เมื่อหลายวันก่อน แม่พลอย บอกว่าแม่กอบหรือคุณอุไร วิรุฬบุตร หัวหน้ากลุ่มงานเวชกรรมสังคมและหัวหน้ากลุ่มงานจิตเวช ได้ส่งเรื่องเล่ามาให้ ซึ่งข้าพเจ้าได้นั่งอ่านและรู้สึก "มีความสุข" ที่ได้อ่าน
แม่กอบ...พี่กอบ ป้ากอบ เป็นนามที่หลายคนเรียกแตกต่างกันออกไป มีความเป็นกันเองค่อนข้างสูง และเป็นหัวหน้าที่สามารถเข้าถึงได้ มีมุมมองและมีความเข้าใจต่อเรื่องราวและสิ่งต่างๆ สามารถนำมาสู่การใช้ในการบริหารงานได้ตลอดระยะเวลาเป็นสิบๆ ปี...
จุดประกายและเดินไปถึง...หมออนามัย
ตอนที่ ๑
ในสมัยเด็กขณะนั้นเรียนหนังสือ ม.๑-ม.๒ ดิฉันมีพี่สาวจบผดุงครรภ์จากวชิระพยาบาล มาประจำอยู่ที่สุขศาลาบ้านตาดทอง (สมัยนี้เรียกว่าสถานีอนามัย) ดิฉันและคุณยายได้ไปนอนเป็นเพื่อนพี่สาวที่สุขศาลาในเวลากลางคืนมีชาวบ้านมาตามพี่สาวไปทำคลอดในหมู่บ้าน ข้าพเจ้าได้ตามไปด้วย มีความประทับใจที่ได้ช่วยเหลือชาวบ้าน ให้เขาได้พ้นจากความเจ็บปวด เขาปลอดภัยทั้งแม่และลูก หลายครั้งต่อหลายครั้งที่ไปกับพี่สาว ไม่ว่าคลอดบุตรหรือปวดหัวตัวร้อน เป็นไข้ ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่เดินมาพบเจ้าหน้าที่ไม่ได้ พี่สาวของดิฉันก็จะออกไปพบให้การรักษา และเยี่ยมตลอด หลายครั้งที่ดิฉันตามไปด้วย ก็เกิดความประทับใจมาก และใฝ่ฝันอยากเป็นหมออนามัยเหมือนพี่สาวเพราะได้ช่วยเหลือชีวิตผู้ตกทุกข์ได้ยาก ลำบาก ให้เขาเหล่านั้นได้พ้นจากความทุกข์หรือผ่อนคลายความกังวล ตลอดจนหายจากโรคร้ายเหล่านั้น
เวลาผ่านไปหลายปีดิฉันสอบได้ ไปเรียนพยาบาล ๔ ปีสำเร็จกลับมารับราชการที่ รพ.ยโสธร ตั้งแต่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๑๗ ได้เป็นพยาบาลประจำตึกหลายตึก รวมถึงได้เป็นหัวหน้าตึกศัลยกรรมชายด้วย แต่ละวันพบแต่ปัญหาความเจ็บปวดของผู้ป่วยแต่ละรายไม่เหมือนกัน
ดิฉันทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะนั้น บางวันเกิดความสงสาร ติดตา ติดตามความคิด จนทำให้นอนไม่หลับได้เหมือนกัน ปฏิบัติเช่นนั้นเป็นเวลาหลายปี
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๒ นพ.กวี ไชยศิริ หัวหน้ากลุ่มงานเวชกรรมสังคมชวนไปทำงานกับชุมชน เป็นสิ่งที่ฝันและเป็นจริง เมื่อไปปฏิบัติงานในชุมชน ได้พบประชาชนที่มีปัญหา เราสามารถช่วยเหลือแก้ปัญหาได้ เขาและเรานั้นมีความสุข ยินดี ปรีดา ในขณะเดียวกันเราก็มีความสุขไปด้วย เหนื่อยกายแต่สุขใจ ได้บุญกุศลตามมาด้วย
จนกระทั่งทุกวันนี้ดิฉันมีความสุขมาก เพราะเดินไปตามหมู่บ้านทั้งในเขตเทศบาล และในหมู่บ้านใกล้เคียงตลอดจนสถานที่ราชการ ไม่มีใครที่จะไม่ทักทายและสวัสดี ต่อด้วยเสียงเรียกว่า "คุณหมอกอบ" แม้กระทั่งคนถีบสามล้อยังยกมือไว้ (ของฝากไม่พูดถึงนะคะ) นี่แหละคือ ความสุขทางใจ ซื้อไม่ได้นะคะ ต้องปฏิบัติดีมีความเป็นกันเอง ทำให้เขาเกิดความศรัทธาแล้วผลจะตามมาเอง ผู้เขียนได้เล่าในชีวิตจริงให้ฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจเพียงเล็กน้อย หรือเผื่อเกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย
ขณะที่สดับรับฟังเรื่องราวอันเป็นเรื่องเล่าของแม่กอบนั้น ความอิ่มปรากฏขึ้นในใจของข้าพเจ้า อันเป็นความอิ่ม...อันอิ่มเอมและหัวใจนั้นพองโต สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสถึงความงดงามแห่งเส้นทางวิถีการงานของแม่กอบ...คือ แรงบันดาลใจ อันเป็นแรงบันดาลใจที่มีมาจากความรักในพี่สาว ศรัทธาในพี่สาว ชื่นชมในการทำงาน เป็นเหมือนหัวใจของแม่กอบในห้วงเวลานั้นได้รับการรดน้ำและบ่มเพาะ "จิตอันเป็นสาธารณะ" ที่ส่งผลต่อความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อผู้อื่น
เมื่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจ...สิ่งที่ตามมาคือ การมีเป้าหมายที่ชัดเจนต่อเส้นทางการทำงาน และยิ่งเมื่อได้รับโอกาส อันเป็นการได้รับอย่างที่เป็นผู้มองเห็นคุณค่าของโอกาสนั้น ทำให้แม่กอบค่อนข้างคุ้มค่าต่อการใช้โอกาสที่ได้รับ
หลายครั้งหลายครา ที่ข้าพเจ้ารู้สึกชื่นชมในวิถีแห่งการทำงานของแม่กอบ ผู้เป็นตัวอย่างของการบริหารงาน บริหารชีวิตอย่างที่เปี่ยมด้วยศาสตร์และศิลปะ... มีความยืดหยุ่น สนับสนุน และให้โอกาสต่อผู้อื่นด้วย แม้แต่...ข้าพเจ้าเอง การได้ก้าวย่างสู่การทำงานเพื่อผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นงานแบ่งปันวิทยาทาน การทำ R2R หรือการทำงานสงเคราะห์ต่างๆ สิ่งหนึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากแม่กอบ...เป็นสำคัญ
--------------------------------

เข้ามาช่วยรดน้ำพรวนดินขอรับ....ให้กำลังใจแด่กัน
ขอบพระคุณค่ะ คุณ เนิ่ม ขมภูศรี ทำให้นึกถึง "ความ" ที่ว่า โลกเรานั้นต้องช่วยกันรดน้ำคนละไม้คนละมือ...แม้บางครั้งถึงทำคนเดียว ก็จะทำ เพราะเชื่อว่านี่คือ หนทางที่นำไปสู่ความหลุดพ้น...จากความทุกข์ทั้งปวง ที่ไม่เป็นเพียงแค่ดำเนินไปเฉพาะ "ปัจเจคบุคคล" หากแต่...มีความเชื่อมโยงกันในทุกสรรพสิ่งค่ะ
'' แม้ทำคนเดียวก็จะทำ......''
.......
ตรงใจจริงมากครับ แม้ทำคนเดียวก็จะทำ เดินคนเดียวก็จะเดิน เพราะใจกระผมมิได้หวั่นไหว เพราะกระผมตั้งใจอย่างแรงกล้า ตั้งใจอย่างมาก ความเป็นจริงที่เป็นจริงคือ ไม่ว่าเราจะตั้งใจกระทำสิ่งอันใด เมื่อมีองค์กรหรือการให้ที่เกี่ยวกับเรื่องผลตอบแทน ย่อมมีการหวังผลว่า สิ่งที่จะได้รับคืออะไร ได้กำไรไหม ได้มีคนรู้จักไหม ได้โฆษณาไหม คนที่ได้รับจะสามารถบอกต่อไปได้หรือไม่ว่า ที่นี่นะ ที่นั่นนะ มาให้ฉัน .......สิ่งที่ฉันให้ จะได้อะไร
.......
การให้ การมอบเช่นนั้น มิใช่การเดินทางของข้าพเจ้า มิใช่อย่างยิ่ง การให้นี้ ฉันอยากให้เธอ ด้วยใจของฉัน ฉันอยากบอกเธอว่า ฝันของเธอจะเป็นความจริงได้ ด้วยความมีมานะ บากบั่น ต่อสู้ ไม่ย่อท้อ ฉันอยากบอกเธอว่า ประเทศนี้ โลกนี้ บ้านเมืองนี้ มีคนใจดีอยู่อีกมาก มาก ฉันอยากบอกเธอว่า ต่อไปขอให้เธอเดินทางบนเส้นทางสายแห่งรักนี้ เพราะวันหนึ่ง ถ้าเธอเจริญเติบโตไปเป็นบุคคลผู้ปกครองคน เป็นครู เป็นคนรับจ้าง เป็นคนเก็บขยะ ฉันอยากให้เธอเป็นเพื่อนกับลูกของฉัน ลูกฉันก็เป็นเช่นเดียวกับเธอ อย่าแก่งแย่งกันเลย อย่าได้ทำร้ายกันเลย อย่าได้ทะนงตนเลย ขอให้เธอมีชีวิตอยู่ ด้วยความรัก ขอให้เธอมีภาพความรักที่เป็นความฝันของฉันและก็อีกหลายท่าน ขอให้เธอได้ซึมซับกับความทรงจำนี้ ถ้าเธอตระหนักรู้ในสิ่งที่ได้รับมอบด้วยใจ ฉันเชื่อว่า การตอบแทนของเธอ จะสามารถนำเรื่องดีงามสืบเนื่องต่อไปแทนฉัน ที่กำลังจะลาจากผืนแผ่นดินนี้
......
....
กระผมเดินทางมาพบท่าน สิ่งที่พบนั้น มันยากมากขอรับ ยากอย่างยิ่ง มิใช่อยากได้เงินบริจาค มิใช่อยากได้สิ่งตอบรับ มีเงินอยู่เท่านี้ก็ซื้อจักรยานได้ มีคันเดียวก็ไปมอบให้ได้ มีสิบคันก็มอบให้ได้ แต่เรื่องราวระหว่างทางที่เดินไปถึงใจของคนนั้น ตอนนี้ยังคงเป็นสองข้างทางที่มืดมิด เสียงกระซิบนี้ คงเป็นเสียงที่แผ่วเบามาก แผ่วเบา ..ดั่งเสียงของดวงดาว
.....
ความเพียรเท่านั้น ที่ยังคงทำให้กิจกรรมนี้ได้เดินทางไปอย่างไม่รีบร้อน เดินทางไปอย่างไม่เร่งรีบ นั่งชมนกชมไม้สองข้างทาง นั่งฟังเสียงน้ำไหล แวะนั่งบอกเล่ากับพ่อเฒ่าแม่ใหญ่ แวะบอกดอกไม้ดอกหญ้า เดินไปเล่าให้ไพรฟัง เดินไปร้องบอกว่าฉันผ่านทางมา ไปกันไหม ไปค้นหาดวงดาว ไปค้นหาเสียงกระซิบ ที่แผ่วเบา ....
.....
การเดินทางไปกับฉัน อย่าได้หยิบเครื่องขยายเสียงไปด้วยกันเลย เพราะเสียงมันดัง ดังเกินไป ฉันเกรงว่านกจะหนวกหู อย่าได้ไปตีเกาะเคาะกลองในตู้กระจกเลย เพราะเสียงมันดังเกินไป ไปกันเงียบ ๆ ไปบอกนกกันอย่างเงียบ ๆ ไปบอกแม่ไก่ ไปบอกต้นไม้ เงียบ ๆ เพราะว่าความเงียบนี้ จะเป็นความเงียบที่ดำรงอยู่ ในใจเธอ.....
(ขอขอบพระคุณอย่างมาก ที่เห็นความเป็นจริง และให้กำลังใจที่ดีมาก กระผมเลยขอนอกเรื่องจากบันทึก เพื่อขอบพระคุณนะครับ )