เหตุใดถึงไม่มีใครช่วยครูและไม่รู้ว่าแท้จริง ครูทุกข์เรื่องพฤติกรรมเด็กที่สุด
บทที่ 1 กำเนิดครูฟา
เกริ่นนำ
.........เป็นเรื่องแปลกแต่จริงในมุมมองของคนหลายๆวงการ โดยเฉพาะในวงการการศึกษาเองที่พบคณะครู จำนวนหนึ่ง ได้กล้าบุกเบิกเส้นทางแห่งกระบวนการเรียนรู้ร่วมที่มีชีวิต ประหนึ่งคอนเสิร์ตทางปัญญา หรือบันเทิงธรรม ที่ไร้กระบวนท่าไม่ตายตัว ยืดหยุ่นและดึงเอาการมีส่วนร่วมทั้งจากครอบครัว จากชุมชน และทรัพยากร องค์ความรู้ทุกอย่างที่สำคัญมาร้อยเรียงบูรณาการสอดประสานกันในเวทีเรียนรู้หนึ่งวัน สองวัน สามวัน หรือสี่วัน หรือแม้กระทั่งไม่กี่ชั่วโมงในห้องเรียนเพื่อนำผู้ร่วมเรียนรู้ไปสู่ความดี ความงาม ความจริงที่เป็นสัมมาทิฐิ (อริยสัจสี่)พร้อมยังเชื่อมโยงไปสู่ห้องเรียน วิถีที่เป็นปกติในการเรียนรู้ที่ไม่จบแค่เพียงค่ายหรือเวทีเท่านั้น อีกยังได้รับความพึงพอใจจากผู้ร่วมเรียนรู้ ตั้งแต่ระดับกลางๆจนถึงระดับพอใจมากในทันทีทันใดหลังจากผ่านเวทีไป หลายคนเปลี่ยนแปลงชีวิต กระบวนทัศน์ตัวเองแบบก้าวกระโดดและฝังลึกนาน ทั้งจากครอบครัว จากพ่อครู แม่ครู และเด็กๆ โดยเฉพาะการตอบรับอย่างดีว่าเป็นกระบวนการที่สร้างสรรค์ เป็นการคืนวิถีชุมชนในยุคดิจิตอล พัฒนาจิต เจริญปัญญา เป็นเครื่องมือของครูอย่างแท้จริง บางคนก็บอกว่า ใช่เลย มหัศจรรย์ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้ทฤษฎียึดผู้เรียนเป็นสำคัญมีตัวตนและเป็นรูปธรรม บางคนก็บอกว่านี่คือการปฏิบัติธรรม หรือค่ายคุณธรรมแฝงที่แยบยลเปี่ยมด้วยกุศโลบายยิ่งนัก บางคนบอกว่า นี่คือกระบวนการดึงและระเบิดพลังที่สร้างสรรค์ที่มีในตัวมนุษย์อยู่แล้วออกมารวมกันเพื่อสร้างสรรค์ความดีงาม บางคนก็บอกว่า นี่แหละจิตวิทยาวินัยเชิงบวกที่เห็นผลชัดแจ้งหลังจากที่ใช้มิจฉาอำนาจมานาน และมากมายความยอดเยี่ยม เสน่ห์ของพลังของกระบวนการเรียนรู้เช่นที่ว่านี้ เป็นการก้าวข้ามระเบียบวินัย การบรรยายทางเดียวและอัตตาตัวตนของครูได้อย่างน่ามหัศจรรย์มาก. ยากนักที่มีใครกล้าบุกเบิก.
