พระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช “ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา ป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี"

พิษณุโลกสมัยธนบุรี-รัตนโกสินทร์
...........เมืองพิษณุโลกมีส่วนที่ทำชื่อเสียงอีกครั้งนึ่งเมื่อคราวพม่า ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา
จนกระทั้ง กรุงศรี อยุธยาเสียกรุงครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ยับเยินไม่สามารถจะกอบกู้อิสรภาพได้โดยง่าย
หัวเมืองที่เคยขึ้นกับ กรุงศรีอยุธยาก็ตั้งตัวเป็นอิสระ หัวเมืองเล็กๆ ก็ต้องยอมอ่อนน้อมต่อเมืองใหญ่ๆ เพื่อเอาตัวรอดทำให้ในยุคนั้นมีก๊ก ด้วยกันทั้งหมด ๕ ก๊ก เจ้าพระยาครองเมืองพิษณุโลกก็เป็นอีกก๊กหนึ่งในจำนวนนั้น
.......... พ.ศ.๒๓๑๑ พระยาตากยกทัพมาปราบก๊กเจ้าพระยาพิษณุโลก แต่ไม่สำเร็จถูกปืนเข้าที่หน้าแข้งต้องยกทัพกลับ ไป ทำให้เจ้าพระยาพิษณุโลกคิดตั้งตนเป็นกษัตริย์ แต่ครองเมืองได้แค่ ๗ วันก็สิ้นชีพ เจ้าพระฝางจึงถือโอกาสตี เมืองพิษณุโลกและ ครองเมืองพิษณุโลกนั้นแต่นั้นมา
.......... พ.ศ.๒๓๑๓ พระเจ้าตากจึงยกทัพมาปราบเมืองพิษณุโลกอีกครั้ง คราวนี้สามารถตีได้ไม่ยาก พร้อมกับได้ เมืองฝางด้วย ส่ง "เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช" ปกครองเมืองพิษณุโลก ยกให้เป็นเมืองเอกขึ้นกับกรุง ธนบุรี ในพระราชพศาวดาร กล่าวถึงพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อปราบเจ้าเมืองฝางได้แล้ว "กระทำการสมโภชพระมหาธาตุ และพระพุทธชินราช และ พระพุทธชินสีห์ รวม ๓ วัน" ...........ต่อมาพม่าคิดจะมาตีเมืองไทยอีกครั้งหนึ่งเพราะเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาแตกไปหมดแล้ว เป็นการลองกำลังทหาร ในปี พ.ศ.๒๓๑๘ อะแซหวุ่นกี้ ยกทัพมาตีกรุงธนบุรีโดยยกมาทาง "ด่านแม่ละเมา" เมืองตากพร้อมกับให้ตั้งทัพที่ "บ้างกงธานี" ฝ่ายพระยาจักรี และ พระยา
สุรสีห์ยกทัพกำลังจะไปตีเมืองเชียงแสน เมื่อรู้ข่าว รีบยกทัพกลับมาตั้ง ในเมืองพิษณุโลก เนื่องจากมีชัยภูมิมีแม่น้ำน่านสามารถติดต่อกับหัวเมืองทางใต้ได้สะดวก เมื่ออะแซหวุ่นกี้เข้าโจมตี จึงถูกตอบโต้อย่างหนัก
ผลัดกันรุกผลัดกันรับจนอะแซหวุ่นกี้ นัดหยุดรบขอดูตัวพระยาจักรี แม่ทัพใหญ่ของฝ่ายไทย "อะแซหวุ่นกี้
ให้ล่ามถามว่ามีอายุเท่าไร เจ้าพระยาจักรีให้บอกว่า ๓๐ เศษ แล้วให้ ถามอายุอะแซหวุ่นกี้บ้าง ล่ามบอกกลับ มากว่า ๗๒ ปี อะแซหวุ่นกี้พิจารณาแล้วดูลักษณะพร้อมกับสรรเสริญว่า ท่านนี้รูปงามฝีมือก็เข้มแข็ง อาจสู้รบเราเป็น ผู้เฒ่าได้ จงอุตส่าห์รักตัวไว้ ภายหน้าจะได้เป็นกษัตริย์ ไทยโดยแท้ แล้วให้เอาม้าทองคำสำหรับหนึ่งกับ สักหลาด พับหนึ่ง ดินสอ แก้วสองก้อน น้ำมันดิบ ๒ หม้อ มาให้เจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาจักรีก็ให้ตอบแทนพอสมควร ก่อน จะกลับไป ล่ามบอกพระยาจักรีว่า จงรักษาเมืองเอาไว้ให้มั่นคงเถิด เราจะตีเอาเมืองพิษณุโลกให้จงได้ในครั้งนี้ ในภาย หน้าพม่าจะตีเมืองพิษณุโลกไม่ได้อีกแล้ว"

