ท่านอธิการบดีของเรา รองศาสตราจารย์ ดร.บุญสม ศิริบำรุงสุข จะมีวิธีการสื่อสารกับบุคคลากรของม.สงขลานครินทร์ผ่านทางบทความ "เรื่องเล่า...จากอธิการบดี" อยู่เป็นประจำ เป็นสิ่งที่เราจะติดตามอ่านสม่ำเสมอ เพราะท่านมักจะนำเรื่องดีๆที่เป็นข้อคิด แรงบันดาลใจและทิศทางที่เราควรจะก้าวไปมาเขียนให้เราได้อ่าน เสียดายที่เป็นข่าวภายใน แต่ก็มีหลายๆเรื่องที่ควรจะได้รับการเผยแพร่ไปสู่บุคคลในวงกว้างด้วย เพราะเป็นเรื่องราวที่เป็นข้อคิดดีจากท่านผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือ สิ่งที่ท่านเขียนบางส่วนได้รับการเผยแพร่ในรูปของ e-book ให้ดาวน์โหลดได้ด้วยค่ะ

เรื่องที่อยากเอามาบันทึกเล่าต่อในวันนี้เป็นเรื่องเล่าถึงโอวาทจากท่านอดีตนายกชวน หลีกภัยที่ให้แก่นักศึกษาใหม่ของปี 2553 นี้เอง อ่านแล้วประทับใจมาก ขอเลือกคัดเอามาเฉพาะบางตอนที่อยากให้ทุกท่านได้อ่านกันด้วยค่ะ เป็นของฝากดีๆที่ให้อะไรเยอะทีเดียวสำหรับทุกท่านไม่เฉพาะนักศึกษาค่ะ

ท่านนายกชวนบอกนักศึกษาว่าการเป็นเด็กต่างจังหวัดนั้นไม่ใช่ปมด้อยหรอก ท่านก็เป็นคนบ้านนอก มีพี่น้อง 9 คน พ่อแม่ส่งลูกเรียนไม่ไหว พอดีคุณพ่อเป็นครูจึงพยายามสนับสนุนให้ลูกเรียนหนังสือ แต่พ่อแม่ไม่มีเงิน ท่านจึงต้องไปอาศัยวัด

ท่านไปอยู่วัดแถวฝั่งธน ตอนหาวัดอยู่ก็ไม่ง่าย เพราะพระท่านกลัวเด็กที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า กลัวจะมาขโมยของในวัด การไปอาศัยวัดอยู่จึงรู้จักกันพอสมควร ท่านได้ครูของท่านฝากให้ ตอนอยู่วัดก็ต้องทำงานดูแลพระ ล้างชาม ทำความสะอาดวัดและกุฏิพระ ตอนแรกไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมศิลปากร การที่ไปจากต่างจังหวัด จึงไม่รู้สึกว่าชีวิตลำบากแต่ประการใด น้องๆก็ไปอยู่วัดเช่นกันตอนเรียนหนังสือ น้องชายคนหนึ่งเรียนจุฬา ก็ไปอยู่วัดสำเหร่ ประสบการณ์ชีวิตที่ต้องต่อสู้ เราจะไม่รู้สึกว่าลำบาก ทำให้เรามีความมุมานะในการเรียนหนังสือโดยหวังว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะได้ช่วยส่งน้องเรียนต่อไป โอกาสของคนเราที่จะได้เรียนหนังสือนั้น ยาก นักศึกษามีโอกาสเรียนหนังสือแล้ว ถือว่าโชคดี

ความที่ตัวเองประสบความลำบากในการหาโอกาสเรียนหนังสือ เมื่อได้มีโอกาส เป็นนายกรัฐมนตรี จึงมีความคิดที่จะกระจาย โอกาสไปชนบท ต้องทำให้ต่างจังหวัดเจริญเติบโต จึงเกิดนโยบาย กระจาย

