Alchemy Language Exchange is an Internet-enabled, high-performance Translation Memory (TM) database server. Powered by Microsoft SQL Server technology, it is a solution for successful global organizations that require reliable, high performance, flexible, secure and shared access to their linguistic assets.
บทความยังแสดงให้เห็นว่า “บางตำราบอกว่าไม่มีใครสอนใครได้ในเรื่องภาวะผู้นำ แต่สามารถช่วยเขาให้เรียนรู้ได้(No one can teach anybody in Leadership but we can help them to learn) ซึ่งภาวะผู้นำในด้านใดด้านหนึ่งอาจจะทำได้ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำได้ดีหมดทุกเรื่อง”
Our SL model consists of the Coordinating Council, three committees, working groups and the board. The Coordinating Council holds responsibility for keeping the organization on track with our mission, vision and strategy, and organizational legal, financial and community accountabilities. The Council is comprised of three staff members, each of whom is engaged in and represents a key area of the organization's work: Research, Capacity-Building, and Support Services Committees. Council tenures rotate on a staggered cycle among each committee's members giving everyone the opportunity to serve while maintaining structural continuity.
The three committees coordinate programmatic and support services work. Every staff member sits on one of the committees, engages in the work and ensures that program and support services function well. Committees are responsible for ensuring staff members are supported in their work and that they are meeting their responsibilities.
Working groups handle the day-to-day tasks of the organization: supporting community-based research, transferring research capacity to communities, providing research support to social justice efforts, fundraising, bookkeeping, financial management, governance, operations, communications, human rights/resources. Staff collaboration in operating the organization helps ensure that organizational knowledge is shared, not lost when staff members move out of the organization.
ภาวะผู้นำที่สำคัญต้องมีคุณลักษณะของผู้นำมี 2 ประการคือ ลักษณะผู้นำประการที่ 1.To Lead is to Service ถือได้ว่าเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ โดยการศึกษาที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน เพื่อเปรียบเทียบหาความแตกต่างของผู้นำที่มีประสิทธิภาพและไม่มีประสิทธิภาพ ควบคุมโดย Rensis Likert ได้ให้ความหมายของผู้นำที่มีประสิทธิภาพ คือผู้นำที่มุ่งความสนใจผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อที่สร้างกลุ่มทำงานที่มีประสิทธิภาพให้บรรลุเป้าหมายในการปฏิบัติที่สูงขึ้น8 การนึกถึงจิตใจผู้อื่น (Consideration) คือพฤติกรรมที่อธิบายขอบเขตที่ว่าผู้นำไวต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และเคารพในความคิดและความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย(Mutual trust)
ประการที่ 2. To lead is to follow ความเป็นผู้นำต้องเป็นคนเสียสละและไม่คิดถึงรางวัลในการทำงานใด เข้ากับการบริหารแนวพุทธ ซึ่งในบทความได้ยกภาษิตจีนมาเป็นตัวอย่าง แต่กลับไปบอกว่าคนไทยเวลาทำสำเร็จแล้วจะอยู่รอเพื่อรับการชื่นชมสรรเสริญเยินยอ แสดงว่าไม่ได้ถูกฝึกภาวะผู้นำ คือทุกคนที่มีความเป็นผู้นำจริงของไทยนั้น ตัวเองต้องมาที่หลัง เช่นกินที่หลัง นอนที่หลัง มีจิตเมตตา มีความกรุณา เป็นต้น
ภาวะผู้นำจะต้องรับรู้สาระสำคัญของการบริหารยุคใหม่ภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ หมายถึง การบริหารองค์การภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมใหม่ จะต้องรู้จักออกแบบองค์การเพื่อการรองรับผลกระทบจากภายนอก (Designing Organizations for the International Environment)10 ซึ่งมีองค์ประกอบหลัก 4 ประการ คืออินเตอร์เน็ต (Internet) โลกาภิวัฒน์ (Globalization) , การบริหารความรู้ (Knowledge management) และความร่วมมือกันข้ามพรมแดนภายในและระหว่างองค์กร(Collaboration across “boundaries”)รวมทั้งที่ ศ.กฤษ เพิ่มทันจิตต์ ได้กล่าวไว้ว่า ศาสตราจารย์ Thomas S. Bateman และ ศาสตราจารย์ Scott A. Snell ได้เขียนหนังสือเรื่อง Management : The New Competitive Landscape (การจัดการในภูมิทัศน์การแข่งขันใหม่) ภาวะผู้นำขององค์การ เป็นบทบาทที่สำคัญที่ผู้บริหารต้องทำหน้าที่ให้ครบถ้วนอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นำต้องปรับตัว และจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้สมาชิกในองค์การพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง และสนองตอบต่อนโยบายกลยุทธ์ขององค์การตลอดจนต้องทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของสภาพแวดล้อมที่มากระทบต่อองค์การ11
Put he right man in the right job. ยังใช้ได้ดีในทุกสถานการณ์ และทุกที่ ผู้นำที่ดีต้องรู้จักลูกน้องของตนว่าใครเหมาะที่จะทำอะไร งานไหนควรให้ใครรับผิดชอบ คนไหนเก่งอะไร มีข้อบกพร่องด้านใดอยู่บ้าง ก็พยายามแก้ไขให้เขาสมบูรณ์แบบขึ้น ใครขาดใครเกินส่วนไหน ก็ปรับแต่งให้ลงตัว อย่างนี้จึงจะเรียกว่า บริหารคนเป็น การรู้จักนิสัยใจคอ ความชอบส่วนตัวของลูกน้อง นอกจากจะทำให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพขึ้นแล้ว ยังเป็นข้อหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ผู้นำเอาใส่ใจต่อลูกน้องของเขาเป็นอย่างดี
ในบทความของ อาจารย์.สิทธิชัย ฝรั่งทอง ได้กล่าวถึงภาวะผู้นำโดยรวมทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ว่าผู้นำนั้นจะต้องมีความรู้บางอย่างในทุกอย่าง หรือรู้ทุกอย่างในบางอย่าง "Know something in everything" หรือ "Know everything in something" สามารถนำไปใช้ได้ในทุกวิชาชีพ
แต่คำว่าภาวะผู้นำนั้นคือการเป็นผู้นำซึ่งหมายถึง ความสามารถที่จะสร้างความเชื่อมั่น และการสนับสนุนให้เกิดขึ้นระหว่างบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการบรรลุเป้าหมายขององค์กร (DuBrin, 1998:2) หรือ ความสัมพันธ์ที่มีอิทธิพลระหว่างผู้นำและผู้ตาม ที่มีความตั้งใจต่อการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและการเปลี่ยนแปลงนั้นสะท้อนจุดหมายที่มีร่วมกันระหว่างผู้นำและผู้ตาม (Draft, 2005:5) [1]
ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าผู้นำนั้นเน้นที่ความสามารถ (Leader Competencies) และความสามารถนั้นต้องพัฒนาโดนเน้นพัฒนาที่สำคัญ 2 ประการ คือ
1. การพัฒนาตน (Self-Development)
2. การพัฒนาบุคคลอื่น หรือพนักงานในองค์กรของตน (Others Development)
อาจารย์.สิทธิชัย ฝรั่งทอง ยังบอกต่ออีกว่า “เรียนเรื่องภาวะผู้นำจากตำราเพียงอย่างเดียวไม่ได้จะสอนจากประสบการณ์ เช่น ถ้าบริษัทไหนล้มเหลว ก็จะนำความล้มเหลวนั้นมาพูดคุยกันว่าทำไมถึงล้มเหลว แล้วถ้าคุณเป็นผู้บริหารจะทำอย่างไร และถ้าเกิดความสำเร็จก็จะประเมินกันว่าสำเร็จเพราะอะไร แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ซึ่งจะทำให้ความเป็นผู้นำแหลมคมขึ้น”
ดังนั้นผู้นำต้องมีความสามารถด้านการมองโลกแบบโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ศึกษาความสำเร็จและความล้มเหลว ของธุรกิจที่มีการหยุดนิ่งหรือกำลังเดินไปด้วยดีนั้นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง (Change) (อัมพร แสงมณี, 2552.) และเพื่อที่จะต้องทำความเข้าใจกับกรณีศึกษา ซึ่งสามารถนำมาเป็นเงื่อนไขของปรับองค์การให้แข่งขันต่อไปได้ โดยผู้นำจะต้องปรับองค์กรเป็น”องค์การแบบโลกาภิวัฒน์ (Global Organizations) ดังกรณีตัวอย่างที่แสดงไว้ในกรอบ[2]
Alchemy Language Exchange is an Internet-enabled, high-performance Translation Memory (TM) database server. Powered by Microsoft SQL Server technology, it is a solution for successful global organizations that require reliable, high performance, flexible, secure and shared access to their linguistic assets.