..........เมืองพิษณุโลกถูกล้อมอยู่นานถึง ๔ เดือน เสบียงอาหารขาดแคลน ทางกรุงธนบุรีส่งเสบียงมาไม่สำเร็จ ในที่สุดเจ้าพระยาทั้งสองต้องตัดสินใจทิ้งเมืองพิษณุโลก อะแซหวุ่นกี้เข้าเมืองได้ และ เผาผลาญบ้านเมืองมอดไหม้อยู่ในกองเพลิงสีแดงฉานจับท้องฟ้า มีสถานที่อยู่เดียวที่มิได้เผ่าทำลายด้วยนั้น ก็คือ วิหารวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร

 

 เนินดินที่ดูตัวพระยาจักรี

เนินดินที่ดูตัวพระยาจักรี บางทีเรียกว่า เนินดำอะแซหวุ่นกี้ เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ และเชิดชูเกียรติองค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ดังปรากฏในประวัติศาสตร์และพงศาวดารหลายเล่มว่า เมื่อ พ.ศ. 2318 อะแซหวุ่นกี้แม่ทัพพม่าได้ยกทัพใหญ่มารุกรานประเทศไทย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ไปตั้งรับทัพพม่า ทัพพม่าได้เข้าล้อมเมืองพิษณุโลกไว้ แต่พระยาทั้งสองก็ต่อสู้เต็มที่ จนอะแซหวุ่นกี้ต้องขอพักรบชั่วคราว และขอดูตัวแม่ทัพไทยผู้แกร่งกล้า และก็ได้ทำนายว่าพระยาจักรีจะได้เป็นกษัตริย์ของไทยต่อไป ซึ่งก็เป็นจริงดังคำทำนาย ภายหลังพระยาจักรีได้เลื่อนตำแหน่งเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเมื่อเกิดยุคเข็ญในปลายแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ท่านก็ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ คือ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ที่ซึ่งอะแซหวุ่นกี้ยืนม้าดูตัวเจ้าพระยาจักรีนั้น คือ เนินดินใหญ่ หน้ากองบังคับการตำรวจภูธรเขต 6 ซึ่งบัดนี้เป็นที่ตั้งของสำนักงาน เทศบาลนครพิษณุโลก(แห่งเดิม)

 

พระราชกรณียกิจในพระองค์รัชกาลที่ ๑

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ด้วยทรงเป็นองค์ปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีทรงมีราชภารกิจที่มากมายหลายประการในเวลาเดียวกัน และด้วยทรงตั้งปณิธานที่แน่วแน่ว่า “ตั้งใจจะอุปถัมภ์ภก ยอยกพระพุทธศาสนา จะป้องขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนแลมนตรี” ด้วยพระราชปณิธานอันนี้ พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการป้องกันประเทศ ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม สถาปนาราชธานีใหม่ สร้างพระบรมมหาราชวัง เป็นต้น 

การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ทรงพระราชทานนามราชธานีใหม่นี้ว่า “กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์” รวมถึงการสร้างพระบรมรามหาราชวังขึ้นมาใหม่

