ปนน.

ณ  ห้วงเวลาหนึ่งที่หลายคนเพรียกหาความสุข

หลายคนจากที่นี่ไป ด้วยภารกิจแห่งชีวิตที่ต้องขวนขวายและเดินทางค้นหาชีวิตของตัวเอง

หลายคนยังต้องวนเวียนอยู่กับ ปนน. ในหลายๆโอกาส

 

คนที่จบแล้ว จากไป ใจก็คะนึงหา ระคนในดวงจิตคิดนึกถึงวันเวลาที่ได้ผ่านล่วงเลยไปอย่างไม่หยุดยั้ง  คิดถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ เสียงเพลงและเสียงกลอง  และหลายคนก็คงคิดถึงและนึกตลกทุกๆครั้งที่ตนเองแต่งชุดซูลูซีลีครั้งแรกในชีวิต 

 

คนที่อยู่ก็มีสุขทุกข์คละเคล้ากันไปตามบทบาทและหน้าที่

 

หลายคนจากไป และเป็นบัณฑิตแห่ง ปนน. ที่เติบใหญ่ เติบโต แผ่กิ่งก้านสาขา อยู่ในต่างถิ่น

แต่ก็ยังคิดถึงถิ่นที่เก่า

 

2540-2541  การรวมตัวกันของนักศึกษาที่มีอุดมการณ์ที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่นได้เริ่มขึ้นจากหลายๆคน หลายๆคณะ  ผมเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เพราะขณะนั้นยังอ่อนเยาว์นักที่จะได้รู้จักกันในชื่อ “ศูนย์ประสานงานนักศึกษาเพื่อน้องผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา” --- ศนน.  และมีพัฒนาการมาเป็น ชมรมประสานงานนักศึกษาเพื่อน้องผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา(ปนน.) ในลำดับต่อมา

 

เวลาได้ผันผ่านไปจนถึงต้นปี 2546 ผมไปค่ายแรกกับ ปนน. ที่นาหนองทุ่มวิทยา จังหวัดชัยภูมิ  ยังความประทับใจและดีใจมาสู่ชีวิต  แม้ขณะนี้ก็ยังรู้สึกภูมิใจที่ตัดสินใจไปค่ายในครั้งนั้น

 

บนตึกแฝด.............ต้องเดินขึ้นไปชั้น 2 ผ่านหน้าพี่น้องอนุรักษ์ไปสู่ห้องน้อยๆ ถูกโอบล้อมไว้ในห้องแคบ  แต่ใจเราใหญ่ ฮึกเหิมเสมอๆ

 

เราเคยบ่นๆกันว่า  “ห้องชมรมแคบ”........... ประชุมก็ต้องนั่งบนรองเท้าหน้าประตูบ้าง ยืนบ้าง เพราะเนื้อที่ส่วนใหญ่ถูกแบ่งไปใช้เป็นที่สำหรับอุปกรณ์และเอกสารต่างๆนานา

 

ปี 2547-2548 พวกเราเปลี่ยนสีประตูหน้าชมรมให้เป็นสีแดง ......เรียกว่า ปนน. ยุคประตูแดง  อันมีนายสังคม  เทียบผา เป็นประธานชมรม และถัดมาด้วยภาสกร  เตือประโคน

 

ที่นี่ผมถูกเพื่อน พี่ น้องหลายๆคนเรียกว่า “BOSS”  อันเป็นชื่อใหม่ในวงการในโอกาสขึ้นรับตำแหน่งอันทรงเกียรติที่ The president of Saupy Club  

ผมปรึกษาหารือหลายท่านโดยเฉพาะพี่เล็ก บัญชา  ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งอุปนายกองค์การนักศึกษา ว่าจะขอย้ายที่ทำการชมรมจากเดิมมาอยู่บริเวณตรงข้ามสนามเทนนิส ที่อยู่เดิมของชมรม อสส. ที่รกร้างว่างเปล่า  และเสนอขอมหาวิทยาลัยย้ายที่ทำการสำเร็จ  เราก็ร่วมกันสร้างบ้านแปงเมือง  ในที่แห่งใหม่  ประตูก็ยังคงรูปแบบเดิมที่ “ประตูแดง”

 

ต้นดอกกระดังงา  เราซื้อมาลง 2 ต้น ต้นไทรโยงและดอกแก้วเราไปขุดมาปลูกไว้กับโคนต้นหมากที่มีอยู่เดิม  ชมรมเรากว้างขึ้น จิตใจเราก็กว้างขึ้นตามไปด้วย............แต่ก็ยังหวนระลึกถึงห้องเล็กๆห้องเดิมบนตึกแฝดมิเสื่อมคลาย

 

รถสองแถวคันใหญ่สีเขียวๆ คนขับชื่อน้าศักดิ์  ก็ยังทำหน้าที่ในการับส่งพวกเราไปฝึก วรยุทธ์ ตามที่ต่างๆอยู่เสมอๆมิเสื่อมคลาย

 

อาจารย์ที่ปรึกษาก็มีสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเรื่อยตามโอกาส  ยกเว้น อ.สมจิต แดนสีแก้ว ที่ยังเหนียวแน่นเป็นที่ปรึกษาเสมอมา...อ.สมจิต แดนสีแก้ว  àผศ.สมจิต  แดนสีแก้ว à รศ.สมจิต  แดนสีแก้ว à รศ.ดร.สมจิต  แดนสีแก้ว  และปัจจุบันเป็นรองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา  คณะพยาบาลศาสตร์

 

วันนี้ ปนน.  เติบโต  เข้มแข็ง  และสง่างาม ครับ