หลายคนบอกว่า เหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้อาจะเป็นกรรมเก่าของชาติบ้านเมืองก็ได้ หากย้อนไปถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์เป็นต้น จนถึงหลายสิบปีที่แล้ว คนในชาติของเรายังไปเผาบ้านเมืองของเพื่อนบ้านใกล้เคียง เป็นฐานทัพให้กับประเทศตะวันตกส่งอาวุธและทหารไปไปถล่มชาติเพื่อนบ้านจนพินาศย่อยยับ

แปรวิกฤติให้เป็นคุณค่าได้อย่างไร

 

ภาพความหายนะที่ปรากฏบนจอทีวี ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรียกอารมณ์หลากหลายของผู้ชมได้อย่างเกินบรรยาย  บ้างก็เคียดแค้น ชิงชัง บ้างก็ความสมเพชเวทนา บ้างก็โศกสลดรันทด ขึ้นอยู่กับเราเกี่ยวข้องอย่างไร หรือถูกปลูกฝังความรู้สึกนึกคิดแบบใด

ในวันนี้  คำถามที่เรามักจะได้ยินซ้ำซากจากผู้คน ก็คือ “จะมีเหตุการณ์แบบนี้อีกหรือไม่?   จะเยียวยาบ้านเมืองกัน อย่างไร?   นานเท่าไหร่?   จะสมานรอยแผลได้อย่างไร?   อีกนานไหมกว่าประเทศไทยจะกลับมารุ่งเรืองเหมือนเดิม?” 

และกลุ่มนักวิชาการและบริหารประเทศจำนวนหนึ่ง ได้ตั้งคำถามถึงโอกาสการปฏิรูปประเทศไทยภายหลังสภาพวิกฤตินี้

ทุกคำถาม ยากที่จะตอบ  

หลายคนบอกว่า เหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้อาจะเป็นกรรมเก่าของชาติบ้านเมืองก็ได้  หากย้อนไปถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์เป็นต้น จนถึงหลายสิบปีที่แล้ว  คนในชาติของเรายังไปเผาบ้านเมืองของเพื่อนบ้านใกล้เคียง เป็นฐานทัพให้กับประเทศตะวันตกส่งอาวุธและทหารไปไปถล่มชาติเพื่อนบ้านจนพินาศย่อยยับ  เรียกว่าเกือบจะสิ้นชาติกันเลยทีเดียว เราภูมิใจที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้น ไม่เคยถูกกระทำย่ำยีที่ร้ายแรง รุนแรง  ไม่เคยรบราฆ่าฟันกันเอง ไม่เคยรบราฆ่าฟันกับคนต่างชาติ ที่มีบ้างก็เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน  เราสุขสบายกับในน้ำมีปลาในนามีข้าว อิสระเสรี จนกลายเป็นชนชาติจนไม่ต้องสนใจความมีวินัยของการรวมกลุ่มรวมหมู่ ไม่สนใจกระทั่งสิ่งที่เรียกว่าความเป็น “ชาติ”

และวันนี้ กรรมทั้งหลายทั้งปวง ก็คงให้เราได้มาเสวยกันเสียที  เราหันมาราวีเข่นฆ่ากันเอง ไม่ต้องสนใจหายนะของชาติ เพียงแต่ต้องการให้ตนเองชนะ  ไม่ต้องสนใจว่าใครจะเป็นผู้นำของชาติ ไม่ต้องสนใจเรื่องวินัยของชาติ

จลาจลและโศกนาฏกรรมของชาติเราวันนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับที่เราร่วมกระทำกับประเทศเพื่อนบ้าน อาจจะน้อยเกินไปด้วยซ้ำ นี่ยังไม่รวมถึงการย่ำยีต่อเพื่อนบ้านที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นตามแนวชายแดน หรือในท้องทะเล ซึ่งมีข่าวคราวถึงการเข่นฆ่า การปล้นสะดมภ์ และการข่มเหงข่มขืนผู้คนเหล่านั้น

สถานการณ์ประเทศวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุใดก็ตาม ไม่ว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรก็ตาม  สำหรับความเห็นของผม ปัญหาทั้งหมดก็คือผลผลิตจากการศึกษาของชาติที่ผ่านมา เราคงจัดการศึกษาให้คนแข่งขันจนเกินไป  ให้คนเอาชนะคะคาน ไม่ยอมแพ้ ให้คนเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบคนอื่น ถีบหัวคนอื่น เพื่อให้ตัวเองเข้าเรียนสถาบันที่ดีกว่า ได้สิ่งที่ดีกว่า และมีโอกาสมากกว่า  เราจึงมีประชาชนของชาติที่เต็มไปด้วยจิตใจที่ต้องการเอาชนะ ต้องการเหนือกว่า ต้องการมีอำนาจมากกว่า คนเหล่านี้แหละคือนักการเมือง ข้าราชการของชาติ และนักธุรกิจ ที่อยู่เต็มประเทศของเรา ล้วนตกอยู่ในวังวนของกรอบความคิดที่ถูกฝังมาแบบนี้  เราจึงไม่แปลกใจกับการอยากชนะจนบ้านเมืองวายวอด

มาปฏิรูปการศึกษากันเถิดครับ เรามาจัดการศึกษาเพื่อสร้างสรรค์ความสามัคคีของคนในชาติ สร้างความร่วมมือและความเจริญเติบโต และความรุ่งเรืองของทุกคนของคนในชาติ เน้นการพัฒนาและสร้างสรรค์ชุมชนของตน เรียนรู้และร่วมมือกับชุมชนอื่น ๆ ด้วยการเป็นเครือข่ายแห่งความดีงาม

เราลองมาปฏิรูปการศึกษา ร่วมสร้างหลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ในสาขาการเปลี่ยนแปลงชุมชนที่สร้างสรรค์ โดยการประสานความขัดแย้งและสันติวิธี    รัฐบาล องค์กรทางการศึกษา องค์กรศาสนา องค์กรปกครองท้องถิ่น องค์กรเอกชน และทุกหน่วยงานมาช่วยกันสร้างกรอบความคิดใหม่ ในการพัฒนาประเทศอย่างเร่งด่วน

ถือเอาโอกาสนี้ มา BIG CLEANING  ประเทศไทย  กำจัดขยะของ ขยะคน และฝุ่นแห่งท้องถนนเสียใหม่  ดีไซน์ตึก อาคารที่ถูกเผาเสียใหม่ อย่าลืมมาร่วมกันดีไซน์คนในชาติใหม่เสียด้วยครับ.

 

ดร.ศักดิ์  ประสานดี

[email protected]