วันนี้นักศึกษาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว การเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยวัดที่สมองและจิตใจ ไม่ใช่วัดที่กางเกงขาสั้นหรือขายาว การเรียนในมหาวิทยาลัยไม่มีพ่อแม่คอยตักเตือน ไม่มีครูคอยเตือนอย่างใกล้ชิด นักศึกษาจึงต้องเป็นผู้มีสติ ระมัดระวังตัวเอง จัดวินัยของตัวเอง อย่าให้การทำผิดวินัยมาทำให้ชีวิตของเราต้องเสียไป

 ตอนนี้เป้าหมายของทุกคนคือเรียนหนังสือ เรียนต้องมาก่อน แต่ไม่มีใครห้ามมิให้จีบสาว แต่ต้องเรียนก่อน แบ่งเวลา บริหารเวลาให้เป็นนักศึกษา มีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากับอธิการบดี นักศึกษามีเรียนล้นมือ ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ตอนผมเรียน ไม่ได้เรียนอย่างเดียว ทำกิจกรรมด้วย ผมเป็นคนเขียนงิ้วธรรมศาสตร์คนแรก การทำกิจกรรมทำให้เราเป็นคนไม่คับแคบ ช่วยให้เราได้ เรียนรู้ผิดถูก เรียนรู้พฤติกรรมของผู้คน เป็นการเรียนรู้ทางสังคม อย่างหนึ่ง

สรุปคือเรียนด้วยทำกิจกรรมด้วย การทำอะไรแล้วนั้น ให้พยายามทำให้ดีที่สุด ท่านเล่าว่าตอนท่านอยู่วัดต้องล้างส้วม ตักส้วมไปทิ้ง กวาดกุฏิพระ “ผมเป็นคนกวาดกุฏิพระที่สะอาดที่สุด ถ้ามีการประกวดแข่งขัน ผมก็จะได้เหรียญทองกวาดกุฏิพระเวลาพระเดินแล้วรู้สึกว่าพื้นเรียบจะรู้ทันทีว่าผมเป็น คนกวาดกุฏิ คนเราทำอะไรก็ได้ แต่ทำให้ดีที่สุด ในตอนที่เป็นนายก มีการรณรงค์สร้าง คุณธรรมจริยธรรมของข้าราชการ ก.พ.เป็นหน่วยงานทำ ผมเป็น คนให้เพิ่มคำว่า “ความรับผิดชอบ ด้วย เพราะสังเกตว่าการทำงานของผู้คน ไม่ค่อยรับผิดชอบ เล่าตอนนี้ให้นักศึกษาฟัง เพื่อจะบอกนักศึกษาว่า ทำ อะไรแล้ว ทำให้ดีที่สุด”

นักศึกษาอย่าใช้เวลาสี่ปีอย่างสูญเปล่า ควรออกกำลังกายให้สุขภาพแข็งแรง การเล่นกีฬาทำให้เราเคารพกติกาเรียนรู้ที่จะอดทนได้ทราบจากท่านรองฯ อธิการบดีว่าวิทยาเขตตรังจะตั้งวงดนตรี การ มีศิลปะมีความหมายสำหรับชีวิตมาก

ผมเรียนกฏหมาย และทำกิจกรรม การเรียนกฏหมายต้องจด อ่านหนังสือก็อ่านออกเสียง ต้องฝึกเขียน จะทำให้เรียนได้ดี การเรียนต้องตั้งใจ ขอฝาก ข้อคิดนี้ไว้กับนักศึกษา”

นักศึกษามาอยู่จังหวัดตรัง ออกไปท่องเที่ยวจังหวัดด้วย ไปสัมผัส ไปเรียนรู้วิถีชีวิต มีแหม่มมิชชันนารีชื่อ เอ็ดนา  บรูเนอร์ บัลค์ลีย์ เขียนหนังสือชื่อ “สยามคือบ้านของเรา Siam Was Our Home” เป็นแหม่มที่มาอยู่เมืองไทยปลายรัชกาลที่ เขียนบันทึกไว้ ต่อเมื่อเสียชีวิตไปแล้ว 20 ปี ลูกๆไปพบ บันทึก เห็นว่าดีจึงเอาไปจัดพิมพ์ในอเมริกา ตอนนี้หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว (โดยศิษย์เก่าโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย รุ่น 100) มีเรื่องราวเกี่ยวกับจังหวัดตรังมาก เพราะแหมมาอยู่ตรังนาน 30 ปี แหม่มเขียนว่าตรังเป็นจังหวัดที่สวยที่สุดในประเทศไทย  ความจริงแล้วในสายตา ของผมภาคใต้สวยทุกจังหวัด จึงถือโอกาสแนะนำนักศึกษาให้ทราบ”

