ชื่อ  นายนัฐพล   อ่อนตาม   วิชา ภาวะผู้นำทางการบริหาร   กลุ่มโรงเรียนเทศบาล 2 หนองบัว รุ่น  2   

1.  บทความ เรื่อง  ลักษณะของผู้นำคุณภาพ 

อลิสโตเติล  กล่าวว่า  " Quality is not an action ,it is a habit "
                   คุณภาพไม่ใช่สิ่งที่เป็นเพียงการปฏิบัติในครั้งหนึ่งครั้งใดเท่านั้น  แต่ต้องทำจนเป็นนิสัยต่อเนื่องในการปฏิรูปการศึกษาของไทย  จะสังเกตเห็นว่าปัจจุบันทุกคนตื่นตัวกันมาก ทั้งผู้บริหาร  ครูอาจารย์  ผู้ปกครองตลอดจนประชาชนและสังคมโดยมากจะมุ่งเน้นในเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างทางการบริหาร  การปฏิรูปหลักสูตร  การปฏิรูปครู และลงไปสู่การปฏิรูปการเรียนรู้ของนักเรียน   เพื่อไปสู่เป้าหมายด้านคุณภาพการศึกษา   รวมทั้งยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ทัดเทียมกับสากล   แต่ในส่วนที่เป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา และนับว่าสำคัญ ซึ่งได้แก่ คุณภาพของผู้นำ ยังมิได้นำมาพิจารณากันสักเท่าใดนัก   ส่วนใหญ่มุ่งเน้นในการจัดการอบรมและหาวิธีการคัดเลือก  เพื่อจัดบุคลากรรองรับตำแหน่งบริหารในโครงสร้างใหม่   ผู้บริหารบางคนก็กังวลใจเกี่ยวกับการถูกยุบโอนไปในตำแหน่งที่ตนไม่ถนัด   โดยมิได้ใส่ใจในการพัฒนาคุณภาพของตนเอง   เพื่อให้เป็นเพชรที่ส่องประกายแวววาวเพื่อให้คนนำไปใช้อย่างทรงคุณค่า  ซึ่งในการปฏิรูปการศึกษานั้นผู้นำนับว่ามีความสำคัญที่นำพาองค์กรไปสู่เป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพการศึกษา   ผู้นำยุคใหม่ที่เน้นการปฏิรูปจึงต้องเป็นผู้นำคุณภาพเพราะผู้นำที่ไม่มีความรู้ความสามารถ   ขาดความเข้าใจในด้านคุณภาพแล้วอาจจะนำองค์กรสู่ความล้มเหลวและหลงทางได้  ซึ่งลักษณะของผู้นำคุณภาพมีดังต่อไปนี้

                   1. เป็นผู้นำวิสัยทัศน์ (visionary Leadership) และสามารถกระจายวิสัยทัศน์ไปยังบุคคลต่างๆ ได้ 
                      ในคัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า " Without vision the people perished " โดยให้ความสำคัญของวิสัยทัศน์ว่า    " ถ้าผู้นำขาดวิสัยทัศน์  ประชาชนก็สาบสูญ "  ซึ่งนับว่าวิสัยทัศน์มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหาร  ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์จึงต้องมีความรู้และประการณ์ในการบริหารเป็นอย่างดี  ต้องรู้จักสะสมความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มั่นศึกษาค้นคว้าหาความรู้อย่างสม่ำเสมอ  รวมทั้งต้องมองการณ์ไกล  สามารถวางแผนระยะยาว ( Long term plan ning )  สามารถแก้ปัญหาได้อย่างชาญฉลาด  เปลี่ยนวิกฤติสู่โอกาสได้อย่างเหมาะสม และที่สำคัญ   สามารถวางแผนกลยุทธ์เพื่อปรับปรุงองค์การให้เจริญก้าวหน้าและอยู่รอดปลอดภัย  สามารถต้านทานต่อวิกฤติการณ์ที่มากระทบได้อย่างมั่นคง  ผู้นำวิสัยทัศน์จึงมีลักษณะดังนี้

  

 

                - ผู้นำต้องกำหนดวิสัยทัศน์ได้อย่างชัดเจน  และสามารถกระจายวิสัยทัศน์ไปยังบุคคลากรอื่นเพื่อให้เกิดการยอมรับ
                - ผู้นำสามารถกำหนดเป้าหมายร่วมกับบุคคลากรได้อย่างชัดเจน
                - ผู้นำร่วมกับบุคคลากรกำหนดพันธกิจร่วมกัน  เพื่อเป็นทิศทางในการดำเนินงาน
                - ผู้นำร่วมกับบุคคลากร กำหนดยุทธศาสตร์ที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงประเด็น

                   2. ใช้หลักการกระจายอำนาจ ( Empowerment ) และการมีส่วนร่วม ( Participation )
                      ผู้นำคุณภาพ  คงมิใช่ผู้นำแบบอัศวินที่มีลักษณะเก่งคนเดียว ทำงานคนเดียว  ผู้นำจึงถือคติที่ว่า " Two  heads  are  better  than  one."  รู้จักทำงานเป็นทีม ซึ่งที่จริงแล้วการทำงานเป็นทีมเป็นจุดแข็งของคนไทยทีเดียว  เพราะได้รับการสั่งสมจากวัฒนธรรมประเพณีแต่ดั้งเดิม  สังเกตการทำงานจะช่วยเหลือกันอุปถัมภ์ค้ำจุนกัน   รวมทั้งประเพณีไทยต่างๆ เน้นความสามัคคี และทำงานเป็นกลุ่มทั้งสิ้น  แต่เมื่อเรารับอารยธรรมตะวันตกมามาก  ทำให้คนไทยเป็นปัจเจกชนมากขึ้น  ทำงานแบบตัวใครตัวมัน  ผู้นำจึงสมควรส่งเสริมให้บุคคลากรทำงานเป็นทีม   โดยเฉพาะผู้นำคุณภาพจะต้องเป็นผู้จุดประกายในด้านนี้   ในขณะเดียวกันผู้นำต้องหยั่งรู้ลักษณะบุคคลากรว่าแต่ละคนมีประสบการณ์ความคิด ความเชื่อ ความสามารถในด้านใด  เพื่อมอบหมายงานให้ตรงกับความถนัดของแต่ละคนได้อย่างเหมาะสม  สามารถกระจายงาน  กระจายอำนาจให้ทั่วถึงและเป็นธรรมรวม ทั้งมีหลักเกณฑ์การพิจารณา   เพื่อให้ทุกคนยอมรับ และที่สำคัญการเปิดโอกาสให้บุคคลากรมีส่วนร่วมในการทำงาน   ก็นับว่าเป็นการผูกมัดใจให้ทุกคนทำงานอย่างทุ่มเท  เพื่อพัฒนาองค์กรไปสู่เป้าหมาย  โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้บทบาทของนักเรียนและผู้ปกครอง ตลอดจนชุมชนนั้น  ถือว่าเป็นลูกค้าที่สำคัญ  ผู้นำคุณภาพจึงต้องให้ความสำคัญของลูกค้าเป็นพิเศษ (Customer Focus)  ทั้งในด้านการฟังเสียง  การฟังความคิดเห็น  รวมทั้งเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการดำเนินการพัฒนาโรงเรียน แต่ขณะเดียวกันผู้นำพึงตระหนักในงานและควรจัดลำดับความสำคัญไว้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ หรือในเรื่องคอขาดบาดตายก็ต้องเป็นหน้าที่ของผู้นำ  ในการตัดสินใจชี้ขาดและคงไม่โยนภาระหน้าที่ไปให้บุคคลากรทุกเรื่อง

                   3. เป็นผู้มีความสัมพันธ์กับบุคลากร ทั้งภายในและนอกองค์กร
                       การสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับบุคลากร ทั้งภายในและภายนอกองค์กร  ช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อหน่วยงานเป็นผลทางด้านจิตวิทยา  ทำให้ทุกคนเกิดการยอมรับ ศรัทธา การสร้างความสัมพันธ์กับบุคลากรในโรงเรียน ทั้งครูและนักเรียน  ทำให้ทราบถึงความรู้สึก ความคิด  ความเชื่อของแต่ละคน  ช่วยลดช่องว่างและความขัดแย้งในการบริหารการจัดการ  การใช้เทคนิคแบบ MBWA (Managing by Wandering Around)  นับว่าสามารถนำไปใช้ได้เป็นอย่างดี   ซึ่งผู้บริหารจะต้องไม่ยึดติดกับห้องแอร์   ต้องหมั่นเดินดูการปฏิบัติงานของบุคลากร  รวมทั้งคอยให้คำชี้แนะและให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด  ซึ่งเป็นการเดินอย่างมีจุดหมาย เพื่อสร้างสรรค์ผลงานและพัฒนางานให้เจริญก้าวหน้า โดยมิได้มุ่งจับผิดแต่ประการใด

                   นอกจากนี้การสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง  ช่วยทำให้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของนักเรียนดีขึ้น เพราะสามารถวางแผนส่งเสริมและแก้ปัญหานักเรียนได้เป็นอย่างดี   ขณะเดียวกันถ้าผู้บริหารสามารถสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับชุมชน   ก็จะช่วยระดมทรัพยากรทั้งด้านบุคลากร  สื่ออุปกรณ์ งบประมาณ ฯลฯ     มาสร้างสรรค์พัฒนาโรงเรียนได้อย่างมีคุณภาพ  และทัดเทียมกับโรงเรียนอื่นๆ โดยไม่ต้องรองบประมาณจากต้นสังกัด