บทความยังแสดงให้เห็นว่า “บางตำราบอกว่าไม่มีใครสอนใครได้ในเรื่องภาวะผู้นำ แต่สามารถช่วยเขาให้เรียนรู้ได้(No one can teach anybody in Leadership but we can help them to learn) ซึ่งภาวะผู้นำในด้านใดด้านหนึ่งอาจจะทำได้ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำได้ดีหมดทุกเรื่อง”
คงอาจจะต้องกล่าวว่าเป็นบางตำราจริง ๆ เพราะอันที่จริงแล้วการเกิดผู้นำที่มีภาวะนั้น จะต้องมีพื้นฐานที่ดี ตัวอย่างเช่น กีฬากอล์ฟ คุณจะต้องมีพื้นฐานของทฤษฎี ของแต่ละท่าและขั้นตอน ที่คุณจะเล่นมัน ไม่ว่าจะเป็นการจับไม้ (Grip) ยืนที่ต้องถูกท่า (Address) จะต้องเรียนรู้ คุณถึงจะมีพื้นฐานที่ดี (Basic) ดังนั้นภาวะผู้นำในองค์กรธุรกิจจะต้องพึ่งองค์การที่ใช้ความรู้เป็นฐาน (Knowledge-based Organization) จะเกิดการใช้ผู้นำร่วมกัน (Shared Leadership) ดังกรณีตัวอย่างที่แสดงไว้ในกรอบของ how does Shared Leadership work[3]
How does Shared Leadership work?
Our SL model consists of the Coordinating Council, three committees, working groups and the board. The Coordinating Council holds responsibility for keeping the organization on track with our mission, vision and strategy, and organizational legal, financial and community accountabilities. The Council is comprised of three staff members, each of whom is engaged in and represents a key area of the organization's work: Research, Capacity-Building, and Support Services Committees. Council tenures rotate on a staggered cycle among each committee's members giving everyone the opportunity to serve while maintaining structural continuity.
The three committees coordinate programmatic and support services work. Every staff member sits on one of the committees, engages in the work and ensures that program and support services function well. Committees are responsible for ensuring staff members are supported in their work and that they are meeting their responsibilities.
Working groups handle the day-to-day tasks of the organization: supporting community-based research, transferring research capacity to communities, providing research support to social justice efforts, fundraising, bookkeeping, financial management, governance, operations, communications, human rights/resources. Staff collaboration in operating the organization helps ensure that organizational knowledge is shared, not lost when staff members move out of the organization.
ภาวะผู้นำนั้นก็คือความเป็นผู้นำนั้นเอง ซึ่งมีอยู่หลากหลายแบบ ในบทความได้ยกตัวอย่าง ภาวะผู้นำในยามวิกฤต ภาวะผู้นำในภาวะปกติ ภาวะผู้นำทางการเมือง ภาวะผู้นำในเศรษฐกิจ ภาวะผู้นำในสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลง ฯลฯ ดังนั้น ตามหลักการจริง ๆ แล้วการที่จะเกิดภาวะผู้นำนั้นมันขึ้อยู่กับสถานการณ์ในยามวิกฤต และมีบุคคลใดหรือบุคคลหนึ่งมาเป็นผู้เสนอแนวคิด ออกคำสั่งตามกลยุทธเขาได้เสนอแนะมาและทุกคนทำตาม และพาให้รอดปลอดภัยมาได้แก้ปัญหาได้ เหมือนเราดูภาพยนต์เรื่องตึกนรกที่มีผู้นำออกมาจากตึกได้ ตัวอย่างปัจจุบันภาวะผู้นำของนักการเมือง ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องแสดงบทบาทและหน้าที่ เพื่อจะต้องแก้ปัญหาด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ สอนกันไม่ได้ และต้องมีการหล่อหลอมสะสมประสบการณ์ ต้องผ่านกระบวนการของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึ่งจะเป็นคนที่มีภาวะผู้นำ การเกิดภาวะผู้นำนั้นจะต้องบูรณาการทั้ง 3 ทักษะของ Robert Lukasz[4] ทักษะด้านเทคนิคของการปฏิบัติงาน (Technical Skill) ภาวะผู้นำในยามวิกฤตที่มีอุบัติเหตุหรืออุบัติภัย ผู้นำที่เข้าทำการช่วยเหลือจะต้องมีความรู้และความสามารถด้านเทคนิคต่าง ๆ ในการใช้เครื่องมือ เช่น อุบัติภัยจากแผ่นดินไหว ตึกถล่มทับคน ผู้นำจะต้องมองออกว่าจะช่วยได้อย่างไร เป็นต้น ส่วนทักษะในเรื่องคน (Human Skill) จะต้องเข้าใจคนแต่ละกลุ่มแต่ละภาวะที่เขาจะต้องชักจูงใจอย่างไรที่จะให้คนเหล่านั้นมาช่วยให้งานสำเร็จได้ และทักษะด้านความคิด(Conceptual Skill) ภาวะผู้นำที่เกิดได้นั้นเขาต้องมีความรู้ทางทฤษฎีหลักการ และมีความคิดเชิงระบบที่เป็นบวก (Positive Thinking) จึงจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดได้
นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความหมายของผู้นำไว้ว่า "ผู้นำคือ คนที่คิด คนที่พูด คนที่ทำอะไรแล้วคนอื่นเชื่อถือ อยากทำตาม อยากช่วยเหลือ อยากสนับสนุน" คำกล่าวของนายอานันท์ ปันยารชุน ถ้าพิเคราะห์ดี ๆ แล้ว สอดคล้องกับ สามทักษะของ Robert L.Katz จะขอยกตัวอย่างภาวะผู้นำของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่แสดงออกด้านผู้นำ คนที่คิดดี คนที่พูด คนที่ทำอะไรแล้วคนอื่นเชื่อถือ อยากทำตาม อยากช่วยเหลือ อยากสนับสนุน จนได้รางวัลโนเบล[5]
