วันแรกเราโดนปลุกตั้งแต่เช้ามืด ประมาณตีสี่ ดิฉันตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงเคาะระฆัง เสียงดังสนั่นฟังชัด ไม่มีเวลาที่ต้องงังเงีย รู้สึกตัวก็ตื่นขึ้นมาก็รีบหยิบชุดแปรงฟันเข้าห้องน้ำ ในช่วงเวลานั้นทำได้เพียงแค่การล้างหน้าแปรงฟัน จากนั้นเราก็ไปรวมกันที่ห้องโถง สิ่งที่ได้เรียนรู้ในช่วงเวลาอันสั้นเมื่อลืมตาตื่น คือ การใช้เวลาที่มีอยู่อันน้อยนิดอย่างคุ้มค่าและได้ผลลัพธ์ที่ดี

       เมื่อไปถึงห้องโถงทุกคนก็พร้อมกันเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีการพุดทักทายอะไรกัน ต่างอยู่ในอาการสำรวม ดิฉันเลือกนั่งตรงที่คิดว่าเหมาะสำหรับตนเอง จริงๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจเลือกหรอกคะ เห็นที่ว่างก็เลยเลือกนั่ง บรรยากาศในห้องเย็นๆ นิ่งๆ สงบ มีเพียงแสงสลัวๆ แต่ก็ไม่ได้ชวนให้ง่วง แต่กลับสัมผัสได้ถึงความสงบนิ่ง จากนั้นอาจารย์ที่เป็นครูฝึกก็สอนให้ฝึกสังเกตลมหายใจเข้า-ออก โดยจับความรู้สึกให้ได้บริเวณสามเหลี่ยมเหนือริมฝีปากบน หายใจเข้า"ลม"สัมผัสที่รูจมูกข้างใดมากกว่ากัน หรือเท่ากัน แล้วเวลาหายใจออก "ลม" สัมผัสที่รูจมูกใด เฝ้าตามลมไปเรื่อยๆ ...นี่เป็นบทเรียนแรกของการเริ่มเรียนรู้เรื่อง "ลมหายใจ" วันแรกดิฉันก็ยังจับอะไรไม่ได้ชัด แต่ก็เฝ้าสังเกต "ลมหายใจ" ของตนเองเรื่อยไป...พอเวลาผ่านไปสักพัก ก็เริ่มมีอาการปวดขา เป็นตะคริว แต่ดิฉันก็ได้บอกตนเองว่า "อดทน" แต่ตอนนั้นไม่ทราบหรอกคะว่า คืออะไร จนได้มาสอบถามอาจารย์ทีหลังเมื่อผ่านไปได้หลายเพลา ท่านบอกว่า เราต้องเรียนรู้จัก "การอุเบกขา" ...

       ช่วงเช้าเรานั่งฝึกตามลมหายใจไปจนถึงหกโมงก็เสร็จสิ้น แล้วก็รับอาหารเช้า ดิฉันรับอาหารเบาๆ เป็นข้าวต้นข้าวกล้อง เป็นการรับประทานเพื่ออยู่มากกว่า..ความรื่นเริงเอาอรรถรสจากการทาน จากนั้นก็แยกย้ายกันพักผ่อนตามอิริยบท ดิฉันก็ทำกิจธุระส่วนตัว แล้วนั่งชมต้นไม้ไปเรื่อย พร้อมกับสำรวจตนไปพร้อม  ประมาณแปดโมงก็ฝึกต่อตามลมหายใจสามเหลี่ยมเหนือริมฝีปากบน ไปจนถึงเที่ยงก็รับอาหารมื้อเที่ยง และก็พักผ่อนใครใคร่ฝึกต่อ ก็ฝึก ใครใคร่พักผ่อนก็พักก่อนตามสมัครใจ แล้วกลับมาฝึกร่วมกันอีกครั้งประมาณหกโมงเย็นถึงสี่ทุ่ม หลังฝึกของแต่ละวันก็มีการสอบอารมณ์กับอาจารย์ที่เป็นครูฝึกเพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าของตนเอง