                   4. มีความมุ่งมั่นในการทำงาน
                  ขงจื้อ กล่าวว่า " แม่ทัพที่มีความสามารถอาจถูกแย่งไปด้วยกำลัง  แต่ความมุ่งมั่นไม่สามารถแย่งชิงไปได้ "  ผู้นำคุณภาพจึงต้องมีความมุ่งมั่นในการทำงาน   ขณะเดียวกันต้องตั้งความหวังไว้สูง (High  Expectation) เพื่อให้เกิดผลงานที่ดีที่สุด   นอกจากนี้การทำงานต้องเน้นที่ผลงานเป็นหลัก (Result Oriented)  สังเกตจากผู้นำที่ประสบความสำเร็จ   จะต้องมีความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อให้งานประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย    ความมุ่งมั่นจะประกอบด้วยความวิริยะ  อุตสาหะ  เพราะในการทำงานย่อมมีอุปสรรคและปัญหาคอยทำลายความตั้งใจ และสมาธิ  ขนาดพระพุทธองค์ยังมีมารมาผจญ  นับประสาอะไรกับปุถุชน  ย่อมมีอุปสรรคอย่างแน่นอน  โดยเฉพาะสังคมไทยที่ได้รับการปลูกฝังจากนวนิยายหรือละครน้ำเน่าที่มีแต่ความอิจฉาริษยา เพลิงแค้น หรือใครได้ดีเป็นไม่ได้ต้องคอยจ้องทำลายกันอยู่ตลอด  แต่ผู้นำคงไม่ย่อท้อต่อขวากหนามที่มาขวางกั้น พึงระลึกถึงคำกล่าวของหลวงวิจิตรวาทการที่ว่า " ชีวิตคือ การต่อสู้  ศัตรูคือ ยากำลัง  อุปสรรคและปัญหาคือ หนทางแห่งความสำเร็จ  "  ซึ่งต้องเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตรเราต้องมองว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรานั้น  เป็นไม้บรรทัดวัดความอดทนและความมุ่งมั่นในการทำงานของเรา   นอกจากนี้ลองสังเกตง่าย ๆว่า  ถ้าว่าวจะขึ้นได้ต้องมีลมต้าน ปลาเป็นย่อมว่ายทวนน้ำ   มีแต่ปลาตายเท่านั้นที่ลอยตามน้ำ  ถ้าผู้นำใช้ความมุ่งมั่นและทุ่มเท  โดยดำเนินงานไปสู่เป้าหมายได้ก็นับว่าเป็นผู้นำคุณภาพอย่างภาคภูมิใจ   ผู้นำคุณภาพจะต้องมีความรู้ความสามารถในการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีและใช้ข้อมูลสถิติในการวิเคราะห์และตัดสินใจ
                  ซึ่งมีลักษณะเป็นผู้นำนวัตกรรม (Innovation leader ship)  มีความสามารถในการจัดการกับความรู้(Knowedge Mangement) และใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ  รวมทั้งใช้ข้อมูลทางสถิติและงานวิจัยมาประกอบในการตัดสินใจ   ผู้นำต้องใช้การบริหารที่ยึดความจริงเป็นหลัก  โดยไม่ใช้ความรู้สึก(Leading by fact, not leading by feeling)  ต้องกล้าพูดความจริงเกี่ยวกับปัญหาไม่ปิดปัญหาการบริหาร  แบบปัดฝุ่นไว้ใต้พรมต้องหมดไป  ผู้นำต้องนำปัญหามาวางแผนแก้ไขโดยใช้งานวิจัยเป็นตัวตั้ง  การแก้ไขแบบสร้างวิมานในอากาศคงจะช่วยอะไรไม่ได้มาก  การใช้คำขวัญและคติพจน์ สุภาษิต  เป็นเพียงแรงเสริมกระตุ้นให้เกิดความรู้สึก และกำลังใจในการปฏิบัติงาน   ซึ่งไม่สามารถบ่งบอกทิศทางในการบริหารได้อย่างแม่นยำ  แต่สิ่งที่นับว่าเป็นประโยชน์ต่อการบริหารและการจัดการ คือ การเก็บข้อมูลอย่างครบถ้วนตามระยะเวลาที่เหมาะสม  และนำมาวิเคราะห์อย่างชาญฉลาดด้วยเครื่องมือที่น่าเชื่อถือและเที่ยงตรง  เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพยากรณ์   ด้วยอาศัยหลักแห่งความน่าจะเป็น  นับว่ามีประโยชน์ต่อการบริหารอย่างแท้จริง และเพียงระลึกเสมอว่า "คุณภาพมิใช่เรื่องบังเอิญ   แต่คุณภาพเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ "

                   5. ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือลูกน้อง
                   ลักษณะของผู้นำคุณภาพที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ต้องสนับสนุนและช่วยเหลือลูกน้องทั้งในด้านส่วนตัวและส่วนรวม  ในด้านส่วนตัวผู้นำต้องให้ความช่วยเหลือในกรณีที่ลูกน้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ    ผู้นำต้องหาความช่วยเหลืออย่างทันที  ในกรณีที่ไม่สามารถช่วยเหลือด้วยตนเอง  ก็ควรแนะนำและชี้ทางให้ไม่ควรปฏิเสธอย่างขาดเยื่อใย  เพราะการที่คนเราจะขอความช่วยเหลือจากใคร มิใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะนิสัยของคนไทยเป็นคนที่เกรงใจผู้อื่นการที่เขาขอความช่วยเหลือจากเรา   แสดงว่าผู้นำได้รับความไว้วางใจจากลูกน้องเป็นอย่างดี  นอกจากนี้ในด้านหน้าที่การงานผู้นำต้องเปิดโอกาสให้ลูกน้องทำงานและสนับสนุนให้ความก้าวหน้าเป็นลำดับ  และต้องตัดสินด้วยความยุติธรรม  โดยวางมาตรฐานเปรียบเทียบไว้อย่างชัดเจน (Benchmarking) เพื่อให้ทุกคนไปสู่มาตรฐานนั้น   ถ้าใครไปถึงก็สนับสนุนให้เกิดความก้าวหน้าตามลำดับ   ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้    ทุกคน  โดยไม่ให้อภิสิทธิ์เฉพาะกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และที่สำคัญมาตรฐานการเปรียบเทียบนั้นต้องได้รับการยอมรับอย่างทั่วถึง  มิใช่เป็นการสร้างเกณฑ์เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

                   6. มีความสามารถในการสื่อสาร
                   ผู้นำจะต้องสามารถสื่อสารกับบุคลากรทั้งภายในและภายนอกองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ   การทำงานต้องอาศัยหลักการประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดความเข้าใจสำนวนที่ว่า " ตีฆ้องร้องป่าว " นับว่าเป็นสิ่งที่ดี   เพราะนอกจากจะเป็นการประชาสัมพันธ์งานแล้ว   ยังแสดงถึงความโปร่งใส (Transparency) ของการทำงานที่มิได้งุบงิบกันทำ   นอกจากนี้ยังช่วยสร้างทัศนคติที่ดีต่อการทำงานและหน่วยงาน  เพื่อให้ทุกคนยอมรับศรัทธาหน่วยงาน และพร้อมที่จะทำงานด้วยความสุขและปราศจากความกลัว  การสื่อสารที่ดีที่สุด คือ การพูดคุยเจรจาแบบปากต่อปากเพื่อให้เห็นถึงบุคลิกภาพ  ความรู้สึกที่จริงใจต่อกัน  การใช้หนังสือที่เป็นลายลักษณ์อักษรในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น  การใช้อวัจนภาษานับว่าเป็นประโยชน์ต่อการสื่อสารเป็นอย่างดี   ผู้นำจึงต้องมีบุคลิกภาพที่ดีมีการพูดจาที่น่าเชื่อถือ   มีวาทศิลป์สามารถพูดจูงใจได้ขณะเดียวกัน  ควรมีลักษณะอ่อนน้อมอ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ  ซึ่งเป็นบุคลิกภาพที่ดีต่อการบริหารและการจัดการ  ซึ่งผู้นำที่เข้มแข็งมิได้หมายถึงผู้นำที่แข็งกระด้าง

                   7. มีความสามารถในการใช้แรงจูงใจ
                   การใช้แรงจูงใจในการทำงานนับว่ามีความสำคัญต่อการบริหารและการจัดการ   เพื่อให้งานประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย  ซึ่งแรงจูงใจนั้นมีทั้งแรงจูงใจภายในและภายนอก  แรงจูงใจภายในจะเกี่ยวกับเรื่องของจิตวิญญาณของแต่ละคน  ตลอดจนความรู้สึกนึกคิด   ซึ่งไม่สามารถหยั่งรู้ได้อย่างชัดเจน  แต่แรงจูงใจภายนอก พอจะสามารถแยกแยะได้ว่า บุคคลใดมีความสนใจในเรื่องใด  ซึ่งผู้นำจะต้องศึกษาครูอาจารย์ในฐานะที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา  ว่าเขามีความต้องการสิ่งใดและตอบสนองความต้องการในเรื่องนั้น  เพราะการที่คนจะทำงานเต็มศักยภาพนั้นต้องมีแรงจูงใจเพื่อกระตุ้นให้ทำ  บางคนต้องมีสิ่งของรางวัลมายั่วยุจึงจะเกิด  บางคนต้องการความก้าวหน้าในตำแหน่ง  บางคนต้องการความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจ แต่บางคนต้องการลาภ ยศสรรเสริญ และได้รับการยกย่องจากบุคคลทั่วไป  ผู้นำจึงต้องวิเคราะห์แยกแยะบุคลากร และใช้ความสามารถในการใช้แรงจูงใจ  เพื่อผลักดันให้บุคคลทำงานอย่างเต็มกำลังสามารถ

