น้ำ : แหล่งกำเนิดแห่งชีวิต
ดาวเคราะห์สีฟ้าที่เรียกว่าโลกนั้น นับว่าเป็น“โลกแห่งน้ำ” อย่างแท้จริง
ซึ่งน้ำนั้นถือเป็นปัจจัยหลักของมวลมนุษย์ รวมทั้งสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งพืช สัตว์
รวมไปถึงจุลินทรีย์ต่างๆ ล้วนมีน้ำเป็นสื่อในการดำรงชีวิต และถ้าหากปราศจากน้ำแล้ว มนุษย์รวมทั้งสัตว์และพืชก็ไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้
ถึงแม้ว่าพื้นที่ 3 ใน 4 ของโลกจะถูกยึดครองด้วยน้ำก็ตาม หากแต่เป็น น้ำจากมหาสมุทร (ทะเล) ที่มีข้อจำกัดในการนำมาใช้ประโยชน์ เนื่องจากมีความเค็มและมีแร่ธาตุแขวนลอยต่างๆ ปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนแหล่งน้ำตามธรรมชาติ คือ น้ำผิวดิน ที่พบได้ตามแม่น้ำลำคลอง หนอง บึง น้ำตกนั้น เมื่อพิจารณาอย่างผิวเผินแล้ว เราอาจเห็นว่ามีน้ำจืดอยู่มากมาย แต่ในความเป็นจริงแล้วปริมาณน้ำจืดที่มีอยู่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เพียงบางส่วน
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า โลกที่เราอาศัยอยู่นี้ ไม่ได้มีน้ำไว้ใช้ในการดำรงชีพได้อย่างเพียงพอ และสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้นกำลังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ “วิกฤตน้ำเสีย” ที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้......
คนไทย...สายน้ำและปัญหา!
คนไทยกับสายน้ำ...นับเป็นความผูกพันที่สืบสานผ่านกาลเวลามาช้านานจนเกิดเป็นแหล่งอารยธรรมที่สะท้อนภาพของวิถีความเป็นอยู่ของคนไทยได้อย่างชัดเจน ชีวิตที่ดำเนินควบคู่ไปกับสายน้ำเปรียบเสมือนการเดินทางที่พึ่งพาอาศัยกันและกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ
หากแต่ทุกวันนี้สถานการณ์ของแหล่งน้ำทั่วประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาความเสื่อมโทรม จนเกิดเป็นผลกระทบขนาดใหญ่ต่อการพัฒนาประเทศ เงินจำนวนมหาศาลถูกใช้ไปกับการฟื้นฟูสภาพแหล่งน้ำตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ จากพื้นที่รวม 512,000 ตารางกิโลเมตร 25 พื้นที่ลุ่มน้ำหลัก และประมาณร้อยละ 29 เป็นแหล่งน้ำที่มีคุณภาพต่ำ และอีกประมาณร้อยละ 5 เป็นแหล่งน้ำที่มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ต่ำมากที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข
ปัญหาน้ำเสียที่เกิดขึ้น สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้
1. น้ำเสียชุมชน (Domestic Wastewater) ได้แก่น้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชน เช่น น้ำเสียจากบ้านเรือน อาคารที่พักอาศัย โรงแรม โรงพยาบาล เป็นต้น
2. น้ำเสียจากอุตสาหกรรม (Industrial Wastewater) ได้แก่น้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการอุตสาหกรรมตั้งแต่ขั้นตอนการล้างวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงการทำความสะอาดโรงงาน
3. น้ำเสียจากเกษตรกรรม (Agricultural Wastewater) ได้แก่น้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมทางการเกษตร ครอบคลุมถึงการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์
