ชีวิตของเราอยู่กับเวลาและอนาคต เรามีนัดหมายมากมาย คำถามหนึ่งที่แพทย์ผู้ดูแลได้ยินบ่อยๆ คือ “คุณหมอ ฉันจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน”
สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อได้ยินคำถามนี้ คือ การฟังคำถามให้เข้าใจกระจ่าง (clarify the question) ว่าอันที่จริงแล้ว ผู้ถามต้องการถามอะไรกันแน่ บางทีผู้ป่วยอาจอยากรู้เพียงว่า ต้องอยู่รพ.อีกนานเท่าไร หรือ ต้องรับยาอีกนานไหม หรือผู้ป่วยอาจจะอยากรู้เวลาเพื่อตัดสินใจทำกิจกรรมบางอย่าง
หากคำถามหมายถึงเวลาประมาณสำหรับเวลาที่เหลือก่อนจะเสียชีวิตแล้ว เราต้องเข้าใจว่าการแจ้งข่าวนี้มีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ คือ การประมาณเวลาที่ถูกต้อง และ กระบวนการสื่อสารเวลาที่ประมาณนั้น
1. การประมาณเวลาที่ถูกต้อง
ผู้ป่วยและญาติส่วนใหญ่ทราบดีว่า หมอไม่สามารถประมาณการที่แม่นยำแน่นนอนได้ แต่สิ่งที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องการคือ การคาดเดาอย่างมีเหตุผล และการพูดคุยเกี่ยวกับช่วงเวลาที่จะเสียชีวิต
แม้จะมีเครื่องมือและตำรามากมายที่พยายามจะบอกระยะเวลารอดชีวิตของ (length of survival) แต่ละโรค แต่ก็ยังห่างไกลจากการใช้งานจริง แม้กระนั้นเราอาจจะแบ่งโรคตามระยะเวลาเสียชีวิตได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
- กลุ่มที่เสียชีวิตเร็วมาก (rapidly progressive) ได้แก่ มะเร็งที่ถุงน้ำดี, ตับอ่อน, มะเร็งที่มีการแพร่กระจายแล้ว โดยเฉพาะไปที่ ตับ ปอด และสมอง
- กลุ่มที่เสียชีวิตช้า (slowly progressive)
- กลุ่มที่คาดเดาไม่ได้ (unpredictable) เช่น หัวใจวาย, COPD, ไตวาย
การกำหนดระยะเวลารอดชีวิตนั้นซับซ้อน และมีความแปรผันมาก ขึ้นกับ 3 ปัจจัยหลัก คือ ตัวผู้ป่วยเอง, ตัวโรค และสิ่งแวดล้อม แต่การที่แพทย์ประมาณเวลาให้ผู้ป่วยนั้นมักคลาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่เกิดจากการมองโลกในแง่ดีเกินไป
เครื่องมือหนึ่งในการประเมินระยะเวลาที่ใช้กันแพร่หลายคือ palliative performance scale ซึ่งมีประโยชน์เพื่อใช้สื่อสารระหว่างกัน โดยเครื่องมือนี้จะวัด 4 ด้านได้แก่ activity and evidence of disease, self-care, intake and level of consciousness แต่สำหรับโรคระยะสุดท้ายที่ไม่ใช่มะเร็ง ยังไม่มีเครื่องมือใดดีพอที่จะใช้คาดการณ์ได้
การคาดการณ์ระยะเวลารอดมีผลที่ต้องระวังด้วย หากคาดการต่ำเกินไป ผู้ป่วยและญาติจะรู้สึกผิดที่ดูแลคนไข้ได้ช้า แต่ถ้าประมาณการณ์นานเกินไปจะทำให้เริ่มการดูแลมุ่งไปที่การรักษาด้วยยาหรือหัตถการที่รุนแรงแต่ไม่ช่วยยืดอายุแถมยังลดคุณภาพชีวิตอีกด้วย แล้วยังทำให้ตัดสินใจเริ่ม palliative care ได้ช้า และ อาจไม่กล้าใช้ยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์แรง
ดังนั้นหมอ และผู้ป่วยควรเข้าใจตรงกันว่า การประมาณการณ์ไม่มีความแน่นอน และในช่วงเวลาแบบนี้ อาการจะเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วเสมอ
2. กระบวนการสื่อสาร
ก่อนที่จะเริ่มพูดคุยเรื่องนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องแน่ใจก่อนคือ ใครคือคนถามคำถามนี้ การสื่อสารในช่วงระยะสุดท้ายเป็นความท้าทายมาก เพราะต้องพยายามสนับสนุนให้ผู้ป่วยตัดสินใจด้วยตัวเองได้ แต่ก็ต้องเช้าใจญาติในฐานะกลุ่มที่ดูแลผู้ป่วย
การแจ้งการดำเนินโรค ควรทำเช่นเดียวกับการแจ้งข่าวร้าย (breaking the bad news)
ขั้นตอนการพูดคุยเกี่ยวกับการดำเนินโรค
- ตระหนักถึงความไม่แน่นอน
- ให้ข้อมูลถึงกรอบเวลาเป็นจริง ทั่วๆ ไป
- ให้ความหวัง
- แนะนำให้ทำในสิ่งที่ควรทำ (doing the thing that should be done)
- ให้ความมั่นใจว่าท่านจะช่วยให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ
- หากระบวนการดูแลด้านอารมณ์ และจิตวิญญาณ
- ถามผู้ป่วยว่ามีสิ่งใดที่ยังค้างและต้องการทำให้เรียบร้อยบ้าง
- กระตุ้นให้ผู้ป่วยถามคำถามอื่นๆ อีก
บทสรุป
การตอบคำถามถึงเวลาที่เหลืออยู่ เป็นคำถามที่ผู้ให้บริการด้านสุขภาพถูกถามบ่อย แต่ยากที่จะตอบ การให้คำตอบที่ถูกต้องทันทีอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่หากได้ดูแลผู้ป่วยสักช่วงเวลาหนึ่ง เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย และให้คำตอบที่แม่นยำได้ง่ายกว่า แต่นอกเหนือไปจากคำตอบเรื่องระยะเวลาแล้ว คำถามนี้จะเป็นโอกาส ให้สำรวจความคิดเบื้องหลังคำถามนี้ว่า ผู้ป่วยยอมรับกับสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมลงได้หรือไม่ และเป็นโอกาสให้กระตุ้นผู้ป่วยให้พูดหรือทำในสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