                   8. เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ( Chang Leadership )
                   ผู้นำคุณภาพจะต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง  โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมไปสู่ความคิดสร้างสรรค์แบบใหม่  ความคิดที่ออกนอกกรอบหรือกฎเกณฑ์เดิม   เพื่อประยุกต์งานให้เกิดความก้าวหน้า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวว่า  " การแก้ปัญหาในเรื่องเดิม  จะต้องใช้วิธีการใหม่เท่านั้นจึงจะประสบผลสำเร็จ "    ถ้าเรายังมัวย่ำอยู่กับปัญหาเดิม ๆ โดยไม่เปลี่ยนแปลงวิธีการมีแต่จะสะสมปัญหาไปเรื่อย ๆ เหมือนดินพอกหางหมู   และในที่สุดก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง   การเปลี่ยนแปลงจึงต้องอาศัยผู้นำที่มีความกล้าหาญและอาศัยความเสี่ยง  เพราะครูอาจารย์และคนที่อยู่รอบข้าง  ย่อมเกิดความกลัวในเรื่องการเปลี่ยนแปลง  บางคนกลัวเสียผลประโยชน์บางคนกลัวว่าจะทำให้การปฏิบัติงานเกิดความยุ่งยากขึ้น บางคนกลัวผลกระทบกับหน้าที่การงานซึ่งผู้นำจะต้องวางแผนระยะยาว  เพื่อแก้ปัญหาในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงลงไป  เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

                   สุภาษิตจีนกล่าวว่า " เข้าถ้ำเสือ  จึงจะได้ลูกเสือ "  ผู้นำจึงต้องอาศัยความเสี่ยงในการตัดสินใจต่อความเสี่ยงนั้นจะทำให้งานเกิดความก้าวหน้ายิ่งขึ้น  เพราะการทำงานนอกเหนือจากหน้าที่แล้วได้ผลดี  ถือว่า เป็นงานชิ้นโบแดงที่ควรแก่ความภูมิใจ   ดูตัวอย่างพระเจ้าตากสินที่ให้แม่ทัพนายกองทุบหม้อข้าวแล้วปลุกใจให้ไพล่พลฮึกเหิมเพื่อตีเมืองจันทบุรี  เพื่อจะไปกินข้าวในเมือง เป็นต้น   ซึ่งเป็นการใช้หลักของการบริหารความเสี่ยงเพื่อให้เกิดชัยชนะเป็นต้น  ดังนั้นในปัจจุบันนี้การบริหารที่รอนโยบายหรือ  " การทำงานแบบขุนพลอยพยัก หรือนายว่า ขี้ข้าพลอย "  ควรหมดสมัยได้แล้ว   ผู้นำคุณภาพ (Quality Leadership)  ควรมีลักษณะเป็นผู้นำวิสัยทัศน์ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี   การบริหารยึดถือความจริงมากกว่าความรู้สึก  มีความสามารถในการสื่อสารใช้แรงจูงใจในการบริหาร  รวมทั้งเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดการพัฒนา และที่สำคัญผู้นำต้องมีความมุ่งมั่นในการบริหาร  โดยเน้นผลงานเป็นหลักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปฏิรูปการศึกษา  ผู้นำคุณภาพจำเป็นต้องยึดลูกค้าเป็นสำคัญ  เพื่อตอบสนองความต้องการ  ความจำเป็น  ตลอดจนสร้างความประทับใจเพื่อให้เกิดความพึงพอใจ  โดยเฉพาะผู้เรียนเป็นลูกค้าคนสำคัญ  ผู้นำคุณภาพจึงต้องมีเป้าหมายในการพัฒนา  โดยยึดผู้เรียนเป็นหลัก (Learner centred)  โดยมีการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง  โดยใช้หลักการทางสถิติและข้อมูลในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง  และสามารถทัดเทียมกับสากลตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปบทความ

                    ลักษณะของผู้นำคุณภาพมีดังต่อไปนี้   มีวิสัยทัศน์จึงต้องมีความรู้และประการณ์ในการบริหารเป็นอย่างดี  ต้องรู้จักสะสมความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มั่นศึกษาค้นคว้าหาความรู้อย่างสม่ำเสมอ  รวมทั้งต้องมองการณ์ไกล   สามารถแก้ปัญหาได้อย่างชาญฉลาด  เปลี่ยนวิกฤติสู่โอกาส   รู้จักทำงานเป็นทีม  เน้นความสามัคคี   มีความมุ่งมั่นในการทำงาน  สร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับบุคลากร ทั้งภายในและภายนอกองค์กร  ช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อหน่วยงานเป็นผลทางด้านจิตวิทยา  ทำให้ทุกคนเกิดการยอมรับ และศรัทธา  ลักษณะของผู้นำคุณภาพที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ต้องสนับสนุนและช่วยเหลือลูกน้อง ทั้งในด้านส่วนตัวและส่วนรวม ตลอดจนแนะนำและชี้ทาง เปิดโอกาสให้ลูกน้องทำงานสนับสนุนความก้าวหน้าเป็นลำดับ  การใช้แรงจูงใจในการทำงานนับว่ามีความสำคัญต่อการบริหารและการจัดการ  ผลักดันให้บุคคลทำงานอย่างเต็มกำลังสามารถ เพื่อให้งานประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย   ผู้นำคุณภาพจะต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง  โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมไปสู่ความคิดสร้างสรรค์แบบใหม่  ความคิดที่ออกนอกกรอบหรือกฎเกณฑ์เดิม   เพื่อประยุกต์งานให้เกิดความก้าวหน้า

........................................................

2.  บทความ เรื่อง  พัฒนาภาวะผู้นำ...