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา พอได้รางวัลโนเบล ก็รีบประกาศว่า แปลกใจและรู้สึกเป็นเกียรติ ถ่อมตนด้วยว่า คงจะไม่สามารถเปรียบกับผู้ได้รับรางวัลโนเบลคนอื่น
เสียงวิพากษ์วิจารณ์พรรคอเมริกาทั่วโลกว่า เอ๊ะ ทำไมจึงให้โอบามาได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ทั้งๆ ที่เพิ่งจะรับตำแหน่งยังไม่เกิน 1 ปี ผลงานก็ยังต้องพิสูจน์กัน แต่คณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบล ประกาศว่า แนวทาง นโยบาย ที่บารัก โอบามา นำมาใช้ ทำให้โลกเกิดสันติขึ้นมาทันที อย่างน้อยที่สุด บรรยากาศการเจรจาต่อรองก็ดีกว่า สมัยอดีตประธานาธิบดีบุชแน่นอนครับ เขาไม่ได้เอ่ยชื่อบุช แต่จากการวิเคราะห์ชัดเจนว่า คณะกรรมโนเบล มองบุชเป็นศัตรูต่อสันติภาพ ฉะนั้น เป้าหมายของคณะกรรมการชุดนี้จึงไม่ใช่ให้รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ แก่โอบามา เพราะโอบามาได้สร้างผลงานแล้ว แต่ให้กับ ความพยายาม แนวทาง นโยบาย การยื่นมือให้แก่ประเทศที่เคยเป็นศัตรูกับสหรัฐ ความพยายามที่จะลดอาวุธนิวเคลียร์ในโลก และการที่ทำให้ความตึงเครียดในสมัยอดีตประธานาธิบดีบุชนั้น ผ่อนคลายทันที โอบามา ก็รู้ครับ บอกว่า รางวัลโนเบล ไพรซ์นี้ ให้เขาเพื่อทำงาน ไม่ใช่เป็นการตอบแทนผลงาน เพราะโอบามายอมรับว่า ภารกิจข้างหน้า ยังมีอีกมากมายนักเสียงวิจารณ์ดังขรมไปทั่วโลก ฝ่ายที่ไม่ชอบโอบามานี่บอกเลยว่า นี่เป็นตลกร้าย ของคณะกรรมการโนเบล แม้กระทั่งคนอเมริกันเองหลายคน ก็บอกว่า ให้ รางวัลนี้แก่โอบามา เพราะอะไรหรือ ? ผลงานก็ยังไม่ปรากฏชัดเจน แต่ว่า ก็ไม่น้อยที่มองว่า โอบามาควรจะได้รับรางวัลนี้ เพื่อเป็นการมอบหมายภารกิจให้โอบามาทำให้สำเร็จ นั่นคือ ทำให้โลกนี้มีสันติภาพ ให้เจรจาลดอาวุธนิวเคลียร์ และให้คนที่ไร้โอกาสทั่วโลก คนผิวดำ ชนกลุ่มน้อย ผู้ยากจน ที่สมัยหนึ่งไม่อยู่ในข่ายมีอำนาจต่อรอง เมื่อเห็นภาพลักษณ์ของโอบามา แนวทาง ทิศทาง แล้ว น่าจะมีความหวังมากขึ้น แล้วแต่คุณจะมองว่า โอบามายืนอยู่ตรงไหนของประวัติศาสตร์แต่รางวัลโนเบลนี้ มอบไปแล้ว จะกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ
ในบทความยกตัวอย่างถึง"อับราฮัม ลินคอร์น" ได้ทำให้แนวคิดนี้เปลี่ยนไป เพราะ "อับราฮัม" ไม่ได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กล่าวไว้ คือไม่ได้เป็นลูกผู้ดีมีเงิน ไม่ได้เป็นลูกของผู้ปกครองบ้านเมือง แต่เป็นคนจนธรรมดาๆ สมัครเป็นผู้แทนหลายครั้งก็ไม่ได้ แต่พอสมัครเป็นประธานาธิบดีครั้งเดียวได้ ดังสนั่นโลกเลย ทำให้ตำราภาวะผู้นำต้องเปลี่ยนไป ไม่ใช่มาจากสายเลือด แต่มาจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม ไปสอดคล้องกับปัจจุบันมากที่มี ประธานาธิบดี บารัก โอบามา เป็นคนผิวสี ที่ได้ผ่านการเลือกตั้งเพราะสภาพแวดล้อมภายนอกและภายในขององค์การ ประเทศสหรัฐอเมริกาถือว่าในสมัยอดีตประธานาธิบดีบุช เกิดผลกระทบต่อประเทศมากมายโดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจของอเมริกาที่ถดถอย และความตึงเครียดต่อประเทศต่าง ๆ วิเคราะห์แล้วไปเข้ากับทฤษฎีสภาพแวดล้อมขององค์การ องค์การที่จะได้เปรียบในการแข่งขันและสามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างยั่งยืน จะต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมภายนอกองค์การหรือสภาพแวดล้อมทั่วไป ประกอบด้วย
1. แรงผลักดันจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ผู้บริหารในปัจจุบันจะต้องตื่นตัวและรู้เท่าทันความเป็นไปของเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและระดับโลก เพราะต้องอยู่ท่ามกลางการแข่งขันแย่งชิงลูกค้า ขณะที่ทรัพยากรต่างๆ ก็มีอยู่อย่างจำกัด
2. แรงผลักดันจากปัจจัยทางด้านสังคมและวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่สามารถกำหนดได้จากทัศนคติ ความต้องการ ความคาดหวัง การศึกษา ความคิด ความเชื่อ ค่านิยมของผู้คนในสังคมนั้นๆ
3. แรงผลักดันจากปัจจัยทางด้านกฎหมายและการเมือง หมายถึง กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่ออกโดยรัฐบาล เพื่อกำหนดและควบคุมการประกอบกิจการต่างๆ ส่วนปัจจัยด้านการเมืองคือ ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ ตลอดจนวิสัยทัศน์ของผู้นำที่มีต่อการประกอบกิจการของภาคเอกชน
4. แรงผลักดันจากสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจได้ไวมาก องค์การใดต้องการอยู่รอดและเพิ่มความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน จะต้องพัฒนาและจัดหาเทคโนโลยีเข้ามาใช้
