อันที่จริงแล้วอาหารเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติรอบตัวและถือเป็นยาที่ธรรมชาติมอบให้ หากฉลาดเลือกทานเราก็จะได้คุณค่าทางยาไปในตัว แต่จะกินอย่างไรให้ได้สารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย
หลักง่าย ๆ ก็คือ ในแต่ละมื้อเราต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ นั่นคือ ประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ซึ่งก็คือ อาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล, โปรตีนหรืออาหารจำพวกเนื้อสัตว์และถั่ว, ไขมันจากพืชและสัตว์, และที่ขาดไม่ได้คือ วิตามินและแร่ธาตุจากผักและผลไม้ ซึ่งเราขอเพิ่มน้ำบริสุทธิ์เข้าไปด้วยเพราะเป็นสิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้เลยเช่นกัน โดยอาหารหลัก 5 หมู่ที่กล่าวไปนั้นจะต้องอยู่ในสัดส่วนที่พอดีกัน ไม่มากไม่น้อยและไม่ขาดหมู่ใดหมู่หนึ่งไป เนื่องจากอาหารแต่ละหมู่มีหน้าที่ในการเสริมสร้างบำรุงรักษา และหล่อเลี้ยงร่างกายของเราแตกต่างกันไป และถ้าจะให้ดีควรกินผักและผลไม้ให้ได้ครึ่งหนึ่งของปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ เพราะจะช่วยลดโอกาสการเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้
นอกจากนี้ การกินอาหารมากเกินความจำเป็นของร่างกาย อาจทำให้พลังงานส่วนเกินที่กินเข้าไปจะถูกแปรรูปเป็นไขมันสะสมไปพอกตามส่วนต่าง ๆ จนทำให้อ้วนขึ้น เราจะสังเกตได้ว่ายิ่งมีอายุมากการเผาผลาญพลังงานก็ยิ่งน้อยลง ทำให้เราอ้วนมากยิ่งขึ้น แถมปัจจุบันมีอาหารประเภทฟาสต์ฟู๊ดส์ หรือที่หลายคนเรียกว่า อาหารขยะ (Junk Food) ออกมาจำหน่ายตามท้องตลาดจำนวนมาก เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเราควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทนี้และกินอาหารให้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
ส่วนการกินที่ถูกวิธีนั้น ควรกินอาหารเย็นก่อนเข้านอนอย่างน้อยสองชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายมีเวลาย่อยอาหารและไว้เลี้ยงร่างกายก่อนมื้อต่อไปในเช้าวันใหม่ เนื่องจากในช่วงที่นอนหลับนั้นร่างกายจะย่อยอาหารได้ช้า นอกจากนี้ ไม่ควรกินอาหารแต่ละมื้อให้มากเกินไป เพราะจะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักจนร่างกายอ่อนล้าได้ สำหรับอาหารเช้านั้นขาดไม่ได้เลยเพราะเป็นมื้อสำคัญที่สุด ซึ่งช่วยให้พลังงานแก่ร่างกายหลังจากที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องตลอดคืน โดยมื้อเช้าควรเป็นอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว หรือธัญพืชต่าง ๆ รวมทั้งผลไม้เพราะย่อยได้ง่ายกว่าอาหารโปรตีนสูงจากเนื้อสัตว์
ก่อนจะกินอะไรเข้าไปจดจำไว้เสมอว่า “กินอะไรก็ได้อย่างนั้น” หรือ “You are what you eat” เป็นการเตือนใจก่อนจะตามใจปากจนสายเกินแก้