.ถึงแม้จะมีครูจำนวนไม่น้อยในประเทศนี้ที่คิดว่า เป็นทางที่เป็นไปได้ยากในระบบวัดผลประเมินผลพฤติกรรมและสอบแข่งขันก็ตาม ทั้งยังไม่มีนักวิชาการท่านใดให้การยอมรับหรือกล่าวสรรเสริญ บางครั้งถึงกับสบประมาทว่า มีเพียงคนคิดค้นคนเดียวเท่านั้นหรือเปล่าที่ทำได้ หรือคิดว่านี่ มิน่าจะใช่ภาระหน้าที่หรือเส้นทางหลักของครู ลำพังงานสอนคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ อังกฤษหรือสาระวิชาต่างๆกับเด็กในห้องเรียน และบรรดางานสารพัด สารพันกิจกรรมในโรงเรียนก็มากมายอยู่แล้ว ไยถึงจะต้องมาเดินบนเส้นทางที่เป็นงานหลักของครูที่ปรึกษา ครูแนะแนวทักษะชีวิต ครูศีลธรรม หรือครูพุทธศาสนาด้วย แม้เราจะทราบกันดีว่าในความเป็นจริง ครูแนะแนวส่วนใหญ่เอง ก็มุ่งไปในทางวิชาการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือทุนการศึกษาเช่นกัน ในขณะที่ครูพุทธศาสนาส่วนใหญ่เองก็ออกนอกตัว นอกวิถีทางของอริยสัจสี่ องค์ธรรม องค์ปฏิบัติอย่างเรียบง่ายไปเสียไกล จนทำให้เด็กๆ เริ่มจับต้องธรรมะไม่ได้ และทำให้ห่างไกลธรรมมะมองไม่เห็นว่าจะนำแก่นธรรมมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันอย่างไร ดูเหมือนว่าเส้นทางดังกล่าวเพิ่งจะเริ่มต้นจริงๆ เป็นเช้าวันใหม่ที่อะไรก็ยังตึงๆ เบลอๆอยู่ ยังไม่ตื่นจากความหลับใหล ยังไม่ปลอดภัยพอที่จะให้ครูส่วนใหญ่เดินตามได้ คำกล่าวนี้มิได้กล่าวตู่อ้างเลื่อนลอยหรือต้องการกล่าวให้ร้ายครูผู้มีเมล็ดพันธ์แห่งความดีแต่อย่างใด หากแต่ว่าเกิดจากความเห็นอกเห็นใจในอาชีพครู ว่าทำไมครูต้องมาทำงานกับครอบครัว กับเรื่องของความสุขในการเรียนรู้ ทำไมต้องทำกระบวนการอะไรที่มันดูวุ่นวายด้วย ? และทำไมต้องเป็นครู ทั้งที่งานครูก็มากมายเหน็ดเหนื่อยมหาศาลอยู่แล้ว
แล้วคำถาม 3 ข้อที่ติดใจของคนนอกวงการครูก็ผุดขึ้นมา
1.เหตุใดถึงไม่มีใครช่วยครูและไม่รู้ว่าแท้จริงครูทุกข์เรื่องพฤติกรรมเด็กที่สุด
2.เหตุใดครูจึงละเลยมิติของพฤติกรรมเด็ก ครอบครัว จนคิดว่างานสอนความรู้คืองานหลักเดียว
3.เหตุใดครูจึงละเลยมิติของจิตวิญญาณและสุขแท้ด้วยปัญญาจากทุกๆสาระวิชาการเรียนรู้ไปได้
เพราะการบ่มเพาะประสบการณ์ที่เกิดจากการทำงานคลุกวงในกับคุณครูมาตลอด 3ปี ในเรื่องการพัฒนาเครือข่ายครอบครัวสุขภาวะในโรงเรียน จึงพบคำตอบบางส่วน ที่มั่นใจในระดับหนึ่งว่าถ้าครูมีเวลานิ่งใคร่ครวญตัวเอง จากภารกิจรอบด้าน จะทำให้ครูฟื้นคืนจิตวิญญาณของพ่อครู แม่ครูมาอีกครั้ง และตอบคำถามสามข้อนั้นได้ โดยผ่านกระบวนการ รูปแบบกิจกรรม ที่จุดประกายความคิด จิตใจ ความรู้สึกและเครื่องมือในการดูแลนักเรียนที่มีชีวิต ขยายฐานการดูแลเด็กให้ครอบคลุมถึงครอบครัวเด็กในเรื่องที่จำเป็นด้วยได้ โดยเน้นไปที่ ครูผู้จัดกระบวนการเรียนรู้สร้างสุขแท้ด้วยปัญญาให้เด็กและครอบครัว เราต้องการครูผู้มีเมล็ดพันธ์แห่งความดีหันมามองเส้นทางสายนี้กันให้มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น ....และดูเหมือนจะมากขึ้นจริงๆ เมื่อสภาวะทางสังคมทำให้เด็กและครอบครัวเปลี่ยนไป ส่งผลมาถึงโรงเรียนโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทำให้ครูไม่สามารถควบคุมชั้นเรียนและขาดสมาธิในการสอน หนักเข้า ครูไม่สามารถจัดการตัวเองอย่างดีพอ จนหลายครั้งมีอารมณ์ลงกับเด็ก ใช้อำนาจ ความเข้มงวด หรือไม่ก็ทางใครทางมัน เช่นเดียวกับฟากพ่อแม่ที่ไม่เข้าใจลูก คาดหวัง หรือละเลย ไม่มีเวลา จนเกิดความขัดแย้ง ติดกับอบายมุข ขาดทักษะการรับมือลูกกับโลกที่ผันผวนเปลี่ยนแปลงซับซ้อน และไม่ค่อยเห็นคุณค่าของต้นแบบที่ดี จึงเป็นเรื่องที่ว่า เริ่มมีครูบางส่วนอยากลองเดิน ลองชิม หรือ ก้าวขามาเต็มตัวกับการร่วมบุกเบิกเส้นทางที่ว่านี้บ้าง
เส้นทางที่ว่านี้คืออะไร ....