ด้านการป้องกันประเทศ ในรัชกาลของพระองค์มีการทำส งครามกับพม่า ถึง 7 ครั้ง เป็นการแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยได้มีการฟื้นตัวมีความเข็มแข็งมากพอแล้ว แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถอย่างแท้จริงในการสงครามและในรัชกาลนี้ได้ทำสงครามขับไล่อิทธิพลกองทัพพม่าจากล้านนา หัวเมืองภาคเหนือและราชอาณาเขตได้โดยเด็ดขาด ทำให้ราชอาณาจักรไทยมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลที่สุดในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ดินแดนล้านนา ไทยใหญ่ สิบสองปันนา หลวงพระบาง เวียงจันทร์ กัมพูชา และด้านทิศใต้ มีดินแดงไปถึงเมืองตรังกานู กลันตัน ไทรบุรี ปะริดและเประ

ด้านการปกครอง ทรงจัดแบ่งเป็นหัวเมืองชั้นในและชั้นนอก  ส่วนตำแหน่งที่รองลงมาจากพระมหากษัตริย์นั้น คือ ตำแหน่ง กรมพระราชวังบวรสถานมงคล และในส่วนข้าราชการนั้นมี
อัครเสนาบดี 2 ตำแหน่ง คือ พระสมุหกลาโหม มีหน้าที่ถวายคำปรึกษาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและข้าราชการฝ่ายพลเรือน คือ สมุหนายก มีหน้าที่ดูแลปกครองความสงบเรียบร้อยโดยทั่วไปใน
พระนคร ส่วนตำแหน่งรองลงมาอีก 4 ตำแหน่ง เรียกว่า เสนาบดีจตุสดมภ์ ประกอบด้วย (1)เสนาบดีกรมเมืองหรือกรมเวียง (2)เสนาบดีกรมวัง (3)เสนาบดีกรมพระคลัง (4)เสนาบดีกรมนา 

 

 

ด้านการบำรุงพระศาสนา ได้ทรงทำนุบำรุงพระศาสนาเป็นอย่างมากและเกิดผลต่อมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ รวบรวมได้ 3 ลักษณะ
ประการที่
1 ทรงชำระและสถาปนาพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ 
ระการที่ 2
ทรงชำระพระไตรปิฏกให้ถูกต้องบริบูรณ์ 
ประการที่ 3
มีพระราชศรัทธาก่อสร้างและซ่อมแซมปฏิสังขรณ์พระอารามน้อยและใหญ่ไว้เป็นอันมาก

การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมส่วนใหญ่เป็นการฟื้นฟูในด้านอักษรศาสตร์เป็นสำคัญ ทรงพระราชนิพนธ์งานวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าไว้จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ เรื่องราวของวรรณคดีเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในงานศิลปะแขนงต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เช่น จิตรกรรมฝาผนังตามโบสถ์วิหารต่าง ๆ การแสดงโขน เป็นต้น รามเกียรติ์ที่ทรงพระราชนิพนธ์รู้จักกันในชื่อว่า “รามเกียรติ์ รัชกาลที่ 1”

ด้านสถาปัตยกรรม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูงานช่างขึ้นมาใหม่ เนื่องด้วยได้ถูกพม่ากวาดต้อนไปเมื่อครั้งที่กรุงศรีอยุธยาแตกเสียให้แก่พม่า เป็นต้นว่า งานช่างประดับมุก งานช่างเขียนลวดลายปิดทองรดน้ำ งานช่างเงินช่างทอง งานช่างไม้ งานช่างแกะสลัก เป็นต้น

 การสร้างสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ ได้ทรงดำริเห็นชอบว่าควรสร้างอนุสรณ์ขึ้นในเวลานั้น ให้เป็นระลึกถึงสืบไป เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 150 ปี จึงมีพระราชดำริให้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก องค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ซึ่งสร้างกรุงเทพมหานครและควรสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อพระนครฯให้ติดกับเมืองธนบุรี เพื่อให้ใช้เป็นสาธารณประโยชน์

