Appreciative Coaching

ที่ทำน่ะ..ใครๆก็เลียนแบบได้..ทำไมไม่.....#2##$%@^&*()))_+

 

เป็นคำที่ผมได้ยินบ่อยๆครับ..เวลามาฟังเรื่องราวของโครงการแบบ Appreciative Inquiry...ที่ทำแล้วบรรลุวัตถุประสงค์..เช่น..สามารถเพิ่มยอดขายได้เกินกว่าที่คิด..ด้วยแผนการง่ายๆ...

……………………………………………………………………………….

 

เช่นมีรายหนึ่ง..อันนี้เป็นโครงการสุดฮิบ..ในชั่วระยะเวลาสี่เดือน.สามารถทำให้ลูกค้า..มาขายวัตถุดิบทางการเกษตรได้..โดยไม่ถามราคาก่อน..ซึ่งปรกติแล้วธุรกิจแบบนี้จะถามราคาเป็นสำคัญ...

 

โครงการนี้ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้ด้วยซ้ำ..เพราะคนทำเป็นผู้หญิง..ลูกเถ้าแก่..ที่ปรกติแล้วจะคุยเรื่องอื่นได้..แต่คุยธุรกิจเมื่อไร..จะคุยกับคุณพ่อไม่ได้...

 

เป็นโครงการที่แปลกกว่าที่อื่น..ยังไม่ถึงฤดูกาล..แถมเป็นผู้หญิงจะลงพื้นที่ไปไกลก็ลำบาก..เลยเริ่มจากการสัมภาษณ์พ่อ..โดยเลือกลูกค้า..ให้คุณพ่อนึกถึงจุดเปลี่ยน..ที่ทำให้ลูกค้ารายสำคัญ...ซื้อซ้ำ หรือบอกต่อ...

 

ถามไปถามมา..จากพ่อไม่คุยกับลูกเรื่องธุรกิจ...เริ่มคุย..ยังไม่พอ..ตอนหลังผมบอกเขาว่า..คุณพ่อคุณนี่เชี่ยวชาญศาสตร์ NLP (Nuro-Linguistic Programming หรือ Communication Psychology) ผมกางตำราให้เขาดู..สุภาพสตรีท่านนี้กลับไปบ้านบอกคุณพ่อว่าอาจารย์ชม...เขาบอกผมว่า..คุณพ่อภูมิใจมาก..ผมก็ขอยืนยันครับ..คุณพ่อเธอเก่ง..การศึกษาไม่สูง..แต่กลยุทธ์ที่ใช้..สอดคล้องกับศาสตร์ด้านบริหารธุรกิจขั้น Advance ทีเดียว

 

ตั้งแต่นั้นลูกสาวกับพ่อเลยคุยกัน..มากขึ้น..

 

จากการสรุป..จุดร่วม..พบว่า.. “พ่อเป็นฝ่ายให้ก่อน” เลยทำธุรกิจได้...

 

เธอเลยเริ่มขยายผลด้วยการ “ให้” ลูกค้าก่อน...หนึ่งในโครงการง่ายๆคือในวันปีใหม่..เธอโทรไปอวยพรลูกค้า...ในวันรุ่งขึ่น..ลูกค้ากลุ่มนี้..เอาวัตถุดิบมาขายให้ที่ร้าน..โดยไม่โทรมาถามราคาก่อน...ซึ่งผิดปรกติจากเคย...

 

ครับ.เป็นโครงการง่ายๆ และมีอีกหลายโครงการ..ที่ลงทุนเพิ่มเพียงเดือนละ 2 พันกว่าบาท แต่ได้ลูกค้ามากขึ้น..

………………………………………………………………..

 

ย้อนกลับมากับคำถามที่ว่า ...ยั่งงี้ใครก็เลียนแบบได้...

……………………………………………………………………………….

คำตอบ..ขอแยกเป็นสามประเด็นครับ

ประเด็นแรก...โครงการนี้สิ่งที่เป็นหัวใจของความสำเร็จคือ..การที่ลูกสาวสามารถคุยกับพ่อในเรื่องธุรกิจได้..คุณพ่อภูมิใจที่ลูกสาวเรียน MBA กลับไปแล้วเห็นคุณค่าเขา.คนที่สร้างตัว..รวยได้..โดยไม่ได้มีการศึกษาในภาคปรกติสูงเท่าพวกเรา...จะว่าไปนี่คือโครงการถอดภูมิปัญญาของพ่อ..เอาไปทำให้เป็นระบบ...ขอรับรองครับ..อันนี้ไม่ใช่ใครจะเลียนแบบได้ง่ายๆ...จะว่าไป..ต่อให้โครงการนี้ไม่สร้างผลกำไรอะไร..แต่การทำให้ลูกนับถือภูมิปัญญาพ่อ...พ่อภูมิใจในตัวเอง..ผมว่าเขาประสบความสำเร็จสุดๆแล้วครับ...

ประเด็นที่สอง...ลูกสาวได้พิสูจน์ตนเอง.ในระยะเวลาสี่เดือน..ด้วยกลยุทธ์ที่เรียบง่าย...ต้นทุนต่ำ..ตรงนี้อาจเลียนแบบไม่ได้..โครงการนี้หากลูกสาวคุยกับพ่อไม่ได้...แผนหรูๆก็อาจเป็นแผน..ที่เขียนในเอกสาร..เอามาสอบกับอาจารย์..แล้วเก็บเข้าห้องสมุด...แน่หรือครับ..ว่าเรื่อง..ความเคารพในภูมิปัญญาพ่อแม่..เป็นเรื่องเลียนแบบได้..

 

ประเด็นที่สาม...โครงการนี้เลียนแบบได้ไหม...บอกเลยว่าใครๆก็เลียนแบบได้...แต่..การทำโครงการแบบ Appreciative Inquiry เราไม่ได้สอนให้คนติดยึดกับผลในปัจจุบัน..

สิ่งที่คนทำ AI Project ควรทำต่อไปหลังประสบความสำเร็จคือ..

  1. หาโจทย์ใหม่ทำ..ลองระดมสมองกัน..ถามอาจารย์..ถามเพื่อน..ถามพ่อว่า..น่าจะมีโจทย์อะไรอีก
  2. ทำของเก่าให้เป็นระบบ..หาคนทำแทน..หรือพัฒนาเป็น Policy
  3. คิดไกล..เรียกว่า vision หรือ Dream จากสิ่งที่พบเช่นค้นพบว่า “การให้ก่อน..เป็นที่มาของความสำเร็จของธุรกิจ...อาจฝันว่า “เป็นธุรกิจที่สนุกกับการให้ลูกค้าก่อน..ที่คนกล่าวขวัญถึงที่สุดในประเทศ..”
  4. ยิ่งคิดไกล..ยิ่งมีโจทย์ให้แก้ครับ..คิดใกล้ก็จะหมดอะไรเล่นเร็วมาก
  5. หาแนวร่วม..ยิ่งคิดการณ์ใหญ่ ยิ่งต้องสร้างทีม สร้างระบบ
  6. หาวิธีการเรียนรู้ แนะนำ Double Loop Learning ง่ายๆก็ AAR
  7. หาวิธีการเปลี่ยนแปลง..ที่ในที่สุดนำไปสู่ เรามีความสุข ลูกค้ามีความสุข..ครับ..ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มีความสุข...เพราะถูกทั้งใจ ทั้งธรรมะครับ

 

คุณคิดยังไงครับ