เส้นทางที่ว่านี้คือ คือ เส้นทางของครูฟา ผู้ปรับเปลี่ยนและยกระดับตัวเองจากครูผู้สอน มาเป็นผู้เอื้อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและเมตตาธรรม ไม่แยกส่วนว่านี้คือความรู้ตำรา นี่คือคุณธรรมปฏิบัติ ไม่แยกส่วนว่านี่คือการเล่น นี่คือการเรียนรู้ ไม่แยกส่วนว่านี่คือฉัน นี่คือเธอ เธอเป็นผู้เรียน จะต้องฟังฉัน หาได้เคารพในความเป็นศิษย์และเห็นชีวิตภูมิปัญญา ศักยภาพของผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างคำกล่าวอ้างในทฤษฎีการศึกษาไม่ ดูเหมือนว่า กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวจะอยู่ในอุดมคติหรือทฤษฎีเสียมากกว่า จะเป็นไปได้อย่างไร ที่จะมีกระบวนการเรียนรู้เช่นนี้ กระบวนการเรียนรู้ที่มีการนำความรู้คู่คุณธรรมที่ชัดแจ้งและมีชีวิตชีวาที่สุด อีกทั้งยังไม่เคยปรากฏในตำราภาคปฏิบัติทางจิตวิทยาการศึกษาเล่มใด ที่มีการนำพ่อแม่มาเรียนรู้แบบครอบครัวโดยผ่านกิจกรรมบูรณาการที่หลากหลายแต่ลงตัวในระยะเวลาที่พึงพอใจทุกฝ่ายได้ถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดการความขัดแย้งในครอบครัวและในห้องเรียน ที่ถือเป็นอุปสรรคความพะว้าพะวงทำให้นักเรียนวัยรุ่นไม่สามารถฝ่าไปถึงการเป็นบุคคลผู้เก่ง ดี มีสุข ตามหลักคิดได้ ไหนเล่าจะเป็นความขัดแย้งในตัวเองที่เด็กไม่รู้ว่า แรงบันดาลใจของตัวเองคืออะไร ใช้ชีวิตอย่างขาดทิศทางของความดีงาม ขาดการคิดที่เป็นระบบ ไม่สร้างสรรค์ ขาดจิตอาสา และโดนสภาวะการแข่งขัน หรือถูกกดดันจากทางบ้าน และจากคุณครูหรือหลักสูตรในโรงเรียนบีบคั้นซ้ำเติมอีก มีคนตั้งข้อสังเกตด้วยความเคารพว่า ทั้งบ้านและโรงเรียนเป็นพื้นที่สร้างทุกข์มากกว่าสร้างสุขอันดับต้นๆของเด็ก(และของโลก)หรืออย่างไร เข้าทำนอง “หนีเสือปะจระเข้”โดยเฉพาะวัยรุ่นหรือไม่ ดูจะเป็นการตั้งข้อสังเกตและสำนวนที่น่าสนใจมากทีเดียว
นี่หมายถึงอะไร หมายถึงว่า เด็กที่ภูมิคุ้มใจไม่ดีพอ ก็จะถูกสิ่งต่างๆล่อลวงไปแสวงหาความสุขในวิถีความเชื่อตามกลุ่มเพื่อนหรือสังคมที่หลงผิดได้โดยง่าย อะไรเล่าถ้าไม่ใช่ วาทะที่เรามักจะว่ากันว่า เด็กกำลังเผชิญปัญหา มิใช่ตัวปัญหา เช่น ผลการเรียนต่ำ ติดเกมส์ สื่อมอมเมา เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ฯลฯและมากมายปัญหาสังคมที่กระทบกับเด็ก