5. สภาพแวดล้อมอันเกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติ เนื่องจากมีการทำลายทรัพยากรและสภาวะแวดล้อมทุกด้าน ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ธรรมชาติมากขึ้น องค์การธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัว เพราะหากดำเนินการต่างๆ โดยขาดวิจารณญาณแล้ว อาจส่งผลเสียหายต่อองค์การทั้งทางกายภาพและด้านภาพลักษณ์ขององค์การ[6]
ตามหลักทฤษฎีดังกล่าวจึงทำให้ โอบามา ได้รับเลือก เขาได้ใช้ภาวะผู้นำที่จะใช้เทคโนโลยีในการช่วยหาเสียงและเมื่อเขาได้รับเลือกเป็นประนาธิบดีแล้วยังต่อยอดนโยบายด้าน ไอที (Information Technology) เข้ามามีบทบาทในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและนำประเทศให้เป็นเลิศทางเทคโนโลยี ไอที และโอบามา ให้นโยบายทุกอย่างที่ตรงกันข้ามกับบุช ทำให้ความเป็นผู้นำนั้นเด่นชัดมากขึ้นถึงแม้ผลงานยังไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ตาม แต่ก็ทำให้คณะกรรมการโนเบลไพร์ (ปี 2009) จึงให้รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ แก่โอบามา
สำหรับในต่างประเทศ บรรดาตระกูลเศรษฐีดังๆ ทั้งหลาย ล้วนมีการปลูกฝังและฝึกสร้างภาวะผู้นำให้กับคนในตระกูลเพื่อสร้างความก้าวหน้าขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือเป็นผู้นำประเทศด้วยกันทั้งสิ้น หนึ่งคือ ต้องให้สัมผัสกับคนจน สองสัมผัสกับหัวหน้ากรรมกรที่มีคนรักนับถือมาก และสามสัมผัสนักการเมือง นี้คือการสร้างประสบการณ์จริงของการที่จะสร้างให้เกิดความเป็นผู้นำในสถานการณ์ต่าง ๆ
Exhibition from whatmakesagoodleader.com
เพราะบรรดามหาเศรษฐีทั้งหลายมองภาพของการที่จะสร้างภาวะผู้นำให้เกิดกับลูกของตนเองเพื่อที่จะสามารถนำกลยุทธ์ของผู้นำในลักษณะดับต่าง ๆ เพราะการไปสัมผัสกับบุคคลเหล่านั้นเหมือนได้สัมผัสกับ CEO [(Chief Executive Officer)7 หมายถึง ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรที่จะต้องมีภาวะผู้นำในการบริหารองค์กรไปสู่ความสำเร็จตามวิสัยทัศน์ (Vision) และเป้าหมายรวมของหน่วยงานที่กำหนดไว้ โดยให้คนในหน่วยงานมีส่วนร่วมในการบริหารงานในแต่ละระดับให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่รับผิดชอบ ของแต่ละกลุ่มอาชีพ
ภาวะผู้นำที่สำคัญต้องมีคุณลักษณะของผู้นำมี 2 ประการคือ ลักษณะผู้นำประการที่ 1.To Lead is to Service ถือได้ว่าเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ โดยการศึกษาที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน เพื่อเปรียบเทียบหาความแตกต่างของผู้นำที่มีประสิทธิภาพและไม่มีประสิทธิภาพ ควบคุมโดย Rensis Likert ได้ให้ความหมายของผู้นำที่มีประสิทธิภาพ คือผู้นำที่มุ่งความสนใจผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อที่สร้างกลุ่มทำงานที่มีประสิทธิภาพให้บรรลุเป้าหมายในการปฏิบัติที่สูงขึ้น8 การนึกถึงจิตใจผู้อื่น (Consideration) คือพฤติกรรมที่อธิบายขอบเขตที่ว่าผู้นำไวต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และเคารพในความคิดและความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย(Mutual trust)
ประการที่ 2. To lead is to follow ความเป็นผู้นำต้องเป็นคนเสียสละและไม่คิดถึงรางวัลในการทำงานใด เข้ากับการบริหารแนวพุทธ ซึ่งในบทความได้ยกภาษิตจีนมาเป็นตัวอย่าง แต่กลับไปบอกว่าคนไทยเวลาทำสำเร็จแล้วจะอยู่รอเพื่อรับการชื่นชมสรรเสริญเยินยอ แสดงว่าไม่ได้ถูกฝึกภาวะผู้นำ คือทุกคนที่มีความเป็นผู้นำจริงของไทยนั้น ตัวเองต้องมาที่หลัง เช่นกินที่หลัง นอนที่หลัง มีจิตเมตตา มีความกรุณา เป็นต้น
Leadership นั้นจะต้องมึคุณสมบัติคุณลักษณะผู้นำที่ดี
1. มีความรู้ ความสามารถ การใช้สติปัญญานั้น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ เมื่อมีสติ ปัญญาดีก็เกิด
2. เป็นผู้มีสังคมดี คำว่าสังคมดีคือจะต้องมีลักษณะของการเป็นผู้นำที่มีอารมณ์มั่นคงมีวุฒิภาวะ มีความเชื่อมั่นในตนเองมีความสนใจและใช้กิจกรรมต่าง ๆ อย่างกว้างขวางเพื่อประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน
3. เป็นผู้ที่มีแรงกระตุ้นภายใน คือมีจิตสำนึกเกิดขึ้นในตัวของผู้นำ เป็นแรงกระตุ้นที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ต่อแรงจูงใจที่จะโน้มน้าวให้ผู้ปฏิบัติงานมีความปรารถนาที่จะทำงานนั้นให้เกิดความสำเร็จ
4. เป็นผู้ที่มีทัศนคติที่ดีและมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีผู้นำจะต้องตระหนักในคุณค่าและศักดิ์ศรีของตัวเอง ของลูกน้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคน มองโลกในแง่ดีในการที่จะทำให้กิจการต่าง ๆ ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย9
บทสรุป