4. น้ำเสียที่ไม่ทราบแหล่งกำเนิด (Nonpoint Source Wastewater) ได้แก่ น้ำฝน และน้ำหลากที่ไหลผ่านและชะล้างความสกปรกต่างๆ เช่น กองมูลฝอย แหล่งเก็บสารเคมี ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และคลองระบายน้ำ
จาก “น้ำใส” เป็น “น้ำเสีย”
น้ำ...ถือได้ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ซึ่งไม่เพียงแต่จะใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคแล้ว น้ำยังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในอันที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดำเนินต่อไป ทั้งในส่วนของภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ซึ่งเราอาจสรุปคุณประโยชน์ของน้ำได้ดังนี้คือ
1. การอุปโภคบริโภค มนุษย์ต้องการน้ำสะอาดเพื่อดื่มกินและใช้ในการประกอบอาหาร และใช้น้ำชำระล้างร่างกาย ชะล้างสิ่งสกปรกและใช้เพื่อประโยชน์อื่นๆ ในการดำรงชีวิตประจำวัน
2. การเกษตรกรรม พืช และสัตว์ ต้องการน้ำเพื่อการเจริญเติบโต น้ำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์
3. อุตสาหกรรม น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม น้ำถูกใช้เป็นวัตถุดิบ ใช้หล่อเครื่องจักรและระบายความร้อนให้แก่เครื่องจักร ใช้ทำความสะอาดเครื่องจักเครื่องยนต์ของโรงงานและใช้ชะล้างกากของเสียจากโรงงาน
4. การคมนาคมขนส่ง การคมนาคมขนส่งทางน้ำนับว่าสะดวกและรวดเร็ว เนื่องจากสามารถขนส่งได้ จำนวนมากและเข้าไปถึงทุกแห่งที่มีแม่น้ำลำคลอง
แต่ในปัจจุบัน จากการขยายตัวของสังคมเมืองไปสู่สังคมอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้แหล่งน้ำตามธรรมชาติที่เคยอยู่ในสภาพที่ดีได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำในปัจจุบัน ซึ่งไม่เพียงแต่จะเกิดผลกระทบขึ้นกับการดำเนินชีวิตโดยตรงแล้วยังก่อให้เกิดปัญหาด้านสังคมอื่นๆ อีกตามมา อาทิ เป็นแหล่งแพร่ระบาดของเชื้อโรค, เป็นแหล่งเพาะพันธ์ของแมลงนำโรค, ทำให้เกิดปัญหามลพิษต่อดินและอากาศ ทำให้เกิดความรำคาญ เช่น กลิ่นเหม็น รวมไปถึงความสูญเสียต่างๆ ทางเศรษฐกิจ เช่น สูญเสียพันธุ์ปลาบางชนิด และที่สำคัญก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบนิเวศในระยะยาว
สิ่งปฏิกูลจากอุตสาหกรรมเป็นเหตุให้น้ำเน่าเสีย การบำบัดน้ำเสีย ด้วย บ่อบำบัดน้ำเสีย
ในปัจจุบันความเจ็บป่วยที่เกิดจากความเกี่ยวข้องทางน้ำ (Water-related diseases) แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
1. Waterborne diseases เป็นโรคหรือความเจ็บป่วยที่มีน้ำเป็นสื่อในการแพร่กระจาย เกิดจากการดื่มน้ำที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคประเภทต่างๆ ตลอดจนสารเคมี โลหะหนัก รวมทั้งการปรุงอาหาร โดยไม่ใช้น้ำไม่สะอาดที่มีการปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคและสารเคมี จะทำให้เกิดอาการอุจจาระร่วง รวมไปถึงอาการป่วยด้วยโรคอื่นๆ คือ บิด ไทฟอยด์ ตับอักเสบและพยาธิ
2. Water - washed diseases โรคหรือความเจ็บป่วยที่เนื่องมาจากการขาดแคลนน้ำสะอาดในการชำระล้างทำความสะอาดร่างกายและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม มักจะเป็นอาการโรคติดเชื้อตามเยื่อบุตา ผิวหนังทั้งภายในและภายนอกร่างกาย อาทิ ริดสีดวงตา หิด เหา แผลตามผิวหนัง เป็นต้น