ครอบครัว และการเรียนรู้ และดูจะรุนแรงซับซ้อนขึ้นไปทุกขณะ จะกล่าวเช่นไรก็ตาม ทางเอกของการแก้ปัญหานี้ เหล่าครูฟาได้ลองมาหมดทุกวิธี และมิใช่ว่าจะมาเอาแต่กล่าวตำหนิการทำงานของคุณครู หรือระบบการศึกษา ทุกเครื่องมือที่เคยใช้มา อาทิ การเยี่ยมบ้าน การเข้าค่ายคุณธรรม การคัดกรองรายบุคคล การให้คำปรึกษา เดี่ยว กลุ่มย่อย คงมิต้องกล่าวถึงเครื่องมือประเภทกรอกข้อมูลเอกสาร ที่เป็นข้อเหนื่อยใจของครูอยู่แล้ว จนพบว่าทางเดินดังกล่าวมิได้ช่วยให้บรรลุมรรคผลของการทำให้เด็ก เก่ง ดี มีสุข อย่างเป็นระบบมีพลังพอและสร้างสรรค์ได้
กว่าร้อยเวทีการเรียนรู้ที่ลองผิดลองถูก ประสบการณ์และการเติบโตของบทเรียนการทำงาน ทั้งที่เป็นทางการ ไม่เป็นทางการ ทั้งที่เป็นเวทีครู เวทีพ่อแม่ และเด็กๆจิตอาสา บทเรียนทั้งหมด ย่อมทำให้เหล่าครูฟาทั้งหลายกล้าฟันธงเป็นเสียงเดียวกันว่า
“โรงเรียนควรเป็นพื้นที่สร้างสุขแท้ด้วยปัญญา
และการมีส่วนร่วมของพ่อแม่และชุมชนอย่างครบวงจร”
และหัวใจของความคิดนี้ ไม่มีอะไรมากมายนอกจาก การเปลี่ยนวิธีคิด และเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีส่วนร่วม สร้างสรรค์ แตะใจภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีคุณค่า และเคารพในศักยภาพมนุษย์ว่า พัฒนาเป็นคนดี เป็นคนเก่งได้ ด้วย “สัมมาทิฐิสุนทรียกระบวนการ”นั่นเอง
ครูฟา ครอบครัวสร้างสุข ผู้ใช้“สัมมาทิฐิสุนทรียกระบวนการ”ด้วยใจที่เมตตา อ่อนโยนจึงเป็นคำตอบ สำหรับงานวิจัยกระบวนการเรียนรู้ที่ยังไม่มีนักวิชาการรองรับ มีเพียงการแปลทฤษฎีพระพุทธศาสนามาสู่การปฏิบัติที่เรียบง่ายด้วยคาวระและเมตตาธรรมต่อทุกๆคน ด้วยกระบวนการเรียนรู้ รูปแบบกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เชื่อมั่นอย่างไม่คลอนแคลน ไม่ว่าจะมองในมุมภาคนโยบาย หรือภาคกลไกปฏิบัติว่า นี่คือทางเอก ทางสายกลาง และสายหลักที่จะดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในทุกๆด้าน ทั้ง กาย ใจ สังคมและจิตวิญญาณ เป็นสุขแท้ด้วยปัญญา และเป็นองค์รวมของความสุขต่อไปได้ ประเทศชาติ การศึกษา การเมือง หรือเศรษฐกิจ จะพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ก็ด้วยรากฐานของสันติภาพและสิ่งฝันในใจที่เป็นความดีความงาม ความจริงของทุกๆครอบครัว