ภาวะผู้นำจะต้องรับรู้สาระสำคัญของการบริหารยุคใหม่ภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ หมายถึง การบริหารองค์การภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมใหม่ จะต้องรู้จักออกแบบองค์การเพื่อการรองรับผลกระทบจากภายนอก (Designing Organizations for the International Environment)10 ซึ่งมีองค์ประกอบหลัก 4 ประการ คืออินเตอร์เน็ต (Internet) โลกาภิวัฒน์ (Globalization) , การบริหารความรู้ (Knowledge management) และความร่วมมือกันข้ามพรมแดนภายในและระหว่างองค์กร(Collaboration across “boundaries”)รวมทั้งที่ ศ.กฤษ เพิ่มทันจิตต์ ได้กล่าวไว้ว่า ศาสตราจารย์ Thomas S. Bateman และ ศาสตราจารย์ Scott A. Snell ได้เขียนหนังสือเรื่อง Management : The New Competitive Landscape (การจัดการในภูมิทัศน์การแข่งขันใหม่) ภาวะผู้นำขององค์การ เป็นบทบาทที่สำคัญที่ผู้บริหารต้องทำหน้าที่ให้ครบถ้วนอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นำต้องปรับตัว และจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้สมาชิกในองค์การพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง และสนองตอบต่อนโยบายกลยุทธ์ขององค์การตลอดจนต้องทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของสภาพแวดล้อมที่มากระทบต่อองค์การ11
ประโยชน์ที่ได้รับ
1.เกิดความรู้ รู้หลักการในเรื่องการบริหารงานของผู้นำแต่ละบุคคล
2.รู้แนวทางการบริหารงานอย่างมีกระบวนการ
3.สามารถปฏิบัติงานตามแนวทางการบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานของตนเอง
5.สามารถนำความรู้ไปพัฒนางานเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด
เรื่องโดย อ.ประณม ถาวรเวช
องค์กรไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ก็สามารถสิ่งที่ยิ่งใหญ่จนได้รับคำชื่นชมว่ามีความสำเร็จได้ทั้งนั้น ขอเพียงมีองค์ประกอบในการทำงานดี ความสำเร็จก็รออยู่ไม่ไกลองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ ผู้นำต้องดี ถ้ามีผู้นำดี ลูกน้องก็ไม่หลงทาง องค์กรก็ไม่เป๋ จะคิดอะไร จะทำอะไร ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ นี่คือ 10 องค์ประกอบของผู้นำที่ทรงประสิทธิภาพ ที่ทุกองค์กรต้องมองหา
1. ตัดสินใจเด็ดขาด
ผู้นำที่รู้จักตัดสินใจอย่างเด็ดขาด มักมีคุณสมบัติพิเศษควบคู่กันอยู่อีกประการหนึ่งเสมอคือ มักถูกต้องและมีเหตุมีผล เขามักจะเป็นคนที่พูดจาคำไหนคำนั้น ถือได้ว่าเป็นผู้นำที่ดีที่สุดของลูกน้อง บางครั้งการตัดสินใจดูเหมือนจะใช้ความคิดของตนเป็นใหญ่ไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ เพราะเขากำลังอยู่ใน บทบาทซึ่งเป็นผู้นำ และเขาจะติดตาม รับผิดชอบไปจนเสร็จสิ้นทั้งกระบวนการถ้าผู้นำมีความมุ่งมั่น ตัดสินใจเร็ว ไม่โลเล เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยๆ ลูกน้องก็จะเกิดความมั่นใจ เชื่อถือ และสามารถทำงานได้โดยไม่สะดุดบ่อยๆ ผิดกับเจ้านายที่โลเลต่อการตัดสินใจ ลูกน้องก็มักจะมีบุคลิกภาพแบบนักรีรอ ไม่พร้อมจะทำ ไม่พร้อมจะลุย ไม่พร้อมจะตัดสินใจ และไม่พร้อมจะรับผิดชอบด้วยเช่นกัน
2. มีเป้าหมายชัดเจน
นอกจากจะเฉียบขาดแล้ว ผู้นำที่มีจุดยืน มีอุดมการณ์ หรือมีจุดหมายที่ชัดเจน ก็เป็นที่ต้องการเป็นอย่างยิ่ง จุดหมายที่องค์กรมีร่วมกันโดยมีนายเป็นผู้ถือธงนำนั้น ก็เหมือนกับทั้งทีมได้เห็นเส้นชัยหรือหลักชัยที่ต้องเดินไปให้ถึง ถ้ามีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจนแล้ว เราก็สามารถมุ่งหน้าไปยังจุดๆ นั้นได้ง่าย และเร็วขึ้น เพราะเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ คนที่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่นั้น ย่อมดีกว่าเดินไปคิดลังเลไป เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
3. รู้จักใช้คน
Put he right man in the right job. ยังใช้ได้ดีในทุกสถานการณ์ และทุกที่ ผู้นำที่ดีต้องรู้จักลูกน้องของตนว่าใครเหมาะที่จะทำอะไร งานไหนควรให้ใครรับผิดชอบ คนไหนเก่งอะไร มีข้อบกพร่องด้านใดอยู่บ้าง ก็พยายามแก้ไขให้เขาสมบูรณ์แบบขึ้น ใครขาดใครเกินส่วนไหน ก็ปรับแต่งให้ลงตัว อย่างนี้จึงจะเรียกว่า บริหารคนเป็น การรู้จักนิสัยใจคอ ความชอบส่วนตัวของลูกน้อง นอกจากจะทำให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพขึ้นแล้ว ยังเป็นข้อหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ผู้นำเอาใส่ใจต่อลูกน้องของเขาเป็นอย่างดี
4. ซื่อสัตย์
นอกจากจะเป็นคนที่ทำงานเก่งแล้ว ผู้นำต้องเป็นตัวอย่างของความซื่อสัตย์ต่อองค์กรด้วย เขาควรจะบริหารค่าใช้จ่ายภายในอย่างเป็นธรรมถูกต้อง ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบให้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ได้ การมีเจ้านายเป็นคนเก่ง และเป็นคนดีที่ไว้ใจได้ อาจพูดได้ว่าเป็นโชคทบของลูกน้องที่ได้ร่วมงานด้วยเลยทีเดียว และคุณสมบัติเช่นนี้ก็จะเป็นแบบอย่างให้ลูกน้องตระหนักถึงคุณลักษณะที่ดี ของเขา เขาควรจะยิ่งต้องยึดถือความสัตย์ซื่อเป็นสรณะตามไปด้วย
5. สนับสนุนลูกน้อง
