการตัดสินใจ

ตอนที่  4  เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความคิดนอกกรอบของผู้บริหารสถานศึกษา


,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,


สรุปงานวิจัย 2

ปัจจัยด้านผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนเทศบาล

กลุ่มการศึกษาท้องถิ่นที่  9  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

 

นางพิมพรรณ  สุริโย

รองศาสตราจารย์ ดร.ยุพร ริมชลการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภิญโญ มนูศิลป์

 

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1) ศึกษาระดับปัจจัยด้านผู้บริหารสถานศึกษา  ประกอบด้วย ด้านวิสัยทัศน์ ด้านการติดต่อสื่อสาร  ด้าน การตัดสินใจ   ด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของโรงเรียน 3) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิผลของโรงเรียน4 )เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ประสิทธิผลของโรงเรียนเทศบาล กลุ่มการศึกษาท้องถิ่นที่  9  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษาท้องถิ่นโรงเรียนเทศบาล  กลุ่มการศึกษาท้องถิ่นที่ 9 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จำนวนทั้งสิ้น 307  คนเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (r)  (Pearson,s Product Moment Correlation Coefficient) การถดถอยพหุคุณ (Multiple Regression) โดยวิธี Enter

                ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

                          1. ระดับปัจจัยด้านผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมพบว่า พนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษาท้องถิ่นมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากทุกด้าน 

        2. ระดับประสิทธิผลของโรงเรียนเทศบาล พบว่า พนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษาท้องถิ่นมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก

                         3. ปัจจัยด้านผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิผลของโรงเรียนเทศบาล   มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับ .01

          4. ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนเทศบาล กลุ่มการศึกษาท้องถิ่นที่ 9 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คือ ปัจจัย ด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง  (X4) ด้านการตัดสินใจ( X3) ด้านวิสัยทัศน์ (X1)  และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ    ด้านการติดต่อสื่อสาร (X2

 

วัตถุประสงค์การวิจัย 

                 1 เพื่อศึกษาระดับปัจจัยด้านผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย ด้านวิสัยทัศน์ ด้านการติดต่อสื่อสาร ด้านการตัดสินใจ ด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง โรงเรียนเทศบาล กลุ่มการศึกษาท้องถิ่นที่ 9 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

                 2 เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของโรงเรียนเทศบาล กลุ่มการศึกษาท้องถิ่นที่ 9 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

                 3 เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิผลของโรงเรียนเทศบาล กลุ่มการศึกษาท้องถิ่นที่ 9 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 

                 4 เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนเทศบาล และสร้างสมการพยากรณ์ประสิทธิผลของโรงเรียนเทศบาล กลุ่มการศึกษาท้องถิ่นที่ 9 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 

 

วิธีดำเนินการวิจัย 

                 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจโดยดำเนินการสอบถามความคิดเห็นของพนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษาท้องถิ่นโรงเรียนเทศบาลกลุ่มการศึกษาท้องถิ่นที่ 9 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เกี่ยวกับปัจจัยด้านผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนเทศบาล กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 307 คน ได้ดำเนินการวิจัยดังนี้

                1.ศึกษาเอกสาร รายงานการวิจัย เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวัดตัวแปรในการวิจัย กำหนดนิยามศัพท์ของตัวแปร และกรอบการวัดตัวแปร 

                 2.นำนิยามศัพท์ที่กำหนดขึ้นมากำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นเนื้อหาที่ต้องการวัด จำนวนข้อคำถาม และศึกษาข้อคำถาม นำข้อคำถามไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับเนื้อหาที่ต้องการวัดและให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงข้อคำถามให้ถูกต้องเหมาะสมยิ่งขึ้น 

                 3.นำแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบคุณภาพของข้อคำถามด้านความตรงเชิงเนื้อหา โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความสอดคล้อง และความเหมาะสม ของข้อคำถามรายข้อกับนิยามศัพท์ (Index of Item Objective Congruence : IOC)ว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม รวมทั้งขอข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงข้อคำถาม แล้วคัดเลือกข้อคำถามที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป  และจัดทำเป็นแบบสอบถามก่อนนำไปทดลองใช้สำหรับผลการตรวจสอบแบบสอบถามในขั้นตอนนี้พบว่าข้อคำถามที่ผู้วิจัยสร้างมีค่า IOC อยู่ระหว่าง  0.6    ถึง  1.00  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 