        สำหรับคนที่อยากเป็นผู้นำ...ผมขอเสนอแนวความคิดวิธีการหล่อหลอมความเป็นผู้นำให้เกิดขึ้นดังนี้ครับ...
                   1. เรียนรู้ตนเอง
                         ต้องฝึกฝนความอดทน  อดกลั้น  สร้างนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตน  พัฒนามนุษยสัมพันธ์ของตนเองให้ดีสามารถเข้าได้กับคนทุกระดับชั้น  ปรับปรุงลักษณะนิสัยของตนเองอยู่เสมอให้เข้ากับคนอื่นๆ ให้ได้  สิ่งเหล่านี้ต้องใช้ความสังเกตุในพฤติกรรมของตนเอง  และความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้น  ถ้าตัวเองยังไม่ศึกษาตัวเองว่าเป็นคนอย่างไร  ก็เป็นอันว่าจบ  ไม่ต้องไปทำเรื่องอื่นเลยครับ
                   2. เรียนรู้คนรอบข้างทุก ๆ คน  เข้าใจธรรมชาติของคน
                         คนรอบข้างของเรา เป็นฐานความรู้เพื่อทำให้เราเข้าใจคนอื่นๆได้มากขึ้น  คนส่วนใหญ่มุ่งมองผลประโยชน์เพื่อตนเอง  จนลืมไปว่าจริงๆ แล้วการใช้ชีวิตในโลกนี้  เราต้องใช้ชีวิตร่วมกับบุคคลอื่น  ต้องมีการติดต่อสื่อสาร  คนที่เข้าใจธรรมชาติของคนอื่นๆ ไม่ว่าจะสูงต่ำดำขาว  หรือคนรวย คนจน ขอทานก็ตาม  การที่เข้าใจความคิดของคนอื่น  เข้าใจพฤติกรรมของคนอื่นจะเป็นคนที่สามารถมองเห็นความเป็นจริงของคนอื่นว่า เขาเป็นเช่นใด  เมื่อฝึกทักษะการมองนิสัยของคนรอบข้างจนสามารถคุย 2-3 คำถาม   หรือใช้เวลาอยู่กับเขาสัก 10-20 นาที  แล้วสามารถบอกได้ว่า คนๆ นั้นมีลักษณะนิสัยคร่าวๆ เป็นอย่างไรได้  นั่นแหละคุณจะเข้าใจธรรมชาติของคนอื่นๆ ได้ดี  เมื่อเข้าใจคนอื่นๆ ได้ดี  เราจะเอาความสามารถเหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับการเข้ากับเพื่อนร่วมงาน  เข้ากับเจ้านาย  หรือแม้แต่เข้ากับศัตรูได้ดีเช่นกัน  การที่เรารู้จักเขาได้เร็วทำให้เราได้เปรียบ และสามารถนำคนอื่นๆ ได้ง่าย
                   3. จริงใจและหวังดีกับทุกคน
                         ความจริงใจเป็นสิ่งที่สื่อสารทางจิตใจ  จากความรู้สึกที่ผ่านจากการแสดงออก น้อยคนนักที่อยากจะให้คนอื่นได้ดี  และยิ่งมีน้อยคนที่มีความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะให้คนอื่นประสบความสำเร็จ  การสร้างให้ตนเองมีความจริงใจ  แสดงความจริงใจ  ไม่เสแสร้งแกล้งทำว่า  นี่เป็นคำแนะนำจากใจจริงแต่แฝงไว้ซึ่งผลประโยชน์  คนกลุ่มนี้สามารถสัมผัสได้จากความรู้สึกถึงการให้ว่า  เขาให้จากใจจริงหรือไม่  ส่วนคนจริงใจก็จะสามารถรับรู้ได้ว่า  เขาหวังดีกับเราได้มากแค่ไหน  คนทุกคนต้องการความจริงใจจากคนอื่น  ดังนั้นผู้นำหากมีความจริงใจเป็นที่ตั้ง  คนอื่นๆ ก็จะมองเห็นและจะเชื่อใจในการตัดสินใจของผู้นำ
                   4. สื่อสารได้อย่างดี
                         ไม่ว่าเรื่องยากแค่ไหน  ก็ต้องสามารถสื่อสารให้ทั้งคนฉลาดและไม่ฉลาดเข้าใจได้ครบถ้วน  ต้องฝึกทักษะทั้งการพูด เขียน  รวมถึงการตีความหมายของคำที่ผู้อื่นสื่อสารมาให้ได้ตรงประเด็น  คนโง่ฟังคำอธิบายแล้วเข้าใจ  คนฉลาดพูดนิดหน่อยถึงเข้าใจ  ต้องรู้จักว่าคนที่เราสื่อสารด้วยนั้น  มีความสามารถเช่นใด  จะสื่อสารอย่างไรเพื่อให้คนหมู่มากเข้าใจได้อย่างพร้อมกัน  และตรงกับสิ่งที่เราต้องการ  ทักษะการสื่อสารเป็นหัวใจของผู้นำ  เพราะผู้ตามจะทำตามได้อย่างถูกต้องตามความต้องการหรือไม่นั้น ขึ้นกับการสื่อสารของผู้นำเป็นสำคัญ
                    5. สร้างจุดยืนของตนเอง
                          โดยปกติผู้นำจะมีจุดยืนของตนเอง  แต่ไม่ใช่หัวแข็งจนไม่รับฟัง  จุดยืนเปลี่ยนแปลงได้ถ้าหากจุดที่กำลังยืนอยู่นั้นมันจะทำให้เกิดอันตราย   ผู้นำต้องเก่งในเรื่องความคิดและความมุ่งมั่นในตนเอง  และเก่งในการรวบรวมความคิดที่เป็นประโยชน์ แล้วกลั่นกรองความคิดต่างๆ ของคนอื่น  รวบรวมความคิดเหล่านั้นที่เป็นข้อดี จุดดี มารวมไว้ที่ตัวตนของตนเอง  เป็นการพัฒนาจากความคิดของคนอื่น  เลี่ยงจุดตาย  สร้างจุดเป็นอยู่เสมอ  ไม่ใช่แข็งทื่อไม่เปลี่ยนแปลง
                   6. พัฒนาความคิดให้เป็นระบบ ระเบียบ จนสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ในทันที
                         ความคิดของคนเราโดยปกติ  จะคิดโน่นคิดนี่  คิดไปทั่วไม่เป็นระเบียบ  การฝึกให้คิดให้เป็นระบบ ระเบียบนั้น จะทำให้เรามองเห็นความเป็นจริงได้เร็วขึ้น  เข้าใจในสิ่งต่างๆ ได้เร็วขึ้น  เมื่อเข้าใจและ รู้ว่าสิ่งต่างๆ เป็นไปเช่นใด  จะทำให้สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้นเป็นลำดับ  การฝึกคิด ฝึกเรียบเรียงความคิด  จึงเป็นสิ่งที่จะสนับสนุนให้ผู้นำได้เห็นมุมมองต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว  และถูกต้องแม่นยำ
                   7. เสนอความคิดเห็นที่คิดว่าดี บ่อยๆ กับกลุ่ม หรือ ที่ประชุม
