บทความ : เป้าหมายแห่งชีวิต
โดยบุญเหลือ ชายภักตร์
5224442217
เป้าหมายชีวิตของมนุษย์ชาติคืออะไร มนุษย์เกิดมาทำไม เป็นคำถามที่ใครๆไม่อยากจะหาคำตอบ ประเทศไทยมีการปกครองในระบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ฝ่ายบริหารประเทศ ประเทศไทยมีการวางแผนพัฒนาประเทศให้เป็นระบบโดยเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่1 เริ่มตั้งแต่พ.ศ. 2504- 2509
ปัจจุบันประเทศไทยได้ใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่10 แต่ละแผนพัฒนาเศรษฐกิจนั้นจะเน้นการพัฒนาประเทศ ในแต่ละด้านตามยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ผลของการพัฒนาเศรษฐกิจทำให้เกิดผลดีและผลเสียต่อสังคมไทย การพัฒนาด้านชีวิตร่างกาย ด้านความเป็นอยู่ในสังคม ด้านจิตใจจนทำให้เกิดผลดีกับประเทศชาติมากหมายและในทางกลับกันก็ทำให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมามากมายต่อประชาชนเหมือนกัน เช่น โสเภณีเด็ก โรคเอดส์ การละเมิดสิทธิเด็ก ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แหล่งอบายมุข การย้ายถิ่นฐานจากชนบทสู่สังคมเมือง การล่มสลายของครอบครัว ปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม ปัญหามลพิษ ปัญหาการจราจร อุบัติเหตุ ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ฯลฯ ซึ่งปัญหาต่างๆเหล่านี้เกิดจากความต้องการความสะดวกสบายในชีวิต ต้องการให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นซึ่งเกิดจากการประกอบอาชีพที่ถูกกฎหมายบ้างไม่ถูกกฎหมายบ้าง ก็จะนำพาให้เกิดปัญหาสังคมตามมาเป็นห่วงโซ่
ตามทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ (Maslow)มาสโลว์ (http://www.sea12thai.org/sara/sara134.htm)ได้แบ่งความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้น เรียงลำดับ ดังนี้ ขั้นที่1 ความต้องการทางกาย (Physiological Needs) คือความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ได้แก่ อาหาร อากาศ น้ำ การพักผ่อน การออกกำลังกาย เครื่องนุ่งห่ม ที่พักอาศัย อุณหภูมิที่เหมาะสมกับร่างกาย เป็นต้น ความต้องการระดับนี้ถ้าไม่ได้รับการตอบสนองก็จะมีผลต่อแรงจูงใจในความต้องการระดับอื่นน้อยมาก
ขั้นที่ 2 ความต้องการความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน (Safety and Security Needs) คือความต้องการเพื่อให้ตนอยู่รอด ความต้องการนี้เป็นการปกป้องอันตราย ความกลัวต่างๆ และการถอดถอนออกจากตำแหน่ง ทุกคนมีความปรารถนาที่จะอิสระจากภัยอันตรายต่างๆในทุกด้านไม่ว่าความปลอดภัยในชีวิตความเป็นอยู่ในครอบครัว สังคม ทรัพย์สินเงินทองของมีค่าต่างๆ
ขั้นที่ 3 ความต้องการความรักความอบอุ่นและเป็นเจ้าของ( Love and Belonging Needs) คือเป็นความต้องการใน ขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 ได้รับการตอบสนองแล้ว มนุษย์จะมีความต้องการทางสังคม ต้องการความรักความอบอุ่น จากคนรอบข้าง ต้องการให้เพื่อนรักและความเป็นเจ้าของบุคคลอื่นในสังคม
