เราจะจัดการความรู้ หรือบ่มเพาะหล่อเลี้ยงให้เกิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ไม่ได้เลย หากไม่เข้าใจมิติของการเรียนรู้  หนังสือของจอห์น โฮลท์ How children learn ผู้เขียนได้กล่าวถึงเรื่องหนึ่งไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง เขาเล่าว่า ครูคนหนึ่ง เข้าไปสอนเด็กในห้องเรียนชั้นประถมต้นพับเครื่องบิน เด็ก ๆ ค่อยพับตามครู และเด็ก ๆ ก็พับได้ แต่แล้ว คราวนี้ครูลองสอนอีกวิธีหนึ่ง คือใช้สอนโดยคำสั่งให้ทำ เช่น เริ่มกล่าวว่า ให้จับกระดาษมุมซ้ายบน พับลงมาชนขอบกระดาษด้านขวา แทนที่การพับให้ดูปรากฏว่าเด็กทำไม่ได้ และหลังจากนั้น ครูได้กลับมาสอนวิธีเดิมอีก คือ พับให้ดูและให้เด็กพับตาม ปรากฏว่าเด็กก็พับอีกไม่ได้แล้ว ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ เด็กเคยพับได้เป็นอย่างดีมาก่อน ปรากฏการณ์เช่นนี้ เราจะอธิบายว่าอย่างไร

          ดรายฟัสและดรายฟัสกลับนำเสนออะไรที่แตกต่างออกไป ผมเองเมื่อได้พบพานลำดับขั้นแห่งประสิทธิภาพการเรียนรู้ของเขา ผมรู้สึกทึ่งในความเข้าใจของพวกเขา และผมได้นำไปใช้ในกระบวนการเรียนรู้ของ workshopต่าง ๆ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง workshop การจัดการความรู้ให้กับองค์กรต่าง ๆ ผลปรากฏออกมาดีเกินคาด มันเป็นทฤษฎีที่เข้าใจได้ง่าย และช่วยเปิดมิติใหม่ให้กับคนทำงานกับองค์กร โดยเฉพาะพวกที่จะต้องเป็นโคช เพื่อให้เกิดการจัดการความรู้ สิ่งที่ต่างจากสำนักคิดเดิม ๆ ที่เรียนรู้ไล่เลียงมาจากนามธรรมก่อน ก็คือ การเริ่มจากรูปธรรม เริ่มจากสถานการณ์ เริ่มจากความไม่รู้ ก็ได้ มันเป็นการเรียนรู้ที่ช่วยให้เราเดินทะลุกำแพงได้ กำแพงของการไม่ยอมเรียนรู้ และจมปลักอยู่กับความเฉื่อยชาของชีวิต มันกลับมาเชิดชูคนทำงาน ผู้ปฏิบัติงาน ทำให้พวกเขาได้รับเกียรติขึ้นมาเป็นผู้สร้าง “ความรู้” อีกครั้งหนึ่ง ดรายฟัสทั้งสองพูดถึงห้าประสิทธิภาพการเรียนรู้ดังต่อไปนี้

ชั้นที่ ๑ เด็กฝึกงานเถรตรง  (Novice)

   ตามปกติธรรมดาแล้ว กระบวนการชี้แนะมักเริ่มต้นด้วยการที่ครูผู้สอนทำการหั่นซอยปฏิบัติการในโลก ของความเป็นจริง ให้ออกเป็นชิ้นงานย่อย ๆ ที่เป็นอิสระและแตกต่างกัน เพื่อที่พวกมือใหม่จะจดจำได้โดยไม่ต้องมีพื้นเพภูมิหลังเกี่ยวกับตัวงานนั้น ๆ มาก่อนเลย จากนั้นคนเริ่มฝึกจะได้รับคำบอกเล่าถึงกฎเกณฑ์และขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อใช้ในการตัดสินใจกระทำการ เมื่อได้ประสบกับลักษณะหรือกิริยาอาการนั้น เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานตามโปรแกรมซึ่งถูกป้อนให้

ชั้นที่ ๒ เด็กฝึกงานที่ก้าวหน้า (Advance beginner)

          ผู้ฝึกหัดขับรถยนต์ที่มีพัฒนาการใช้การฟังเสียงเครื่องยนต์ (รูปธรรมที่เป็นจริง) เท่า ๆ กับดำเนินตามขั้นตอนด้วยการเปลี่ยนเกียร์ตามความเร็วที่บ่งบอก(นามธรรมทาง ทฤษฎี) คือใช้เกียร์สูงเมื่อเครื่องยนต์กินรอบจัดและลดเกียร์ให้ต่ำลงเมื่อเครื่อง แสดงอาการว่าได้ทำงานเกินกำลัง พวกหัดขับประเภทก้าวหน้าเรียนรู้ที่จะสังเกตดูอากัปกิริยา เช่นเดียวกับรู้ถึงตำแหน่งและความเร็วของคนเดินเท้าหรือผู้ขับรถยนต์คันอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น เขาสามารถแยกแยะพฤติกรรมของคนใจลอยหรือคนขับที่เมาสุรา ออกจากคนขับรถที่ขี้หงุดหงิด แต่ว่ามีความระแวดระวัง เสียงเครื่องยนต์และอากัปกิริยาทั้งปวง ไม่อาจอธิบายได้ด้วยถ้อยคำอย่างชัดเจนจนครบถ้วน ดังนั้นคำพูดหรือตัวอักษรจึงไม่อาจทดแทนตัวอย่างสัก ๒-๓ กรณีที่ผู้ขับได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความแตกต่างดังได้กล่าว

