GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

การสอนแบบโครงงานระดับปฐมวัย

การสอนแบบโครงงานระดับปฐมวัย 

 

          การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ หรือการค้นคว้าหาคำตอบในสิ่งที่ผู้เรียนอยากรู้หรือสงสัยด้วยวิธีการต่างๆ เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้เลือกศึกษาตามความสนใจของตนเองหรือของกลุ่ม เป็นการตัดสินใจร่วมกัน จนได้ชิ้นงานที่สามารถนำผลการศึกษาไปใช้ได้ในชีวิตจริง
          การเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นการเรียนรู้ที่ใช้เทคนิคหลากหลายรูปแบบนำมาผสมผสานกัน ได้แก่ กระบวนการกลุ่ม การฝึกคิด การแก้ปัญหา การเน้นกระบวนการ การสอนแบบปริศนาความคิด และการสอนแบบร่วมกันคิด ทั้งนี้มุ่งหวังให้ผู้เรียนเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งจากความสนใจอยากรู้อยากเรียนของผู้เรียนเอง โดยใช้กระบวนการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ผู้เรียนจะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ เพื่อค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงกับแหล่งความรู้เบื้องต้น ผู้เรียนสามารถสรุปความรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งความรู้ที่ผู้เรียนได้มาไม่จำเป็นต้องตรงกับตำรา แต่ผู้สอนจะสนับสนุนให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งการเรียนรู้และปรับปรุงความรู้ที่ได้ให้สมบูรณ์
          และยังเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในทุกขั้นตอนของการเรียนรู้ ตั้งแต่การวางแผนการเรียนรู้ การออกแบบการเรียนรู้ การสร้างสรรค์ประยุกต์ใช้ผลผลิต และการประเมินผลงาน โดยผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้จัดการเรียนรู้

 

ความหมายของโครงงาน

                โครงงาน  เป็นกระบวนการแก้ปัญหา หรือตอบข้อสงสัยในเรื่องที่อยากรู้โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการเขียนโครงงาน มีดังนี้

                1. เมื่อนักเรียนเกิดปัญหา

                2. นักเรียนก็ตอบปัญหาชั่วคราว ( ตั้งสมมติฐาน)

                3. นักเรียนจะต้องออกแบบทดลอง เพื่อพิสูจน์ปัญหาว่าจริงหรือไม่

                4. นักเรียนทำการทดลอง หรือศึกษาค้นคว้า เพื่อสรุปผลโดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

                                4.1 ถ้าคำตอบไม่ตรงกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ก็ตั้งสมมุติฐานใหม่ และออกแบบการทดลอง เพื่อพิสูจน์ปัญหา และการทดลอง หรือศึกษาค้นคว้าเพื่อสรุปผลใหม่

                                4.2 เมื่อคำตอบตรงสมมุติฐาน ก็จะทำให้ได้ความรู้ใหม่ และเกิดคำถามใหม่

                5. นำผลที่ได้ไปใช้ประโยชน์

 

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

  • สังเกต
  • จำแนก
  • วิเคราะห์
  • สังเคราะห์
  • ลงความเห็น
  • ทำงานเป็นทีม
  • นำเสนอข้อมูล/สื่อสารข้อมูล
  • รับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูล
  • สร้างคำอธิบายโดยใช้ประจักษ์พยาน

 

ลักษณะสำคัญของกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัย

  • ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการตั้งคำถามเชิงวิทยาศาสตร์อย่างง่ายๆ
  •  ผู้เรียนทำการสำรวจตรวจสอบเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต สำรวจ

 สืบค้น หรือทดลอง และบันทึกผลการสำรวจตรวจสอบด้วยวิธีที่เหมาะสมกับวัย

  •  ผู้เรียนตอบคำถามที่ตั้งขึ้นโดยใช้ผลจากการสำรวจตรวจสอบมาสร้าง

คำอธิบายที่มีเหตุผล

  •  การนำเสนอผลการสำรวจตรวจสอบให้กับผู้อื่นด้วยวิธีที่เหมาะสมกับวัยและ

ความสามารถ

 