 

สมเด็จพระเทพฯ ทรงพระราชทานพระราโชวาทที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อปี 2545 ว่า “คนส่วนใหญ่มุ่งความสำเร็จโดยไม่นึกถึงความชอบธรรม” ซึ่งเป็นปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบัน นักการเมืองมุ่งชนะเลือกตั้งโดยไม่สนใจความชอบธรรม ใช้เงินเพื่อให้ได้เป็น ส.ส. กว่าค่อนสภา เพื่อไปรับเงินเดือนแสนกว่าบาท ไม่มีทางคุ้ม จึงต้องคิดโกงบ้านโกงเมือง เมื่อนักการเมืองโกง ข้าราชการก็โกงตาม บ้านเมืองเสียหาย เราจึงต้องถูกต้องตอนเป็นนักศึกษาการสอบผ่านด้วยการทุจริต เป็นความไม่ชอบธรรม จบไปก็จะประพฤติเช่นนั้น สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง เช่นเดียวกับการสอบเข้ารับราชการ ที่ไม่ยึดความชอบธรรม เมื่อได้เป็นข้าราชการแล้วก็จะปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ชอบธรรม

คนภาคใต้ก็มีซื้อเสียงขายเสียงบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วดี เคยเห็นเด็กรับจ้างล้างชาม รายได้วันละ 100 บาท มีคนมาซื้อเสียงให้เงิน 500 บาทเขาไม่เอา เขาบอกว่าเขาไม่ชอบ คนไม่ซื้อเสียงจะไม่โกง งบประมาณก็เหมือนการดูดไอติมดูดคำหนึ่งแล้วก็ส่งต่อให้อีกคนดูด กว่างบประมาณจะถึงชาวบ้านเหลือ แค่ก้านไอติม

นักศึกษาจำไว้ว่า ต่อไปเมื่อเรียนจบ จะต้องไปทำหน้าที่ อาจจะเป็นนักการเมือง อาจจะเป็นข้าราชการ มีเกียรติทางตำแหน่งแต่ความถูกต้องคือเกียรติที่สูงที่สุด

ผมเคยเข้ารับรางวัลศิษย์เก่าของธรรมศาสตร์ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งไม่เคยออกงานในช่วง นั้น แต่วันมอบรางวัลท่านมามอบด้วยตัวท่านเอง ท่านบอกว่า คุณชวนรับรางวัล ผมต้องมา อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ พูดว่า “มหาวิทยาลัยไม่ได้ภูมิใจศิษย์เก่าที่มีตำแหน่งใหญ่โต แต่มหาวิทยาลัย ภูมิใจศิษย์เก่าที่ทำสิ่งที่ ถูกต้อง ทำประโยชน์ให้บ้านเมือง นักศึกษาจึงควรระลึกถึงความถูกต้อง คุมสติ คุมพฤติกรรมของตนเอง

อาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียรเคยสอนว่า นักศึกษากินเหล้ากินเบียร์  กินหนึ่งอึก เซลล์สมองตายไปหลายเซลล์ นักศึกษาควรรักษาสมองไว้ ตอนเป็น นักศึกษา สมองจะเติบโต  ตอนอายุมากสมองจะเสื่อมลง ผมเป็นคนมีความจำแม่น เรียนวิชาท่องจำ ครูอ่านสองเที่ยวจำได้หมด อ่านให้ครูฟังครูนึกว่า ลอกมาท่อง เดี๋ยวนี้หลงลืมแล้ว เป็นธรรมชาติของสมอง แต่พยายามทำให้เสื่อมช้าที่สุด”