                         ผู้นำมักเริ่มจากการเสนอความคิดเห็น ที่ถูกวิเคราะห์ในสมองแล้วว่า เป็นสิ่งที่ดี  ถึงออกความคิดเห็น  การฝึกออกความคิดเห็นจะเป็นตัวกระตุ้นให้สมองเกิดการวิเคราะห์และแจกแจงสิ่งต่างๆ ได้รวดเร็วมากขึ้น  ผู้นำส่วนใหญ่จึงชอบสอน ชอบแนะ ชอบให้ความคิดเห็นของตนกับคนอื่นๆ เสมอๆ  ทั้งในที่ประชุม  การคุยกัน หรือแม้แต่การพักผ่อน  พวกเขาจะอยู่สนุกอยู่กับการคิด และประยุกต์สิ่งต่างๆ ให้สามารถเป็นจริงขึ้นมา
                   8. สร้างแนวความคิดที่แตกต่าง แต่เป็นความจริง และสามารถใช้ได้จริง และ สื่อสารให้คนอื่นได้รับรู้
                         ผู้นำมักมีแนวความคิดที่แตกต่างจากความคิดของคนสามัญ   แต่สามารถทำให้ได้ผลจริงขึ้น  แนวความคิดเหล่านี้มักเกิดจากประสบการณ์  และความเก่งกาจในการแยกแยะ วิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อยู่เป็นประจำ  เมื่อแยกแยะได้ก็จะต้องสามารถกระจายความคิดที่รวบยอดออกมาเป็นความคิดโดยละเอียดได้  และความคิดจะเป็นรูปเป็นร่างได้ก็ต่อเมื่อ  ต้องสื่อสารความคิดเหล่านั้นให้กับคนรอบข้างได้รับรู้อย่างดี  ซึ่งต้องพึ่งการสื่อสารนั่นเอง
                   9. ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ และ ความรู้กับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานให้มากที่สุด
                         ผู้นำมักมีวิสัยทัศน์และมุมมองใหม่ๆ มาประยุกต์ให้เข้ากับการทำงานอยู่เสมอ นิสัยหนึ่งที่ทำให้เกิดลักษณะนี้ได้  คือนิสัยที่ชอบเรียนรู้และทดลอง  สามารถเอาสิ่งที่รู้ที่เห็นมาประยุกต์ใช้กับงาน  การเข้าใจและจดจำสิ่งต่างๆ จึงมีผลกับความคิด  โดยเฉพาะ ความรู้ใหม่ๆ สิ่งของใหม่ๆ ทฤษฎีใหม่ๆ จะเป็นอาหารสมองอันโอชะของผู้นำเกือบทุกคน
                   10. หัดนำทีมงาน ตั้งแต่เล็กๆ ไปจนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
                           การเริ่มเป็นผู้นำมันเริ่มจากความมั่นใจเล็กๆ ที่สามารถนำเพื่อนให้พ้นภัย   แก้ปัญหาให้กับเพื่อนๆ เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความบาดหมางของเพื่อนๆ  เป็นหัวหน้าทีมเล็กๆ ไปจนถึงหัวหน้าชั้น  หัวหน้าชั้นปี  เจ้าของกิจการ  ผู้นำประเทศ  ผู้นำจะไต่เต้าหาสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า   เพื่อจะลองใช้ความสามารถนำพาให้ไปถึงจุดมุ่งหมาย  และจะโหยหาการนำที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นธรรมชาติของผู้พิชิต  ดังนั้นการจะเริ่มเป็นผู้นำ  ก็ต้องหัดนำพาคนตั้งแต่กลุ่มเล็กๆ ให้ประสบความสำเร็จ  เพื่อสร้างความมั่นใจขั้นพื้นฐาน ก่อนจะไปนำกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นๆ เรื่อยๆ
                   11. สะสมประสบการณ์ และ หาข้อดีและข้อเสียของการนำทีม แล้วเอามาปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น
                           คนที่ทำงานย่อมมีผิดพลาด  การเป็นผู้นำก็เช่นกัน บางครั้งก็ต้องผิดพลาด หากมัวแต่กังวลกับข้อผิดพลาดเก่าๆ ที่ไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว  ก็จะเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจตนเอง  แต่หากมองในมุมว่าหากเกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก  เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้ดีขึ้น  ต้องสรุปและหาข้อดีข้อเสียของการทำงานในแต่ละขั้นอย่างเป็นกลางมากที่สุดแล้วปรับปรุงตนเองให้มีนิสัยเหล่านี้  ก็จะทำให้ภาวะผู้นำในตนเกิดความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น...
                           ผมคิดว่าถ้าฝึกหัดให้เรื่องเหล่านี้ให้เกิดความชำนาญ  จะสามารถทำให้ภาวะผู้นำในตัวได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ  มันอาจจะต้องใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะปรับนิสัยทางด้านต่างๆ ให้เหมาะสมกับการเป็นผู้นำอย่างถาวร  คนที่มีประสบการณ์เหล่านี้มาแล้ว จะสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้มีภาวะผู้นำได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว  แต่คนที่ไม่มีประสบการณ์  หรือยังไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลกับเรื่องเหล่านี้  อาจจะต้องใช้เวลาอย่างมาก ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างมาก  ซึ่งน้อยคนนักที่เป็นคนไม่ชอบเปลี่ยนแปลงตนเอง  จะสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นผู้นำได้  แต่ถ้าเริ่มและมุ่งมั่น  ไม่ว่าจะเป็นคนลักษณะใด  ก็สามารถทำให้มีศักยภาพการเป็นผู้นำได้ครับ...

ที่มา  bloggang.com

สร