ผู้นำที่ดีต้องให้โอกาสลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชา เปิดโอกาสให้เขาได้ทำงานที่พิสูจน์ความสามารถของเขาด้วย งานใดจะส่งเสริมให้ความสามารถของลูกน้องโดดเด่นเป็นที่ยอมรับ ก็ควรสนับสนุน ไม่ใช่แย่งผลงานและโอกาสในการสร้างผลงานของลูกน้องมาเป็นผลงานของตัวเองหมดเสียทุกครั้งไป ให้โอกาสเขาได้เจริญเติบโต พร้อมทั้งผลักดัน สนับสนุน ให้สร้างเสริมความสามารถให้ยอดเยี่ยมขึ้นเรื่อยๆผู้นำที่ดีต้องสร้าง ลูกน้องให้เก่งขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าเขาจะเลื่อนขั้นขึ้นมาทำงานแทนได้ในภายภาคหน้า
6. มีมนุษยสัมพันธ์ดี
ผู้นำที่ดีต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดี ทั้งในและนอกองค์กร บางครั้งนอกองค์กรนายอาจจะเป็นคนนิสัยดีเยี่ยม อัธยาศัยดี น่าคบหา แต่กับคนใกล้ตัวอย่างลูกน้องในองค์กร นายอาจจะเปลี่ยนนิสัยไปอยู่ขั้วตรงข้าม อย่างนั้นก็นับเป็นผู้นำที่ใช้ไม่ได้ นายที่ดีต้องไม่ลืมข้อนี้ แค่ทักทาย ถามไถ่ทุกข์สุขลูกน้อง ขอบคุณเมื่อเขาทำงานให้ ให้รางวัลหรือคำชมเชย เมื่อเขาทำในสิ่งซึ่งน่าชมเชย เหล่านี้เป็นต้น นายที่ดีต้องรู้จักยืดหยุ่น มีอารมณ์ขัน อาจมีการพบปะสังสรรค์กันนอกเวลางานบ้าง เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน และจะส่ง ผลให้การทำงานราบรื่นยิ่งขึ้น
7. รู้จักรับฟังความคิดเห็นของลูกน้อง
ผู้นำที่เอาแต่พูดๆๆๆ อยู่ฝ่ายเดียว โดยไม่ฟังความคิดเห็นหรือคำอธิบายของลูกน้องเลย นับเป็นเจ้านายที่ปิดกั้นตัวเองอย่างยิ่ง แน่นอนว่าเจ้านายมักมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่า มีความรู้มากกว่าลูกน้อง แต่การไม่ยอมรับฟังอะไรจากใครเลย ก็ไม่เป็นผลดี เพราะบางทีลูกน้องอาจมีข้อเสนอดีๆ ที่นายมองข้ามไป หรืออาจมีคำ อธิบายที่ฟังขึ้นในความผิดพลาดของงานที่นายมองไม่เห็น การฟังลูกน้องพูดหรืออธิบายบ้าง จะช่วยให้ลูกน้องทำงานอย่างสบายใจ ไม่รู้สึกกดดันมากนัก เมื่อมีปัญหาเขาจะกล้ามาถามหรือเสนอแนะในข้อที่เขาเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ดี แค่รู้จักฟังลูกน้องให้มากขึ้นเพียงนิดหน่อย ก็จะกลายเป็นผู้นำหรือเจ้านายที่น่ารักขึ้นอีกโขเชียวค่ะ
8. บุคลิกภาพต้องดีเยี่ยม
เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง ผู้นำหรือเจ้านายควรเป็นผู้มีบุคลิกดี แต่งกายเหมาะสมกับรูปร่าง หรือ ฐานะทางสังคม ต้องดูสะอาดสะอ้าน ดูสุภาพ เข้างานสังคมได้อย่างไม่ขัดหูขัดตา และมีบุคลิกดึงดูดใจ น่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ถ้าคุณเป็นผู้นำหรือนายที่ความสามารถเป็นเลิศอยู่แล้ว แต่บุคลิกภาพกลับดูแย่ อย่างนี้ก็ถือว่าก็ยังมีข้อบกพร่องให้ลูกน้องรู้สึกไม่ดีได้ จึงโปรดอย่าตกม้าตายด้วยเรื่องง่ายๆ เรื่องนี้
9. มีศิลปะในการเจรจา
ขอเพียงพูดด้วยความนุ่มนวล พูดอย่างรู้จักไตร่ตรอง รู้จักสถานการณ์ รู้คิด รู้กาลเทศะ และรู้จักคนที่เรากำลังเจรจาด้วย ความสำเร็จก็รออยู่ไม่ไกล ในการพูดนั้นต้องคิดก่อน มีการเตรียมการมาก่อน ความคิดต้องไม่สับสน พูดอย่างสั้น กระชับ ตรงประเด็น จริงใจ เป็นธรรมชาติ ใช้เสียงที่ดังพอประมาณ คือให้คู่สนทนาได้ยินชัดเจน หากมีผู้ร่วมสนทนาหลายคน ทุกคนต้องได้ยินเสียงพูดอย่างทั่วถึงกัน พูดจาต้องมีหางเสียง มีจังหวะจะโคนที่ราบรื่น มีเสียงหนักเบาเพื่อเน้นความสำคัญของสิ่งที่พูด และไม่ทำให้รู้สึกเบื่อ สายตาควรจับจ้องไปยังผู้ฟังถ้วนทั่ว และเมื่อพูดจบ จงแสดงท่าทีว่าคุณพร้อมแล้วที่จะรับฟังความเห็นของคนอื่น ไม่ปิดกั้น ไม่คิดว่าสิ่งที่คุณพูดไปนั้นดีที่สุด ถูกต้องที่สุดกว่าคนอื่นๆ แต่มันมีความถูกต้องรอบคอบอย่างที่สุดแล้ว จากความคิดของคุณ คนอื่นๆ มีความคิดเห็นอย่างไร ต้องเปิดโอกาสให้เขาแสดงออกมา เพื่อได้รับแรงสนับสนุน หรือหากถูกค้าน ก็เป็นโอกาสที่เราจะอธิบายเพิ่มเติมได้
10. มีความเป็นผู้นำ
ความเป็นผู้นำนี้แหละ สำคัญสูงสุด และลอยตัวอยู่เหนือเพศสภาพ คนเป็นผู้นำไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาเป็นเพศใด แต่เขามีความคิดที่เฉียบคม ที่การลงมือที่เฉียบขาด และมีการประสานงานที่เฉียบแหลม เขามักอยู่ข้างหน้าผู้อื่นเสมอ ทั้งการคิด การแสดงความคิดเห็น การลงมือทำ และความรับผิดชอบ เขาต้องพร้อมจะผิดก่อนคนอื่น และอธิบายถึงความผิดพลาดนั้นอย่างกล้าหาญ ถูกต้อง และแสดงภูมิรู้ว่าเขาเกิดการเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ พร้อมกันนี้เขาก็พร้อมจะนำพาทุกคนให้ก้าวพ้นความผิดพลาดนั้นๆ ปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง เข้าใจองค์กรและเห็นใจผู้ร่วมงาน ประสานประโยชน์ขององค์กรและผู้ร่วมงานได้ดี ได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากผู้ร่วมงานในทุกระดับ
ประโยชน์ที่ได้รับ
1.มีความรู้ในการบริหารงาน
2.รู้องค์ประกอบในการบริหารงาน
3.สามารถนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อหน่ายงาน