การถวายพระราชสมัญญานาม “มหาราช” ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพไม่ว่าจะเป็นด้านการสงคราม ศาสนา การปกครอง และด้านศิลปวัฒนธรรม รวมถึงทรงเป็นผู้ก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ขึ้นเป็นราชธานีใหม่ และทรงฟื้นฟูบ้านเมืองในทุกด้านทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ขุดลอกคูคลอง วัดวาอารามต่าง ๆ ทั้งที่สร้างขึ้นมาใหม่ และที่ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ การป้องกันประเทศ ทรงฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมในด้านสาขาต่าง ๆ ทั้งที่สร้างขึ้นมาใหม่ และที่ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ การป้องกันประเทศ ทรงฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมในด้านสาขาต่าง ๆ ได้แก่ สถาปัตยกรรม วรรณกรรม งานช่างปิดทองรดน้ำ งานช่างประดับมุก งานช่างเขียน งานแกะสลัก เป็นต้น ด้วยทรงมีพระราชหฤทัยที่จะฟื้นฟูประเทศขึ้นมาให้มีความรุ่งเรืองสง่างามเท่าเทียมกับกรุงศรีอยุธยา ราชธานีเก่าซึ่งนับว่าเป็นความยากลำบากอย่างมาก ต้องอาศัยทั้งพระปรีชาสามารถและทรัพย์สินเงินทองจำนวนมากแต่ก็สามารถทำให้สำเร็จลงได้ ดังนั้นเนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ทางกรุงเทพมหานครจึงได้ดำเนินการชักชวนประชาชนชาวไทย ถวายพระราชสมัญญานาม “มหาราช” ต่อท้ายพระนามาภิไธยด้วยประชาชนทั้งหลายนั้นได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกในการที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เป็นพระคุณอย่างยิ่งต่อแผ่นไทย

  

“นโยบายการสร้างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ” แก่ชาวพิษณุโลก

 “ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา ป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี”

พระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

นครพิษณุโลก จึงได้มีนโยบายการดำเนินงานสนองพระปณิธานในพระองค์ดังนี้

 

ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  เนื่องในวันจักรี
6  เมษายนของทุกปี ที่บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 1 (วันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จปราบดาภิเษก ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และทรงสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของไทย มาจนทุกวันนี้)

จัดแสดงนิทรรศการ พระราชประวัติ เผยแพร่พระเกียรติ และพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและบูรพกษัตริย์ไทยแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์

ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สนับสนุน ส่งเสริมการมีส่วนร่วม ของประชาชนในกิจการศาสนาต่าง ๆ ทั้งในเขตเทศบาลฯ และใกล้เคียง เช่น เทศบาลฯอุดหนุนงบประมาณให้กับวัดเพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์ศาสนสถานอันเป็นสาธารณประโยชน์ (ปีละ 3,000,000 บาท), จัดพิธีบรรพชาสามเณรเป็นประจำทุกปีให้กับเด็กและเยาวชนในเขตเทศบาล ได้เรียนรู้และสืบทอดพระพุทธศาสนา, ร่วมสนับสนุนกิจกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง,  จัดตั้งชมรมแสงธรรมทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ทำบุญ ตักบาตร สวดมนต์ ทุกวันพระ, จัดทำโครงการแสงทองส่องธรรม เพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมการทำดี การปฏิบัติธรรม การบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมในโอกาสต่าง ๆ ตลอดปี

สร้างเมืองให้เป็นเมืองที่มีภูมิทัศน์สวยงาม ปรับปรุงพัฒนาเมืองให้สะอาดปราศจากขยะ มลพิษต่าง ๆ มีการคมนาคมที่สะดวก ปลอดภัย สร้างแหล่งการเรียนรู้ ที่มีประโยชน์ สร้างพื้นที่สีเขียว และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ในการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว

ส่งเสริมให้เป็นเมืองที่ประชาชนมีความสุข พัฒนาการบริการสาธารณสุขและการรักษาโรคอย่างมีมาตรฐานและคุณภาพแก่ประชาชนทุกคน ส่งเสริมกิจกรรมให้ทุกครอบครัวมีรายได้ มีอาชีพ และบุตรหลานได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง สร้างและพัฒนาแหล่งการเรียนรู้รอบด้านเช่น การศึกษาในโรงเรียน หอสมุด ศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  แหล่งการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์เมือง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น  และการจัดอบรมความรู้และทัศนศึกษา ส่งเสริมพัฒนาให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน สืบสานอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น จัดระบบรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนได้มีความมั่นใจความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน