การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ แม้ว่าแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันทั้งชาติพันธุ์
บุคลิกลักษณะ และอุปนิสัย ฯลฯ หากพิจารณาธรรมชาติของมนุษย์แล้ว
ทุกคนมีความปรารถนาที่จะได้รับความรักจากบุคคลอื่น
และในขณะเดียวกันมนุษย์ทุกคนย่อมปรารถนาที่จะให้ความรักแก่บุคคลอื่นเช่นกัน
เหตุใดเล่า มนุษย์ผู้มีสรีระที่สมบูรณ์และระดับสติปัญญามากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นในโลก
จึงยังมีความขัดแย้ง แก่งแย่ง ชิงดี แบ่งพรรคแบ่งพวก สารพันปัญหาที่สร้างขึ้น
โดยให้เหตุผลว่าเป็นไปเพื่อความยุติธรรม
จนลืมที่จะให้ความรักและให้อภัยซึ่งกันและกัน......
แท้จริงแล้ววิสัยของการอยู่ร่วมกัน มีหลักการอย่างไร
เหตุใดมนุษย์จึงมองข้ามการมีความเข้าใจตนเองและผู้อื่น ตลอดจนการมีคุณธรรมจริยธรรมและสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึง มีเกณฑ์มาตรฐานอย่างไร และมีตัวชี้วัด
และวิธีการวัดอย่างไร ข้าพเจ้าในฐานะที่เป็นครูคนหนึ่ง
เฝ้าตั้งคำถามให้กับตนเองมาโดยตลอด
การได้มาเป็นครูที่นี่ ได้ให้คำตอบอะไรบางอย่าง
เปรียบเสมือนเป็นมหาวิทยาลัยชีวิตที่ยิ่งใหญ่
มากกว่าการเรียนมหาวิทยาลัยที่ข้าพเจ้าเฝ้าอุตส่าห์ร่ำเรียนจนได้ปริญญามาสองใบ
อย่างไรก็ดีข้าพเจ้ามีความภาคภูมิใจกับปริญญาบัตรที่ได้รับพระราชทานอยู่เสมอ
สิ่งที่ควรคิดขยายผลหลังจากจบการศึกษา คือ
จะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร
และข้าพเจ้าจะเป็นครูที่ดีได้อย่างที่ข้าพเจ้าฝันไว้หรือไม่
มันเป็นการยากเหลือเกินที่จะเอาชนะความคิดที่ถูกครอบไว้
เปรียบเสมือนกบที่อยู่ในกะลา ความสงสัยใคร่รู้ เกิดผลดีเกิดขึ้นหลายประการ
การคิดและพยายามแสวงหาซึ่งคำตอบนั้นจะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยได้ในเบื้องต้น
กะลาถูกเปิดออก อันเป็นสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าได้อิ่มเอมกับการได้ทำหน้าที่ของครู
แต่ใช่ว่าคำถามจะสิ้นสุดลงแค่ไม่กี่ข้อ
ข้าพเจ้ายังคงมีข้อสงสัยและไม่ย่อท้อต่อการแสวงหาคำตอบ
ณ โรงเรียนแห่งความสุข ที่ถูกสร้างขึ้นกลางท้องทุ่งนาอันกว้างใหญ่ไพศาล
ในจังหวัดแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สภาพภูมิทัศน์แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่และแมกไม้นานาพันธุ์
ทุกอย่างถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยความลงตัว
เด็กๆตัวน้อยต่างรื่นรมย์กับการเล่นและการเรียนรู้ ทุกคนล้วนมีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
มีเสียงหัวเราะที่สดใส บ่งบอกถึงความสุขที่พวกเขาได้รับ
หากเด็กทั่วทั้งโลกได้รับความสุขเช่นนี้ สันติภาพ
และความสงบสุขต้องเกิดขึ้นแก่มวลมนุษย์อย่างแน่นอน ข้าพเจ้าเฝ้าคิดอยู่ในใจ
และให้นึกไปถึงเด็กๆตัวน้อยที่อยู่ที่อื่น
ทำอย่างไรให้พวกเขาได้รับโอกาสอันดีเช่นนี้บ้าง
เมื่อนึกย้อนกลับไปก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้มีโอกาสมาสอนที่นี่
ข้าพเจ้าเคยได้อ่านงานเขียนของบุคคลที่ข้าพเจ้าให้ความเคารพและศรัทธา
และนำข้อคิดมาใช้เตือนสติตนเองอยู่โดยตลอด บุคคลที่ข้าพเจ้าเอ่ยถึงนี้ คือ อาจารย์
ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
ซึ่งที่มาที่ไปของข้อคิดนี้มาจากบุคคลที่ท่านเคารพนับถือท่านหนึ่ง และนี่คือ
watch you words
“จงระมัดระวังคำพูดของเรา
จงพูดแต่สิ่งที่ดี คำพูดของเราต้องเต็มไปด้วยความรักและเมตตา"
A
Watch you action
“จงระมัดระวังการกระทำของเรา จงทำแต่สิ่งที่ดี
รับใช้ช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ”
T
Watch your Thought
“จงระมัดระวังความคิดของเรา เราคิดอะไรก็เป็นอย่างนั้น จงคิดแต่สิ่งที่ดีเสมอ”
C
Watch your Character
“จงระมัดระวังอุปนิสัยของเรา
อุปนิสัยของเราจะต้องเป็นอุปนิสัยที่ดีงาม”
H
Watch your heart
“จงทำจิตใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์”
จากหนังสือ....
....อัจฉริยะบนเส้นทางสีขาว ดร. อาจอง
ชุมสาย... หน้า ๑๕๑
การเป็นครูที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาทำให้ข้าพเจ้าได้เข้าใจถึงปรัชญาสูงสุดของโรงเรียนนั่นคือ การศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
เป็นกระบวนการสร้างคนที่เน้นความมั่นคงภายใน
เพื่อให้นักเรียนมีความฉลาดทั้งทางด้านจิตวิญญาณ อารมณ์ ความคิด และร่างกาย
และบัดนี้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่าความสุขของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อเสียง
เงินทอง เกียรติยศเสมอไปแต่เป็นการจุดประกายแสงสว่างแห่งปัญญาให้เกิดขึ้นกับเด็กตัวน้อยๆที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต เพียงได้ยินเสียงหัวเราะที่สดใส
แววตาที่เปล่งประกายแห่งความสุข น้ำเสียงที่บอกเล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในแต่ละวัน
ถือเป็นรางวัลอันยิ่งใหญ่อันแสนมีค่าสำหรับครูทุกคน