ประโยชน์ของการทำโครงงาน

                1. ฝึกให้นักเรียนมีความรู้ ความชำนาญ และมีความมั่นใจ ในการนำเอาวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการแก้ปัญหา หรือค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ด้วยตนเอง

                2. รู้จักตอบปัญหาโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีเหตุมีผล

                3. เป็นการฝึกฝนให้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองในเรื่องที่ตนสนใจได้อย่างลึกซึ้ง

                4. ทำให้ได้แสดงความสามารถพิเศษของตนเอง

                5. ทำให้นักเรียนสนใจในรายวิชานั้นๆ มากยิ่งขึ้น

                6. เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

 

ประเภทของโครงงาน

                โครงงานแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

                1. โครงงานประเภทการสำรวจและรวบรวมข้อมูล

                2.โครงงานประเภททดลอง

                3. โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์   

                4. โครงการประเภททฤษฎี เป็นการใช้จินตนาการของตนเองมาอธิบายหลักการหรือแนวคิดใหม่ๆ

 

1. โครงงานประเภทการสำรวจและรวบรวมข้อมูล โครงงานประเภทนี้ผู้ทำโครงงานเพียงต้องการสำรวจ และรวบรวมข้อมูล แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาจำแนกเป็นหมวดหมู่ และนำเสนอในรูปแบบต่างๆเพื่อให้เห็นในลักษณะหรือความสัมพันธ์ในเรื่องที่ต้องการศึกษาให้ชัดเจน

โครงงานประเภทสำรวจข้อมูล ไม่จำเป็นต้องมีตัวแปรเข้ามาเกี่ยวข้อง นักเรียนเพียงสำรวจรวบรวมข้อมูล แล้วนำข้อมูลที่ได้มาจัดให้เป็นหมวดหมู่และนำเสนอ ก็ถือว่าเป็นการโครงงานประเภทสำรวจรวบรวมข้อมูลแล้ว

 

2 .โครงงานประเภททดลอง

                                ในการทำโครงงานการประเภททดลอง จะต้องจัดการกับตัวแปรที่มีผลต่อการทดลอง จะต้องจัดการกับตัวแปรที่มีผลต่อการทดลอง คือ

           1) ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ หมายคือเหตุของการทดลอง หรือข้อสงสัย

           2) ตัวแปรตาม คือ ผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรต้น หรือผลจากข้อสงสัย

          3) ตัวแปรควบคุม หมายถึง สิ่งที่ต้องควบคุมให้เหมือนๆกัน มิฉะนั้นจะมีผลทำให้ตัวแปรตามเปลี่ยนไป

         4) ตัวแปรแทรกซ้อน คือตัวแรควบคุมที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งจะมีผลแทรก

ซ้อน ทำให้ผลการทดลองผิดไป

ตัวอย่าง  นักเรียนต้องการศึกษาว่าใบไม้ชนิดใดห่ออาหารและขนมได้ดีที่สุด

                                ตัวแปรต้น คือ ชนิดของใบไม้

                                ตัวแปรตาม คือใบไม้ที่มีความเหนียวนุ่ม

                                ตัวแปรควบคุม คือ ชนิดของอาหารและขนม ปริมาณอาหารและขนม

                                ตัวแปรแทรกซ้อน คือ ความชื้นแฉะของอาหารหรือขนม

               

ตัวอย่าง โครงงานเพาะถั่วงอก

                                จุดประสงค์ ต้องการศึกษาว่าวัสดุประเภทใดใช้เพาะถั่วงอกแล้วงอกดีที่สุด

                                ตัวแปรต้น  วัสดุหลายๆ ประเภท

                                ตัวแปรตาม ปริมาณถั่วงอก

 

3. โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์   เป็นการนำเอาความรู้ที่มีอยู่มาประดิษฐ์หรือสร้างสิ่งใหม่ๆ ซึ่งรวมถึงการเขียนหนังสืออ่านประกอบหรือหนังสืออ่านเพิ่มเติม การแต่งคำประพันธ์ การแต่งเพลง การแต่งบทละครอื่นๆ

                ตัวอย่าง โครงงานการประดิษฐ์กระทง

                            โครงงานแต่งหนังสือนิทาน

 

4. โครงการประเภททฤษฎี เป็นการใช้จินตนาการของตนเองมาอธิบายหลักการหรือแนวคิดใหม่ๆ ซึ่งอธิบายในรูปสูตร หรือสมการ หรืออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและไม่สามารถอธิบายได้โดยใช้หลักการเดิม

 

แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน

           การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานสามารถจัดได้หลายแนวทางแนวทาง แต่โดยทั่วไปแล้วการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานมี 2 แนวทาง ดังนี้

1. การจัดกิจกรรมตามความสนใจ

           เป็นการจัดกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนเลือกศึกษาโครงงานจากสิ่งที่สนใจอยากรู้ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน สิ่งแวดล้อมในสังคม หรือจากประสบการณ์ต่างๆ ที่ยังต้องการคำตอบ ข้อสรุป ซึ่งอาจจะอยู่นอกเหนือจากสาระการเรียนรู้ในบทเรียนของหลักสูตร

 

2.  การจัดกิจกรรมตามสาระการเรียนรู้

             เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยยึดเนื้อหาสาระตามที่หลักสูตรกำหนด ผู้เรียนเลือกทำ
โครงงานตามสาระการเรียนรู้ จากหน่วยเนื้อหาที่เรียนในชั้นเรียน นำมาเป็นหัวข้อโครงงาน

 

กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน

กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานมีขั้นตอนที่ผู้สอนดำเนินการดังต่อไปนี้
                                1) เริ่มจากศึกษาเอกสารหลักสูตร คู่มือครู
                                2) วิเคราะห์หลักสูตร   จุดประสงค์การเรียนรู้
                                3) จัดทำกำหนดการสอน
                                4) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยกระบวนการของกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
          ระยะที่ 1 การเริ่มต้นโครงงาน
                                เป็นระยะที่ผู้สอนต้องสังเกต/สร้างความสนใจให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน จากนั้นตกลงร่วมกัน เลือกเรื่องที่ต้องการศึกษาอย่างละเอียด ผู้สอนสร้างความสนใจให้เกิดกับผู้เรียนซึ่งมีหลายวิธี โดยอาจศึกษาเรื่องจากการบอกเล่าของผู้ใหญ่หรือผู้รู้ จากประสบการณ์ของผู้เรียน/ผู้สอน จากเอกสารสิ่งพิมพ์ หรือสื่อต่างๆ จากการเล่นของผู้เรียน จากความคิดที่เกิดขึ้น จากวัตถุสิ่งของที่ผู้สอนนำมาในห้องเรียน หรือจากตัวอย่างโครงงานที่ผู้อื่นทำไว้แล้ว เป็นต้น เมื่อเกิดความสนใจแล้วก็จะถึงการกำหนดหัวข้อโครงงาน โดยนำเรื่องที่ผู้เรียนสนใจมาอภิปรายร่วมกัน แล้วกำหนดเรื่องนั้นเป็นหัวข้อโครงงาน

การเลือกเรื่องควรเน้นให้นักเรียนเลือกเรื่องที่นักเรียนสนใจบางครั้งครูก็สามารถเลือกเรื่องที่จะให้นักเรียนทำโครงงาน  เช่น