ขั้นที่4 ความต้องการจะเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่อง(Self-Esteem Needs) คือเป็นความต้องการที่จะรู้สึกว่าตนเองมีค่าในสายตาตนเอง และในสายตาของผู้อื่นเป็นความต้องการการยอมรับมีเกียรติ มีอำนาจ มีคุณค่าและมีชื่อเสียงในสังคม การที่ได้รับการยกย่องจะทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมั่นในตนเอง ภาคภูมิใจในตนเอง มีความสุขจึงเป็นแรงจูงใจให้บุคคลกระทำกิจกรรม เพื่อสังคมอาสาสมัครหรือฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อให้ได้รับการยกย่องในสังคม
ขั้นที่ 5 ความต้องการในการเข้าใจและรู้จักตนเอง (Self-Actualization Needs)
คือเป็นความต้องการขั้นสูงสุดที่บุคคลพยายามกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อพิสูจน์ศักยภาพของตนเอง เป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับตนเอง เข้าใจถึงความสามารถ ความสนใจ ความถนัดของตนเอง พร้อมที่จะเปิดเผยตนเอง จึงถือว่าเป็นการค้นพบตนเอง และการค้นพบตนเองเป็นความสุขที่แท้จริง เป็นความต้องการขั้นสูงสุด
จากทฤษฎีดังกล่าวสรุปได้ว่า ความต้องการเป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่ง ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสนองความต้องการทางกาย อารมณ์ สังคม และเกิดการเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติงาน ความต้องการเป็นแรงผลักดันให้มนุษย์ดิ้นรนต่อสู้ชีวิต และทำทุกอย่างเพื่อสนองความต้องการของตนเอง การดิ้นรนต่อสู้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับระดับความต้องการของแต่ละบุคคล จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาถึงความต้องการของมนุษย์เพื่อนำไปใช้ในการสร้างสัมพันธ์ภาพและเข้าใจอันดีตามหลักมนุษย์สัมพันธ์ จะสามารถสนองความต้องการของบุคคลได้ถูกต้อง ในความต้องการด้านสังคม เมื่อเป็นที่ยอมรับของสังคมก็จะเกิดความภาคภูมิใจ มีความรับผิดชอบ รักษาผลประโยชน์ของสังคมอย่างเต็มที่
ย้อนกลับไปในอดีตมนุษย์อาศัยอยู่ตามป่าตามถ้ำยังไม่รู้จักการเพาะปลูกรู้จักแต่การล่าและหาอาหารผลไม้อย่างเพียงเดียวเพื่อรักษาชีวิตให้อยู่รอดในยุคต่อมารู้จักสร้างที่อยู่อาศัยโดยการหาใบไม้มามุงสร้างที่อยู่อาศัย การหาใบไม้มาปกปิดร่างกาย รู้จักการเพาะปลูกโดยการสังเกตผลไม้ผลที่เน่างอกเป็นต้นขึ้นมา สังเกตการเกิดลูกของสัตว์ที่ตนเองกักขังไว้เมื่อกินไม่หมด ต่อมาเริ่มย้ายที่อยู่อาศัยมาสร้างบ้านเรือนริมฝั่งแม่น้ำลำคลอง เพื่อทำการเพาะปลูกและสร้างอาณาจักรเป็นของตนเองรู้จักการต่อสู้ป้องกันตนให้มีความปลอดภัยในชีวิต การขยายอาณาจักรของตนเองให้ยิ่งใหญ่ เพื่อให้ลูกหลานมีชีวิตรอดปลอดภัย มีที่อยู่อาศัย มีอาหารกิน มีที่ทำมาหากิน
เช่นเดียวกันสภาพสังคมไทยในอดีตเป็นสังคมเกษตรกรรมประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเพื่อการเลี้ยงชีพ ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ไว้ใช้งานและเป็นอาหาร หาของป่า ของที่หามาได้หรือของที่ปลูกเองเหลือจากการกิน ก็รู้จักไปแลกเปลี่ยนกันหรือขาย รู้จักการถนอมอาหารไว้กิน อยู่กับธรรมชาติในน้ำมีปลาในนามีข้าว พูดง่ายๆคนไทยไม่อดตายถ้ารู้จักทำมาหากินเพื่อให้มีชีวิตรอดปลอดภัย