4.สามารถนำความรู้ไปบริหารและปรับปรับปรุงหน่วยงานให้ดีขึ้น
5.นำความรู้ที่ได้มาพัฒนาตนเอง
โดย อาจารย์ ปกรณ์ วงศ์รัตนพิบูลย์
การพัฒนาภาวะความเป็นผู้นำในตัวคุณให้แข็งแกร่ง
ปัจจุบันเราจะประสบปัญหา เรื่อง วิกฤติผู้นำกันอยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศ, องค์กร หรือหน่วยงานต่างๆ เพราะดูเหมือนเราจะหาผู้นำที่เป็น “ของแท้” หรือ ผู้นำที่ “น่าเชื่อถือ” จริงๆ นั้นยากมาก การสร้างให้คนในองค์กรมีภาวะความเป็นผู้นำ (Leadership) นับว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพื่อที่จะทำให้องค์กรพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง (Change) ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรุนแรงมากในขณะนี้
นิยาม “ผู้นำ” ในด้านต่างๆ มีมากมาย หลากหลายทฤษฎี ขึ้นอยู่กับว่าใครจะชอบแบบไหน และแต่ละคนนั้นก็มี Style ของความเป็นผู้นำที่แตกต่างกัน ดังนั้น การจะบอกว่า ผู้นำแบบดีกว่ากันนั้น คงไม่สามารถบอกได้ และไม่สมควรที่จะนำมาพูดกันด้วย เพราะผู้นำแต่ละแบบก็มีข้อดี- ข้อเสียแตกต่างกัน รวมทั้งยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ภาวะความเป็นผู้นำก็อาจแตกต่างันไปด้วย
สิ่งที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของ ภาวะความเป็นผู้นำของตัวเราเอง มากกว่าว่า เราสามารถที่จะเป็นผู้นำได้ดีแค่ไหน มีความน่าเชื่อถือจากบุคคลอื่นๆ มากน้อยอย่างไร สามารถบอกได้หรือไม่ว่าเราเป็นผู้นำ “ของแท้” เพราะความเป็นผู้นำนั้นอยู่ภายในตัวเรา แล้วเราแสดงออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้ ไม่ใช่ตำแหน่ง หรือสิ่งที่เราบอก ดังนั้นการพัฒนาภาวะความเป็นผู้นำในตัวเองให้แข็งแกร่ง ย่อมเป็นประโยชน์ต่อเรามากที่สุด
ผมขอแนะนำแนวความคิดของคุณสมบัติความเป็นผู้นำที่เด่นๆ บางส่วนมาแลกเปลี่ยน เพื่อเป็นมุมมองสำหรับการพัฒนาตัวเอง ของแต่ละคน ที่ชอบคุณสมบัติไหนเป็นพิเศษ ก็หยิบไปพัฒนาตัวเองได้ ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกคุณสมบัติเหล่านี้ ผมใช้ประสบการณ์ของตัวเอง ในการอ่านหนังสือ, การบริหารงาน, การเป็นที่ปรึกษา, การเป็นโค้ช และสังเกตจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จทั่วๆไป มาเขียนเป็นแนวความคิดของผม ดังนี้ครับ
• การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน
ผู้นำต้องมีความฝัน (วิสัยทัศน์) ที่ชัดเจน และยึดมั่นต่อความฝันของตัวเองอย่างแน่วแน่ เพื่อไม่ให้ผู้ตามไขว้เขว และวิสัยทัศน์ของเรานั้นหากยิ่งใหญ่ และชัดเจนเท่าใด ก็จะทำให้มีผู้ตามมากขึ้นเท่านั้น หากเราไม่มีความฝัน ก็ยากที่จะมีผู้ตาม เพราะผู้อื่นจะไม่รู้ว่าเราจะไปที่ไหนก็เลยไม่รู้ว่าจะไปทำไม
• ความเชื่อมั่นในตัวเอง
หากไม่เชื่อมั่นว่าจะทำได้ เราไม่มีวันที่จะทำได้แน่นอน ถ้าทำได้ก็แสดงว่า ฟลุ๊ก ดังนั้นความเชื่อมั่นในตัวเอง ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ก่อนการลงมือทำ ถ้าเราไม่เชื่อมั่นในตัวเองใครจะมาเชื่อมั่นในตัวเรา ทัศนคติเชิงบวกจะช่วยให้เราเชื่อมั่นในศักยภาพของเรามากขึ้น โดยเราต้องบอกตัวเอง อยู่เสมอๆ ว่า “เราทำได้!” แล้วเราก็จะทำสำเร็จได้จริงๆ
• ความมุ่งมั่น ทุ่มเท ในแผนงานอย่างต่อเนื่อง
ผู้นำต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้ตามหรือทีมงาน ถ้าเราไม่มุ่งมั่น ทุ่มเท กับแผนงานที่เราคิดและเขียนขึ้นมาอย่างต่อเนื่องแล้ว เราคงไม่สามารถบอกให้ผู้อื่นทุ่มเทได้ เพราะผู้นำเป็นอย่างไร ผู้ตามก็จะเป็นอย่างนั้น ลองสังเกตดูได้เวลาที่เรารู้สึกขี้เกียจสักพักจะเห็นน้องๆ เริ่มเฉื่อยๆ เลยครับ
• การสื่อสารความเข้าใจกับผู้อื่น
วิสัยทัศน์ และแผนงานของเรา ต้องได้รับการยอมรับจากทีมงาน มิเช่นนั้น เราก็ต้องทำงานคนเดียว ซึ่งก็คงไม่สำเร็จแน่นอน ดังนั้นต้องให้แน่ใจว่าการสื่อสารของเราไปถึงทีมงานนั้น ได้รับการตอบรับอย่างดี ทุกคนเข้าใจในเรื่องที่เราสื่อสารอย่างชัดเจน ดังนั้นการสื่อสารจึงต้องมุ่งเน้นที่ผู้ฟังเป็นสำคัญ ต้องใช้ ข้อความและภาษาที่เหมาะกับเขา เป็นหลัก มิใช่พูดแบบเดิมกับทุกกลุ่ม ซึ่งจะไม่ได้ผลแน่นอน
• รับฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ
การรับฟังเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับผู้นำ เพราะการรับฟังทำให้นเข้าใจผู้อื่น เพราะหากเราต้องการนำใครแล้ว เราควรเข้าใจในความต้องการของเรา มิเช่นนั้นเราก็จะไม่ได้ความไว้วางใจจากเขาเลย เมื่อผู้นำรับฟังผู้อื่น มากขึ้น ผู้อื่นก็จะรับฟังผู้นำอย่างเต็มใจ แต่ปัจจุบัน ผู้นำหลายคนไม่ค่อยฟังผู้อื่น ส่วนใหญ่แล้วจะยึดถือความคิดของตัวเองเป็นหลักมากกว่า
• การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยม
เราไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ ดังนั้นเราจึงควรเป็นผู้นำ360องศา คือเป็นผู้นำรอบทิศทาง ดังนั้นคุณสมบัติความมีมนุษยสัมพันธ์กับบุคคลรอบด้านที่ดีเยี่ยม ก็จะทำให้เราสามารถทำงานร่วมกับบุคคลต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และจะได้รับความร่วมมือที่ดี สุดท้ายงานก็จะบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายได้
• ความมีใจรักในงานที่ทำ
ไม่มีใคราทำอะไรได้ดี ในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ และคนส่วนใหญ่ก็จะทำในสิ่งที่ตัวเองรักอย่างจริงจัง และมีความสุขจึงลืมความเหน็ดเหนื่อยไปเลย ผู้นำที่มีความรักในงานที่ทำอย่างลุ่มหลง ก็จะทำงานนั้นอย่างเต็มที่ ไม่ย่อท้อ แม้ว่าจะเจออุปสรรคต่างๆ มากมาย ก็จะทำให้ผู้ตามมองเห็น และอยากร่วมงานนั้นมากขึ้น เพราะพลังที่ผู้นำใช้ในการทำงานก็จะแพร่ไปถึงผู้ตามด้วยเช่นเดียวกัน ทำให้ทีมงานกระตือรือร้นในเป้าหมายนั้นร่วมกัน
• การรู้จักแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
บทพิสูจน์ผู้นำที่แท้จริง คือ การเผชิญกับปัญหาแล้วสามารถแก้ไขได้อย่างสร้างสรรค์ ไม่ถอยหนีแม้ว่าจะยุ่งยากแค่ไหนก็ตาม ผู้นำมักจะอยู่ด้านหลังเวลางานนั้นสามารถได้ผลสำเร็จตามเป้าหมาย แต่ผู้นำจะออกมายืนแถวหน้าทันที เมื่องานนั้นพบกับปัญหาที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น และผู้นำประเภทนี้แหละที่ทีมงานต้องการและไว้วางใจที่สุด
• ความเป็นผู้รับผิดชอบอย่างแท้จริง
ผู้นำ จะรับทั้งผิดและชอบ ในผลงาน ไม่ว่าผลลัพธ์ จะเป็นเช่นไร ก็ตาม ความรับผิดชอบเป็นคุณสมบัติที่ผู้นำหลายคนประกาศก้องกันก่อนทำงานว่า ยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง และเมื่อนั้น ทีมงานก็จะมีหัวใจพองโต ที่พร้อมจะลุยไปข้าหน้าร่วมกับผู้นำเอง แต่หากผู้นำขาดความรับผิดชอบ แล้วไซด์ เชื่อได้เลยว่า คุณคงต้องเดินโดยลำพังแน่นอนเลย
คุณสมบัติความเป็นผู้นำ เด่นๆ เหล่านี้ ผมใช้ในการฝึกฝนตัวเอง อยู่เรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ ทุกๆ วัน เพราะผมมีความเชื่อว่า การสร้างภาวะความเป็นผู้นำ (Leadership) เป็นเรื่องที่ “ทำได้” และต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่สามารถหยุดได้ เพราะเรื่องภาวะผู้นำเป็นสิ่งที่เรียนรู้ไม่จบสิ้น จึงอยากเชิญชวน ให้พวกเราลองนำไปพัฒนาตัวเองดู แล้วคอยสังเกตดูว่าตัวเราเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ โดยการสังเกตกับคนรอบข้างเราก็ได้
จากประสบการณ์ของผม ที่เกิดกับตัวเอง และเกิดกับ Coachee หลายๆ คนที่พัฒนาตัวเองเพื่อให้มีภาวะความเป็นผู้นำสูงขึ้นนั้น จะเกิดจากความรู้สึกว่าคนรอบข้างเราเปลี่ยนไป เมื่อปฏิบัติกับเรา เช่นตั้งใจฟังเรามากขึ้น, กลัวเราน้อยลง, อยากพูดคุยกับเรามากขึ้น, ทำในสิ่งที่เรามอบหมายให้ดีขึ้น เป็นต้น แรกๆ ผมก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมหลายๆคน เปลี่ยนแปลงไป (แต่ผมก็ชอบนะครับ) สุดท้ายมานั่งวิเคราะห์อีกที พบว่าเป็นเพราะเราเปลี่ยนแปลงไปนี่เอง เลยทำให้ ผู้อื่นรู้สึกในภาวะความเป็นผู้นำของเรามากขึ้น เสมือนหนึ่งว่าเรามีอิทธิพล(Influence) ต่อเขามากขึ้น สิ่งใดที่เรามอบหมายก็จะได้รับการตอบสนองในด้านที่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาไปเลย
ความหมายของภาวะความเป็นผู้นำ มีมากมาย ผมขอนำมาเป็นตัวอย่าง เพื่อเป็นแง่คิด สำหรับการพัฒนาตัวเอง ดังนี้ครับ
ภาวะความเป็นผู้นำ… คือ
• การแบกรับความรับผิดชอบในขณะที่ผู้อื่นสรรหาคำแก้ตัว
• จุดแรงบันดาลใจ วาดภาพให้ผู้อื่นมองเห็นศักยภาพในการทำประโยชน์ ที่ซ่อนอยู่ในตัวเขา
• การมองเห็นโอกาสในขณะที่ผู้อื่นมองเห็นวิกฤต
• การทำฝันให้เป็นจริง
• ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยไม่กลัวความล้มเหลว
การพัฒนาภาวะความเป็นผู้นำ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องไกลตัว หรือไปทำกันเมื่อขึ้นเป็นผู้จัดการ หรือผู้บริหารแล้วเท่านั้น แต่ควรเรียนรู้ และพัฒนาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อทำให้การขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นนั้น มีความพร้อมอย่างเต็มเปรี่ยมทั้งด้านทักษะการทำงาน (Hard Skill) และภาวะความเป็นผู้นำ (Soft Skill) หากองค์กรใดให้ความสำคัญเรื่องภาวะความเป็นผู้นำกับบุคคลทุกระดับแล้ว ก็จะทำให้องค์กรนั้นพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง และการแข่งขันในทุกระดับได้ โดยไม่ต้องกังวลใจเลย
ประโยชน์ที่ได้รับ
1.เกิดความรู้ รู้หลักในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับความเป็นผู้นำที่ดี
2.ปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างผู้นำที่ดีให้ผู้ตามเกิดความเชื่อมั่นในตัวผู้นำได้
3.สามารถนำหลักการมาปฏิบัติเพื่อให้ประสบผลสำเร็จในการทำงานในหน่ายงาน
4.สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างสร้างสรรค์
5.นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานของตนได้