ประวัติหนังตะลุง
หนังตะลุง ศิลปพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของทางภาคใต้
ชาวใต้นับตั้งแต่จังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง ตรัง
ตลอดจนสองฝั่งคาบสมุทรภาคใต้ ล้วนถือว่าหนังตะลุง
เป็นมหรสพประจำท้องถิ่นที่มีแสดงให้ชมกันอยู่เป็นประจำตามงานเฉลิมฉลอง
งานสมโภช
หรืองานวัดต่างๆ
หนังตะลุงเข้าสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อใด
ยังหาข้อสรุปที่แน่ชัดไม่ได้ ตามคำบอกเล่าซึ่งนา
หนังตะลุงรุ่นเก่าถ่ายทอดไว้เป็นบทไหว้ครูหนังต่างกล่าวว่าคงไม่เกินพุทธศตวรรษที่
17 เพราะหนังมีมาตั้งแต่ สมัยศรีวิชัย รูปแบบการเล่นที่เล่าต่อๆ
กันมาปรากฏในสมัยรัตนโกสินทร์ว่า เดิมหนัง เล่นบนพื้นดิน
ที่ลานเตียนโล่งแจ้ง ไม่ยกโรงขึงจออย่างปัจจุบัน
เล่นทั้งกลางวันและกลางคืน
หนังที่เล่นกลางคืนจะใช้วิธีสุมไฟหรือใช้ไต้ขนาดใหญ่ เรียกว่า
"ไต้หน้าช้าง" เพื่อให้แสงสว่าง รูปหนังจะแกะด้วย หนังวัว หนังควาย
ขนาดรูปใหญ่สูงแค่อก
ใช้เชือกร้อยตรงส่วนหัวของตัวหนังไว้สำหรับจับถือ
ต่อมาหนังแขก (หนังชวา) เข้ามาเล่นในภาคใต้และเลยขึ้นไปถึงกรุงเทพฯ
หนังแขกเป็นหนังตัวเล็ก เล่นบนโรง
ไม่ลำบากยุ่งยากอย่างที่เคยเล่นกันมา
จึงมีผู้คิดประยุกต์ให้เข้ากับหนังแบบเดิม โดยปลูกโรงยกพื้นสูง ใช้เสา
4 เสา ใช้ผ้าขาวเป็นจอสำหรับเชิดรูป
ดูเพียงเงาของรูปซึ่งเกิดจากไฟส่องด้านหลัง และฟังคำพากย์
ไม่ต้องดูลีลาท่าทางของผู้เชิด ตามตำนานระบุว่า
ผู้ที่เป็นต้นคิดหนังแบบนี้คือ นายนุ้ย เป็นชาวบ้านควนมะพร้าว
อำเภอเมืองพัทลุง หรืออาจเป็นชาวบ้านดอนควน อำเภอเขาชัยสน
จังหวัดพัทลุง หนังที่คิดขึ้นจึงได้ชื่อว่า "หนังควน" ตามถิ่นกำเนิด
หรืออาจเรียกตามสถานที่เล่นโดยต้องเลือกที่เนิน ซึ่งภาคใต้เรียกว่า
"ควน" หนังจากภาคใต้เข้าสู่กรุงเทพฯ
เป็นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดยพระยาพัทลุง (เผือก) นำไปเล่นแถวนางเลิ้ง
หนังที่เข้าไปครั้งนั้นไปจากจังหวัดพัทลุง คนกรุงเทพฯ จึงเรียก
"หนังพัทลุง" แล้วเสียงเพี้ยนเป็น "หนังตะลุง" นอกจากนี้คำว่า
"หนังตะลุง" ยังมีที่มาจากเสียงตีกลองหนังดัง "ตะลุง ตะลุง ตุงตุง"
เพราะแต่เดิมเป็นธรรมเนียมของพวกเล่นหนัง
เมื่อเดินทางไปถึงบ้านคนรับงาน จะเข้าไปในรั้วบ้านก่อน
เจ้าของบ้านออกมาต้อนรับไม่ได้
จึงต้องตีกลองเรียกเจ้าของบ้านออกมา