                4.นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้ (Try-out) กับกลุ่มประชากรที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน แล้วนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ไปวิเคราะห์หาค่าความเที่ยง (Reliability) ของแบบสอบถามโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ของครอนบาค (Alpha Coefficient of  Cronbach) สำหรับ ผลการตรวจสอบแบบสอบถามในขั้นตอนนี้พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาทั้งฉบับ เท่ากับ .9445 ด้านวิสัยทัศน์ เท่ากับ .8909 .ด้านการติดต่อสื่อสารเท่ากับ .8681 ด้านการตัดสินใจ เท่ากับ .5889  ด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงเท่ากับ .6424

                 5.นำผลการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือที่ทดลองใช้ไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงเป็นแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์

 

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

                 1. สอบถามด้านสภาพทั่วไปของพนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษาท้องถิ่น มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) โดยสอบถามเกี่ยวกับ เพศ อายุ วุฒิการศึกษาและประสบการณ์ในการทำงาน 

                         2. สอบถามเกี่ยวกับระดับปัจจัยด้านผู้บริหารสถานศึกษา ทั้ง 4 ปัจจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนามาจากแนวคิดเกี่ยวกับระดับปัจจัยด้านผู้บริหารสถานศึกษา

                 3. สอบถามระดับประสิทธิผลของโรงเรียนเทศบาล กลุ่มการศึกษาท้องถิ่นที่ 9   กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 5 องค์ประกอบ 

 

ข้อเสนอแนะ 

1.ผู้บริหารโรงเรียนเทศบาล กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นควรตระหนักถึงความสำคัญของปัจจัยต่างๆที่ส่งผลนำไปสู่การพัฒนาประสิทธิผลของโรงเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งควรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาและปรับปรุงตนเองทั้งในด้านการมุ่งเน้นการบริหารโดยการใช้การตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม  การใช้ภาวะผู้นำในการโน้มน้าวให้ผู้ใต้บังคับบัญชาร่วมทำงานมากกว่าการมุ่งอำนาจรวมทั้งมีกระบวนการติดต่อสื่อสารที่ดีระหว่างสมาชิกทุกคนภายในโรงเรียน นอกจากนี้ผู้บริหารควร ตระหนักและให้ความสนใจต่อการพัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลที่มีวิสัยทัศน์ในการบริหารงาน มีความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อโรงเรียนเพื่อจะได้กำหนดทิศทางของโรงเรียนและกระบวนการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น

                 2. ผลจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่าประสิทธิผลของโรงเรียนในด้านความใฝ่รู้ รักการอ่านแสวงหาความรู้ด้วยตนเองของนักเรียนแม้ว่าจะอยู่ในระดับมากแต่ถือว่ายังต่ำกว่าประสิทธิผลของโรงเรียนในด้านอื่นๆ ดังนั้นเป็นสิ่งที่ผู้บริหารโรงเรียนเทศบาลและบุคลากรทุกคนต้องให้ความสำคัญและหาวิธีการร่วมกันในการปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาให้ดีขึ้นเพราะเป็นสิ่งที่สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนโดยตรง

               3. ผู้บริหารควรให้ความสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพของครูผู้สอนเพราะผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าประสิทธิผลด้านความสามารถในการใช้สื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีของครูซึ่งแม้ว่าจะอยู่ในระดับมากแต่ก็ยังต่ำกว่าประสิทธิผลอีกสามด้านที่เหลือ  ดังนั้นครูควรได้รับการส่งเสริมให้เพิ่มพูนความรู้และทักษะในด้านนี้ให้สูงขึ้นเพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงสื่อการเรียนและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เกิดประสิทธิภาพ


,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,

 

สรุปงานวิจัย  3

      เรื่อง  “ การบริหารงานตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของผู้บริหารสถานศึกษา  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต  3 ”
                                                                                           โดย  ดร.สกุลรัตน์  กมุทมาศ

1.  ชื่อ (ภาษาไทย)   การบริหารงานตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของผู้บริหารสถานศึกษา   
                            สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต  3
    ชื่อ (ภาษาอังกฤษ)  School  Administrators’ Working  Performance  Through  
                             the Sufficient Economy  Theory : A Case Study
2.  ชื่อผู้วิจัย (ภาษาไทย)  ดร.สกุลรัตน์  กมุทมาศ
     ตำแหน่ง  ผู้อำนวยการ – หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต -  สาขาการบริหารการศึกษา
     วุฒิการศึกษา  Ed.D (การบริหารการศึกษา), Ph.D. (บริหารธุรกิจ)
3.  สถานที่ติดต่อ ที่ทำงาน : วิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันอกเฉียงเหนือ  เลขที่  749/1 ถ.ชยางกูร
     ต.ในเมือง  อ.เมือง  จ.อุบลราชธานี 34000  โทรศัพท์  (045) 283770-2  ต่อ 289  
     โทรสาร  (045)283773   มือถือ (089) 8967040 ,  
http://www.polytechnic.ac.th/  
4.  ระยะเวลาทำการวิจัย   เดือน พฤษภาคม ถึง เดือน พฤศจิกายน  2550
5.  ประเภทงานวิจัย  การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey  Research)  เป็นงานวิจัยของหน่วยงานบัณฑิต
     วิทยาลัย  จากกองทุนวิจัยวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันอกเฉียงเหนืออุบลราชธานี

   
    ระเบียบวิธีวิจัย
          1.  การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง
          2.  การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
          3.  การเก็บรวบรวมข้อมูล
          4.  การจัดการกระทำและการวิเคราะห์ข้อมูล 
          การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง
         ประชากร  (Population) ที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่   ข้าราชการครู โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3  ปีการศึกษา 2550   ซึ่งประกอบด้วย จำนวนโรงเรียน  223   โรงเรียน ข้าราชการครูทั้งหมด  มีจำนวน  2,505   คน   
         กลุ่มตัวอย่าง (Sample) กลุ่มตัวอย่างได้ คือ  ข้าราชการครูที่ทำการสอนในโรงเรียนปีการศึกษา 2550  โดยการกำหนดกลุ่มตัวอย่าง ได้มาจากการเปิดตารางสำเร็จรูปของ Krejcie  and Morgan (อ้างอิงมาจาก ธีรวุฒิ  เอกะกุล  2549 : 143)   และใช้การสุ่มตัวอย่างโดยการกำหนด ตามขนาดโรงเรียนโดยคิดเป็นร้อยละ  15  ของกลุ่มตัวอย่าง  ได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นข้าราชการครูจำนวน ทั้งหมด   335   คน  

ตารางแสดงจำนวนประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ขนาดโรงเรียน

ประชากร

กลุ่มตัวอย่าง

โรงเรียนขนาดเล็ก 74 โรงเรียน

334

52

โรงเรียนขนาดกลาง 90 โรงเรียน

723

110

โรงเรียนขนาดใหญ่ 59 โรงเรียน

1 ,148

173

รวม

2 ,205

335

ตัวแปรที่ศึกษา
      ตัวแปรอิสระ  ได้แก่  ครู   สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3  ประจำปีการศึกษา  2550    มีดังนี้
       1. เพศ
           1.1   ชาย
           1.2   หญิง 
       2.  อายุ
            2.1   น้อยกว่า           30  ปี
            2.2                30 – 45   ปี
            2.3   มากกว่า           45   ปี
       3. ระดับการศึกษา
            3.1  ต่ำกว่าปริญญาตรี
            3.2  ปริญญาตรี
            3.3  สูงกว่าปริญญาตรี
       4.  ประสบการณ์ในการทำงาน
            4.1  น้อยกว่า            5   ปี
            4.2                   5-10    ปี
            4.3   มากกว่า          10   ปี
       5.  ขนาดของโรงเรียน 
             5.1 ขนาดเล็ก     จำนวนนักเรียนน้อยกว่า               120   คน
             5.2  ขนาดกลาง  จำนวนนักเรียน                120 -  300   คน
             5.3 ขนาดใหญ่    จำนวนนักเรียนมากกว่า               300   คน 
        6.  ที่ตั้งของโรงเรียน
             6.1  ในเขตเทศบาล
             6.2   นอกเขตเทศบาล
       ตัวแปรตาม   ได้แก่  ผู้บริหารสถานศึกษาต่อการบริหารงานตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3   ใน    5   ด้าน  คือ
        1. ด้านการสร้างความพอประมาณ
        2. ด้านการบริหารงานโดยใช้เหตุผล
        3. ด้านการสร้างความภูมิคุ้มกัน
        4. ด้านการบริหารงานบนฐานความรู้  
        5. ด้านการบริหารงานที่ตั้งอยู่บนคุณธรรม และจริยธรรม
 การวิเคราะห์ข้อมูล
        1.  ตรวจสอบความสมบูรณ์ของการตอบแบบสอบถามแต่ละฉบับ และคัดเฉพาะแบบสอบถามที่สมบูรณ์  จำนวน 335   ชุด  คิดเป็นร้อยละ .96     มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
        2. จำแนกแบบสอบถามออกเป็นกลุ่ม ๆ ตามตัวแปรที่ศึกษา
 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
        1.  ค่าสถิติพื้นฐาน ประกอบด้วย
             1.1   ค่าร้อยละ (Percentage)  
             1.2   ค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean)  
             1.3   ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)  
        2.  สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือ
        ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือโดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา  -Coefficient  Alpha ตามวิธีการของ  Cronbach  (ล้วน  สายยศ  และอังคณา  สายยศ 2538 : 200)   
        3.  ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติ ดังนี้
             3.1   คำนวณค่า  t-test   เพื่อทดสอบนัยสำคัญของความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2  กลุ่ม  จำแนกตามสถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม  ( บุญชม  ศรีสะอาด  2546 : 115 )
             3.2   คำนวณค่า F-test  เพื่อทดสอบนัยสำคัญของความแตกต่างของค่าเฉลี่ย กลุ่ม
ตัวอย่าง 3  กลุ่มขึ้นไป จำแนกตามระดับการศึกษา   และขนาดโรงเรียน  เมื่อพบรายคู่ค่าเฉลี่ยที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ  จึงได้ทำการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีการของ  Scheffe′ 

      6.5 สรุปผลและอภิปรายผล
            ในการศึกษา  เรื่อง  การบริหารงานตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี  เขต  3  มีวัตถุประสงค์เพื่อ 
            1. เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ของผู้บริหารสถานศึกษา   
            2. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูที่มี เพศ   อายุ   ระดับการศึกษา  ประสบการณ์ในการทำงาน  และขนาดโรงเรียนต่างกัน  ทำงานอยู่ในเขตเทศบาล และนอกเขตเทศบาล  และประชากร (Population)  ที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่   ครู โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3  ปีการศึกษา 2550   ซึ่งประกอบด้วย จำนวนโรงเรียน  223 โรงเรียน ข้าราชการครูทั้งหมด  มีจำนวน  2.505   คน กลุ่มตัวอย่าง (Sample) กลุ่มตัวอย่างได้ คือ  ข้าราชการครูที่ทำการสอนในโรงเรียนปีการศึกษา 2550   โดยการกำหนดกลุ่มตัวอย่าง ได้มาจากการเปิดตารางสำเร็จรูปของ Krejcie  and Morgan (อ้างมาจาก ธีรวุฒิ  เอกะกุล  2549 : 143)   และใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified  Random  Sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นข้าราชการครูจำนวน ทั้งหมด   335   คน    ซึ่งผลการศึกษาเป็นดังนี้คือ
 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง  คิดเป็นร้อยละ 68.7(230) และเป็นเพศชาย ร้อยละ  31.3 (105) ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในช่วงอายุ 31 -  45 ปี คิดเป็นร้อยละ 38.8 (130)รองลงมาคือ อายุมากกว่า 45  ปี  คิดเป็นร้อยละ 34.9 (117) และอายุน้อยกว่า   30  ปี คิดเป็นร้อยละ 26.3 (88)ระดับการศึกษาส่วนใหญ่ปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 69.6 (233) รองลงมา คือ สูงกว่าปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 25.4 (85) และต่ำกว่าปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 5.1 (17)  กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีประสบการณ์การทำงาน11  ขึ้นไป  คิดเป็นร้อยละ 39.4  รองลงมามีประสบการณ์ในการทำงาน  16-10 ปี  คิดเป็นร้อยละ  32.8  มีประสบการณ์ในการทำงานน้อยกว่า  5 ปี คิดเป็นร้อยละ  5.1  ขนาดของโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 48.1 (161) รองลงมาคือ เป็นโรงเรียนขนาดกลาง คิดเป็นร้อยละ 30.1(101) และขนาดเล็ก  คิดเป็นร้อยละ  21.8 (73) 
          บริหารงานตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี  เขต  3  การบริหารงานตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงโดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.86
          เมื่อจำแนกเป็นด้าน  พบว่า  ด้านการสร้างความพอประมาณ   มีค่าเฉลี่ยสูงสุด  เท่ากับ  3.99รองลงมา  คือ ด้านการบริหารงานที่ตั้งอยู่บนคุณธรรมและจริยธรรม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.95 และด้านการสร้างภูมิคุ้มกัน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  3.77  ตามลำดับ

     6.7  ข้อเสนอแนะการนำไปใช้
           1.  ควรมีการกำหนดให้มีการนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างจริงจัง
           2.  ควรมีการส่งเสริมให้บุคคลากรภายในสถานศึกษาได้เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของผู้บริหารมาใช้อย่างสม่ำเสมอ
           3.  ควรมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารงานตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของผู้บริหารและผลการดำเนินงานให้แก่ครูผู้ปฏิบัติงานและชุมชนให้ได้รับรู้

      6.8  ข้อเสนอแนะการวิจัย
           1.  ควรมีการวิจัยเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจของผู้ปฏิบัติงานด้านต่างๆ ภายในสถานศึกษาเพื่อ ที่จะได้ทราบปัญหาเกี่ยวกับเกี่ยวกับการปฏิบัติตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง
           2.  ควรมีการวิจัยในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ภายในสถานศึกษาในแง่มุม