โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา อีกหนึ่งความรู้และความประทับใจที่ได้จากโครงการอ่านวิทย์...


จากการไปศึกษาเรียนรู้ ณ แหล่งเรียนรู้แห่งหนึ่งในประเทศไทย "โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา" ผู้เขียนขอนำเสนอความรู้เกี่ยวกับโรงไฟฟ้าแห่งนี้ค่ะ

โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา...โรงไฟฟ้าใต้ดินหนึ่งเดียวของไทย

โรงไฟฟ้าแต่ละชนิดมีคุณลักษณะพิเศษที่แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ถ่านหินน้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิง หรือ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง จะเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มีกำลังผลิตสูงเป็นโรงไฟฟ้าที่ออกแบบมาสำหรับการเดินเครื่องเป็นระยะเวลานานๆเพื่อจ่ายพลังงานไฟฟ้าแบบคงที่ เพื่อเป็นฐานไฟฟ้า (Base Load) โรงไฟฟ้าเหล่านี้จะมีข้อจำกัดที่ไม่เหมาะสมกับการเดินเครื่องในระยะเวลาสั้นๆ หรือ การเปลี่ยนแปลงการรับภาระ (Load) พลังงานไฟฟ้าบ่อยๆ

ส่วนโรงไฟฟ้าพลังน้ำโดยส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ที่ไม่มีข้อจำกัดในการเดินเครื่องสามารถเดินเครื่องเข้าสู่ระบบไฟฟ้าสะดวกและรวดเร็ว เหมาะกับการเดินเครื่องเพื่อเสริมระบบไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง (Peak Load) เป็นตัวแปรที่ช่วยเสริมให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนาเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ มีคุณลักษณะพิเศษออกไป กล่าวคือ การเดินเครื่องเพื่อผลิตไฟฟ้า (Generation) ซึ่งเหมือนกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำทั่วไป แต่มีลักษณะพิเศษกว่าก็คือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนไปเดินเครื่องเป็นมอเตอร์ปั๊ม (Moter/Pump) เมื่อได้รับกระแสไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าจากภายนอกเข้ามา เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator/Turbine) จะเปลี่ยนเป็นมอเตอร์ปั๊มสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคองขึ้นไปเก็บไว้ที่อ่างพักน้ำตอนบน (Upper Pond) เพื่อเก็บสำรองพลังงาน ไว้ใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้าเมื่อระบบไฟฟ้ามีความต้องการ

โรงไฟฟ้ากังหันลมลำตะคอง

การผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม

พลังงานลมเป็นพลังงานธรรมชาติที่สะอาดบริสุทธิ์ ใช้แล้วไม่มีวันหมดเช่นเดียวกับพลังงานแสงอาทิตย์จึงทำให้พลังงานลมได้รับความสนใจในการศึกษาและพัฒนาให้เกิดประโยชน์กว้างขวาง เช่น การสูบน้ำ การผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นต้น

กฟผ.จึงดำเนินเนินโครงการติดตั้งกังหันลมขนาดใหญ่ ขนาด 1.25 เมกะวัตต์ จำนวน 2 ชุด  ติดตั้งแล้วเสร็จพร้อมจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 552 ทั้งนี้ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 145 ล้านบาท ถือได้ว่าเป็นกังหันลมขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ที่สามารถผลิตกระแฟฟ้าประมาณ 4.60 ล้านหน่วยต่อปี จ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา ได้ประมาณ 4,800 ครัวเรือน สามารถทดแทนการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึง 1.10 ล้านลิตรต่อปี และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนได้ประมาณปีละ 2,300 ตัน

หมายเลขบันทึก: 375382เขียนเมื่อ 15 กรกฎาคม 2010 16:12 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 23:13 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี