แม้จะไม่ผิดความคาดหมายว่าต้องได้รับการตอบกลับแบบคัดค้านจากนักเรียนอินดี้ แต่ก็ยังต้องตั้งสติอึดใจใหญ่ เมื่อเจอปฏิกิริยาต่อต้านและความเห็นสะท้อนกลับว่า "ไม่ fair เลยซักนิด"

บางทีคำถามง่าย ๆ จากเด็กยุคใหม่ ก็ทำให้เรายากที่จะตอบและอธิบายขยายความเหตุผล...

เหตุเพราะเด็กชายอินดี้เติบโตและถูกหล่อหลอมมาในระบบโรงเรียนของออสเตรเลียที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและความสุขของผู้เรียนเป็นสำคัญ ด้วยความเชื่อพื้นฐานที่ว่าเมื่อผู้เรียน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปฐมวัย) เป็นสุขก็จะมีสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้น

หลังจากฉันคิดใคร่ครวญทบทวนเรื่องการเรียนรู้ของลูก เริ่มรู้สึกว่าเขาใช้เวลาในการเรียนและฝึกฝนทักษะการอ่านออกเขียนได้ที่บ้านน้อยไปหน่อย จึงพยายามกำหนดตารางการอ่านหนังสือใหม่ โดยนอกจากอ่านหนังสือตอนเย็นวันละ 15 นาทีตามที่ครูประจำชั้นได้กำหนดมาให้ ก็กำหนดเพิ่มเติมให้อ่านตอนเช้าหลังจากตื่นนอนอีก 15 นาที ...คิดว่านี่คือสิ่งดีและเหมาะสมที่สุด เพื่อให้เขาได้ใช้เวลาในการพัฒนาการอ่านให้ก้าวหน้าได้เร็วขึ้น

แม้จะไม่ผิดความคาดหมายว่าต้องได้รับการตอบกลับแบบคัดค้านจากนักเรียนอินดี้ แต่ก็ยังต้องตั้งสติอึดใจใหญ่ เมื่อเจอปฏิกิริยาต่อต้านและความเห็นสะท้อนกลับว่า

"ไม่ fair เลยซักนิด"

เมื่อฉันตอบกลับว่า "อยากให้ลูกใช้เวลากับการเรียนที่บ้านมากขึ้น ลดเวลาเล่นและดูทีวีลงบ้าง เพราะโตแล้ว และแม่ขอเป็นผู้กำหนดเรื่องการเรียนให้ ไม่อย่างนั้นถ้าให้เลือกเอง ลูกก็เลือกที่จะทำน้อยอยู่ตลอดเวลา"

เขาถามกลับทันที ด้วยน้ำเสียง upset "แล้วใครเป็นคนเรียนละแม่"

อืมม์....แน่นอนเรารู้ว่าคำตอบคือ "โอเคลูกเป็นคนเรียน" แต่จะอธิบายต่อยังไงดี...

ยิ่งลูกเติบโตขึ้นเท่าไหร่ กรอบการคิดดั้งเดิมต่อบทบาทของพ่อแม่ในสังคมไทยที่เราเติบโตมา ก็ถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ การสรรหาและถ่ายทอดคำอธิบายที่ "make sense" สำหรับผู้ตั้งคำถามตัวน้อยที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เด็กเชื่อมั่นในตนเองและมีอิสระทางความคิดในการโต้แย้งและคัดค้านตลอดเวลา บางทีก็ยากยิ่งกว่าการเขียน proposal เข้าเรียนปริญญาเอกซะอีก ...เฮ้อ!!