ช่วงนี้เป็นช่วงสมองดีของนักศึกษา ช่วงสี่ปีนี้ใช้ประโยชน์ของสมองให้มากที่สุด สี่ปีนี้เป็นช่วงที่อยู่กับครูบาอาจารย์ อยู่กับเพื่อนๆไม่มีภาระที่ต้องทำงาน ไม่มีภาระครอบครัว ไม่เหมือนนักศึกษา ปริญญาโทที่เริ่มมีภาระต้องทำงาน มีภาระครอบครัว มีภาระจากที่ทำงาน นักศึกษาจึงมีโอกาสใช้ ประโยชน์ของสมองได้มากที่สุด มีโอกาสกอบโกยความรู้ อย่าทำให้สมองเสื่อมโดยการกินเหล้า เหล้าไม่ได้วัดความเป็น Man ความเป็น Manวัดที่การเป็นการเป็นที พึ่งของเพื่อนๆได้ วัดที่ช่วยเหลือคนอื่นๆ  สี่ปีต่อจากนี้เป็นช่วงที่มีค่ามาก เป็นช่วงที่ได้เพื่อนดีที่สุด เป็นช่วงที่ได้เพื่อนสนิทที่สุด ตอนผมเรียนจบ ออกหาเสียงเป็นผู้แทน เพื่อนที่เรียนด้วยกันนั่นแหละช่วยขี่มอเตอร์ไซด์ตระเวนหาเสียง ต่อมาผมก็ส่งเสียให้ลูกเขาเรียน ลูกเขาแต่งงานผมก็เป็นเจ้าภาพให้ ถือว่าเป็นกัลยาณมิตร”

ขอให้นักศึกษารับความรู้จากครูให้เต็มที่ เรียนรู้ชีวิต คนจะเป็นแชมป์ได้ เช่นนักเทนนิส ต้องซ้อมวันละชั่วโมงฉันใดการเอาดีในด้านการาเรียน ก็ต้องทุ่มเทฉันนั้น

สุดท้ายนี้ขอแนะนำฝึกให้มีสมาธิ ให้จิตมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง ดูแลสุขภาพร่างกายและสมอง เรียนรู้ทุกอย่าง เรื่องการบันทึก diary เป็นภาษาอังกฤษ  วันข้างหน้า ภาษาอังกฤษมีความจำเป็นจริงๆ ทุกครั้งที่ทหารปฏิวัติ ผมเป็น ส.ส. ว่างงาน ก็ไปเรียนภาษา อังกฤษที่ AUA ถึงแม้ความรู้ภาษาอังกฤษจะพอพูดคุยได้ แต่เวลาเจรจาเป็นทางการก็ต้องใช้ล่ามช่วยแปล เพราะใช้ภาษาพลาดไม่ได้ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เก่งภาษาอังกฤษ ภาษาที่ท่านใช้เป็นภาษาที่สวยงาม เพราะเขาเอาจริงเอาจัง จึงย้ำว่าการเขียน diary เป็นภาษาอังกฤษ อย่าท้อแท้ อ่านออกเสียงด้วย รับรองว่าสี่ปีจะมีภาษาอังกฤษติดตัวไป 

ผมเองก็คุยกับอธิการบดีว่าให้ส่งนักศึกษาไปเรียนภาษาอังกฤษที่มาเลย์เซีย  ปัจจุบันสื่อที่จะเรียนภาษาอังกฤษมีมากมีโทรทัศน์เป็นภาษาอังกฤษ ก็ช่วยเรียนได้ ตอนครูเคทไปต่างประเทศ ฟังภาษาไม่ออก ปิดประตูขังตัวเอง เดือนฟังภาษาอังกฤษอย่างเดียว แสดงว่ามีความมุ่งมั่นมาก

ขอเป็นกำลังใจในการเรียน ขอให้สำเร็จในหน้าที่การงาน เป็นพลเมืองดีตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระราชบิดาที่ถือประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็น กิจที่หนึ่ง