                                -    รวบรวมคำศัพท์ที่มีใช้ในหนังสือพิมพ์

                                -    รวบรวมชื่อดอกไม้ในโรงเรียน

                                -    รวบรวมคำที่เป็นภาษาถิ่นในท้องถิ่น

                                -    รวบรวมการละเล่นพื้นบ้านของเด็กในท้องถิ่น

                                -    รวบรวมปริศนาคำทายในท้องถิ่น

                                -    รวบรวมนิทานในท้องถิ่น

เมื่อได้หัวข้อเรื่องแล้วครูนำหัวข้อเรื่องดังกล่าวมาเขียนแผนการจัดประสบการณ์
           ระยะที่ 2 ขั้นพัฒนาโครงงาน
                                เป็นขั้นที่ผู้เรียนกำหนดหัวข้อคำถาม หรือประเด็นปัญหา ที่ผู้เรียนสนใจอยากรู้ แล้วตั้งสมมติฐานมาตอบคำถามเหล่านั้น ทดสอบสมมติฐานด้วยการลงมือปฏิบัติ จนค้นพบคำตอบด้วยตนเอง           ในกรณีที่ผลการตรวจสอบไม่เป็นไปตามสมมติฐาน ผู้สอนควรให้กำลังใจผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนไปแสวงหาความรู้เพิ่มเติม สิ่งที่ไม่ควรกระทำคือการตำหนิหรือกล่าวโทษ ผู้สอนควรกระตุ้นให้ผู้เรียนมีกำลังใจจนสามารถตั้งสมมติฐานใหม่ได้ ในกรณีที่ผลการตรวจสอบเป็นไปตามสมมติฐาน ให้ผู้เรียนสรุปองค์ความรู้จากการค้นพบด้วยการลงมือปฏิบัติของผู้เรียนเองเมื่อได้องค์ความรู้ใหม่แล้ว ผู้เรียนจะนำองค์ความรู้นั้นไปใช้ในการทำกิจกรรมตามความสนใจต่อไปได้ ผู้เรียนอาจใช้ความรู้ที่ค้นพบเป็นพื้นฐานของการกำหนดประเด็น ปัญหาขึ้นมาใหม่เพื่อกำหนดเป็นโครงงานย่อย ศึกษารายละเอียดในเรื่องนั้นต่อไปอีก
           ระยะที่ 3 ขั้นสรุป
                                เป็นระยะสุดท้ายของโครงงานที่ผู้เรียนค้นพบคำตอบของปัญหาแล้ว และได้แสดงให้ผู้สอนเห็นว่าได้สิ้นสุดความสนใจในหัวข้อโครงงานเดิม และเริ่มหันเหความสนใจไปสู่เรื่องใหม่ ระยะนี้เป็นระยะที่ผู้สอนและผู้เรียนจะได้แบ่งปันประสบการณ์การทำงานและแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการทำงานตลอดโครงงานแก่คนอื่นๆ มีกิจกรรมที่ผู้สอนให้ผู้เรียนดำเนินการในขั้นตอนนี้ ดังนี้
                                1. ผู้เรียนเขียนรายงานเป็นรูปแบบงานวิจัยเล็กๆ
                                2. ผู้เรียนนำเสนอผลงาน (แสดงเป็นแผงโครงงาน) ให้ผู้สนใจรับรู้ สรุปและนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
           

การเขียนรายงานโครงงาน

รูปแบบของการเขียนรายงานโครงงานมีหลากหลายรูปแบบ สำหรับเด็กปฐมวัยรูปแบบของการเขียนรายงานโครงงานอาจไม่จำเป็นต้องมีครบทุกหัวข้อ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการทำโครงงานของเด็ก  ดังนี้

                                1) ชื่อโครงงาน

                                2) ชื่อผู้ทำโครงงาน

                                3) ระดับชั้น

                                4) ชื่อครูที่ปรึกษา

                                5) โรงเรียน

                                6) วัน เดือน ปี ที่ทำโครงงาน

                                7)ที่มาและความสำคัญของโครงงาน/ ปัญหาหรือเหตุจูงใจในการทำโครงงาน

                                8) กิจกรรมระยะที่ 1

                                9) กิจกรรมระยะที่ 2

                                10) WEB ย่อย กิจกรรมการเรียนรู้แต่ละวัน

                                11) กิจกรรมระยะที่ 3

                                12) ประเมินผล

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 364276
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน

ความเห็น (3)

เด็กสนุกสนาน ขอบคุณมากค่ะ

ขอบคุณค่ะ แอบมาศึกษาหาความรู้บ้านนี้ :)

ล่ะจะแวะมาแอบดูอีกนะค่ะ

ขอบคุณมากคะ สำหรับความรู้เรื่องโครงงานอนุบาล