ในสังคมปัจจุบันมนุษย์ต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิต แต่ละชีวิตที่เกิดมาต้องได้รับการดูแลเลี้ยงดูเป็นอย่างดี มดสักตัวก็ไม่ให้กัดลูก ก่อนปฏิสนธิกันนั้น ร่างกายชายและหญิงต้องแข็งแรง สุภาพจิตใจต้องดีไม่วิตกกังวน มีความสุข กินอาหารที่มีประโยชน์ อยู่ในท้องคุณแม่กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ฟังเพลงไพเราะ อ่านหนังสือให้ฟัง เมื่อเกิดมาแล้วต้องหา ชื่อไพเราะตรงกับวันเกิดที่คุณพ่อคุณแม่ชอบ ตั้งชื่อให้ลูกแล้วคุณพ่อคุณแม่จะดวงดีเงินทองไหลมาเทมา หน้าที่การงานเจริญก้าวหน้าเพราะลูกคนนี้ หาโรงเรียนให้ลูกเรียนหนังสือที่มีเสียง
เพื่อซื้อสิ่งแวดล้อมให้กับลูก ซื้อเพื่อนที่ดี ที่เก่ง ที่มีฐานะ ที่มาเรียนในโรงเรียนนี้ รับส่งลูกเรียนเรียนพิเศษในตอนเย็นวันจันทร์ถึงวันศุกร์ และวันเสาร์- อาทิตย์ เฝ้ารับส่งเรียนพิเศษ จบมัธยมตอนปลายจะต้องสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง คณะที่เรียนต้องมีชื่อเสียง เมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว มีการงานทำเป็น ครู แพทย์ ตำรวจ ทหาร พยาบาล ปลัดอำเภอ เกษตรอำเภอ พนักงาน เจ้าของกิจการต่างๆ มีเงินเดือน มีบ้านใหญ่โต มีรถยนต์ แต่งงาน มีลูกเลี้ยงดูครอบครัวเพื่อให้มีชีวิตรอด มีความสุขความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ในเส้นทางของซีกสังคมหนึ่งลูกเกิดมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ชื่อไม่ไพเราะ กินอาหารเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด ไม่ได้ฟังเพลงไพเราะ เรียนโรงเรียนรัฐบาลชนบทห่างไกลความเจริญ ไม่ได้เรียนพิเศษ อยู่บ้านเช่า หรือกระท่อมปลายนา ปลายสวนจบการศึกษาภาคบังคับ มีงานทำหาเงิน แต่งงาน มีลูกเลี้ยงดูครอบครัว หรือจบมหาวิทยาลัยมีงานทำเป็น ครู พลตำรวจ พยาบาล พนักงาน ลูกจ้างรายวัน ขอทาน ก็ทำงานหาเงิน แต่งงาน มีลูกเลี้ยงดูครอบครัวให้มีชีวิตรอดปลอดภัย มีอาหารกินให้อิ่มท้อง มีที่อยู่อาศัยพอได้หลับนอน
มนุษย์ไม่ว่ายุคไหนทุกคนมีเป้าหมายชีวิตเหมือนกันคือหาอาหารมาใส่ปากให้ได้ในวันหนึ่งๆเพื่อให้ท้องอิ่มแล้ว หนังตาหย่อนนอนหลับสบาย แล้วจะมีความสุข จะหามาโดยวิธีการใดก็แล้วแต่ จะประกอบอาชีพใด รับราชการ จะเรียนสูงไม่สูง จะรวยจะจน สวยไม่สวย มีอำนาจไม่อำนาจ มียศมีตำแหน่ง มีชื่อเสียงไม่มีชื่อเสียง แท้จริงแล้วมนุษย์เกิดมาเพื่อทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดก่อนที่จะกลับไปหาพระเจ้าของตนเองตามหลักความเชื่อของแต่ละศาสนา สุดท้ายมนุษย์ก็ไม่ได้นำเอาเกียรติยศ อำนาจ ชื่อเสียง ทรัพย์สินเงินทองไปด้วย อุตส่าห์ทำงานกันจนลืมความตาย ท้ายสุดเหลือแต่ความชั่วความดี ที่ลูกหลานกล่าวถึงทุกวัน
มนุษย์เมื่อรู้เป้าหมายที่แท้จริงแล้วของชีวิตควรดำเนินชีวิตแบบพอเพียงตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำรัส แก่พสกนิกรชาวไทยเป็นแนวทางการดำรงชีวิต และการปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ ก่อนที่ภัยธรรมชาติจะทำลาโลกให้สิ้นสลายไม่ให้ลูกหลานได้อยู่อาศัย เพราะตอนนี้ภัยธรรมชาติได้เตือนเราแล้วอย่าง ประเทศเฮติ ประเทศอินเดีย ประเทศจีน ฯลฯ เราต้องอาศัยอยู่กับธรรมชาติไม่ใช่เอาชนะธรรมชาติ
บรรณานุกรม
นิรมล ศตวุฒิ และศักดิ์ศรี ปาณะกุล : การเขียนเอกสารวิชาการ พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง,2546
ที่มา http://www.sea12thai.org/sara/sara134.htm (ทฤษฎีความกับต้องการ)