3. Water - based diseases โรคหรือความเจ็บป่วยเนื่องจากเชื้อโรคหรือสัตว์นำโรคที่มีวงจรชีวิตอาศัยอยู่ในน้ำ เช่น พยาธิใบไม้ในตับ พยาธิใบไม้ในเลือด เป็นต้น
4.Water - related insect vectors โรคหรือความเจ็บป่วยเนื่องมาจากแมลงเป็นพาหะนำโรค ที่ต้องอาศัยน้ำในการแพร่พันธ์เป็นสำคัญ พาหะนำโรคส่วนใหญ่เกิดจากยุง เช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก โรคเท้าช้าง ไข้เหลือง เป็นต้น
เติมชีวิตให้สาย...น้ำ
น้ำเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิต เราทุกคนจึงควรเห็นคุณค่าในความสำคัญของน้ำและเพื่อประโยชน์ใช้สอยได้ต่อไปอีกยาวนาน สำหรับกระบวนการและขั้นตอนทางการบำบัดน้ำเสียนั้น ทางรัฐบาลได้จัดทำแผนและนโยบายเพื่อบำบัดน้ำเสียในระดับประเทศ โดยกระบวนการนั้นจะประกอบด้วยการบำบัดทางกายภาพ (ขั้นตอนการดักสิ่งเจือปนในน้ำเสียที่มีขนาดใหญ่และแยกออกจากน้ำเสีย) ทางชีวภาพ (เป็นการทำให้ปริมาณความสกปรกในน้ำลดลง) จนไปถึงขั้นตอนสุดท้ายคือการบำบัดโดยทางเคมี (เป็นการบำบัดสุดท้ายเพื่อให้น้ำใสสะอาดและปราศจากเชื้อโรค)และสำหรับวิธีที่จะช่วยเติมชีวิตให้สายน้ำนั้น ก็จะอยู่ในชีวิตประจำวันทั่วไปของเรานั่นเองก็คือ
1. การอาบน้ำ ควรอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็นหรือก่อนนอน หรือภายหลังจากการออกกำลังกาย 30 นาที โดยใช้สบู่ที่เป็นด่างอ่อนๆ ไม่เจือสีฉูดฉาดและมีกลิ่นไม่แรงเกินไป ทั้งนี้การอาบน้ำบ่อยเกินไป มากเกินไปหรือนานเกินไป หรือฟอกสบู่มากเกินไป จะทำให้ผิวหนังซีดเซียว อักเสบ ทำให้ร่างกายขาดเกราะป้องกันได้
2. การแปรงฟัน ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยใช้แก้วน้ำรองน้ำจะประหยัดกว่าการเปิดน้ำจากก๊อกน้ำโดยตรง และไม่ควรเปิดน้ำทิ้งไว้ในระหว่างแปรงฟัน
3. การล้างจาน ก่อนล้างภาชนะหรือถ้วยจาน หากมีเศษอาหารติดอยู่ในจานอาหาร ควรเขี่ยทิ้งลงในถังเสียก่อน ส่วนคราบน้ำมัน ควรใช้กระดาษหนังสือพิมพ์หรือกระดาษที่ใช้แล้วเช็ดออก หรือเศษผ้าเช็ดออก และควรเลือกน้ำยาล้างจานที่มีส่วนผสมที่ระบุว่าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งน้ำที่เหลือนั้นสามารถนำไปรดต้นไม้ได้อีกด้วย
4. การซักผ้า ก่อนซักผ้า ควรใส่ผงซักฟอกแช่น้ำทิ้งไว้ก่อนประมาณ 3 นาที แล้วค่อยตีให้เกิดฟอง ควรใช้ผงซักฟอกที่มีสารอนินทรีย์ คือ ประเภทสารฟอตเฟต และใส่ในปริมาณที่พอดีกับผ้าที่จะซัก เมื่อซักเสร็จแล้ว หากมีผ้าอื่นๆ ที่สามารถซักต่อได้ เช่น ผ้าถูพื้น หรือผ้าเช็ดเท้า ถุงเท้า ก็ให้ซักต่อได้ จะช่วยประหยัดน้ำได้อีกมาก
5. การใช้ห้องสุขา การรักษาความสะอาดห้องสุขาและห้องอาบน้ำ ควรใช้แปรงสำหรับขัดถูคราบสบู่ หรือหินปูนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาเคมีใดๆเพราะอาจทำลายจุลินทรีย์ที่อยู่ในถังเกรอะและถังกรองให้ตายได้ ทำให้กระบวนการย่อยสลายกากตะกอนและสิ่งปฏิกูลผิดปกติ ทำให้เกิดปัญหา
ถังสุขาเต็มหรือท่อสุขาอุดตันบ่อย
“หากสายน้ำหยุดไหล ย่อมหมายถึงลมหายใจกำลังจะหมดลง”