 ชั้นที่ ๓ คนทำงานเป็น (Competent)

          เมื่อคนฝึกงานที่ก้าวหน้าได้มีเวลาอยู่กับงานมากขึ้น เรียนรู้มากขึ้น เขาหรือเธอได้สั่งสม ประสบการณ์ ได้เห็นสถานการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น อาจจะเป็นปีหนึ่ง หรือสองปี หรือระยะเวลาใด ๆ ก็ตาม ซึ่งอาจจะแตกต่างกัน ในแต่ละงาน เขาก็อาจจะเห็นงานเกือบจะครอบคลุมมากกว่า ครึ่งค่อน แต่แน่นอน สถานการณ์ที่ไม่คาดคิด และยังไม่เข้าใจและยังไม่รู้ ก็อาจมีได้ตลอดเวลา แต่มาถึงตรงนี้ เขาหรือเธอก็อาจจะทำงานแทนพี่ ๆ ได้แล้วในงานส่วนใหญ่

          ประสบการณ์ในการ “อ่านสถานการณ์” “ตีความสถานการณ์” และ “การจัดลำดับความสำคัญของาน” ก็มีมากขึ้น เพียงพอ ที่จะมีวินิจฉัยที่ดีได้ อาจจะคิดค้นหาทางออกให้กับสถานการณ์ที่ไม่เคยผ่านได้บ้างบางระดับ แต่ก็ยังไม่ชำนาญในการหาทางออกให้กับพื้นที่งานที่ไม่คุ้นเคยนัก

เมื่อคนทำงานเป็นรู้สึกซึมทราบไปกับตัวงานของตนมากขึ้น ก็เป็นการยากยิ่งที่จะถอยหลังกลับและยอมรับบรรดากฎเกณฑ์ที่ต้องจดจำให้ได้ เมื่อตอนเริ่มต้น ในช่วงเช่นนี้อาจถูกแทรกแซงอยู่ด้วยกฎเกณฑ์และขั้นตอนปฏิบัติการอย่างพื้น ๆ ซึ่งเป็นเครื่องปิดกั้นไม่ให้มีการพัฒนาประสิทธิภาพการเรียนรู้ได้ต่อไป

รอยต่อระหว่าง ระดับที่หนึ่งสองสาม กับสี่ห้า

รอยต่อนี้สำคัญมาก อะไรทำให้การเรียนรู้และศักยภาพในการทำงานก้าวกระโดด?

ชั้นที่ ๔ คนเก่ง (Proficient)  

          ประสิทธิภาพความเก่งฉกาจจะได้รับการพัฒนาต่อไปเมื่อมีการซึมซับ ประสบการณ์โดยก้าวข้ามทฤษฎีทั้งหลายทั้งปวง และปัญญาญาณเข้ามาแทนที่การตอบสนองแบบเป็นเหตุและผล
   เมื่อสมองของผู้เรียนรู้มีความสามารถจำแนกแยกแยะสถานการณ์ทั้งปวง ด้วยการจดจ่อและคลุกเคล้าเข้ากับอารมณ์หรือเรื่องราวนั้น แผนการอันเหมาะเจาะก็จะบังเกิดขึ้นในห้วงคิด แง่มุมอันแจ่มกระจ่างก็ผุดบังเกิดขึ้นมาให้เห็น โดยไม่ต้องลงแรงเลือกหรือออกแรงตัดสินใจอะไรเลย การลงมือกระทำก็กลายเป็นเรื่องง่ายและไม่ฝืดฝืนใจ ผู้เรียนสามารถแลเห็นอย่างง่ายดายถึงปัจจัยอันจำเป็นในการก้าวให้ถึงจุดหมาย ปลายทาง อย่างไม่ต้องมัวมาคิดคำนวณชั่งน้ำหนักดูว่าจะไปทางไหนได้บ้าง

 ชั้นที่ ๕ เซียน (Expert)

          สุดท้าย สำหรับเซียนหรือว่าจอมยุทธ์ (คำแปลผู้เชี่ยวชาญจะพาเราเข้ารกเข้าพงไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะไม่ตรงความหมายกับภาษาอังกฤษ Expert ในความหมายของ Dreyfus  & Dreyfus) แล้ว การทำงานของเขาหรือเธอในสถานการณ์หนึ่ง ๆ จะมองเห็นปัญหา เป้าหมาย แผนงาน และการกระทำในชั่วขณะหนึ่งเดียว โดยไม่ได้เป็นการคิดค้นลำดับความมาตามขั้นตอนแต่อย่างใด แต่จะมาด้วยญาณทัศนะ เป็นองค์รวม และประสานสอดคล้องต้องกันทั้งหมด อย่างงดงาม นี้เป็นความชำนัญอย่างแท้จริงของมนุษย์ ไม่มีการคิดวิเคราะห์แบบตั้งอกตั้งใจอันใดเข้ามากีดขวางแต่ประการใด