ชื่อเรื่อง               รายงานการพัฒนาทักษะการเขียน  โดยใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ๖

ผู้วิจัย                ศิริลักษณ์  แสนแก้วใส

ปีการศึกษา         ๒๕๕๒

บทคัดย่อ

          การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน  ผู้วิจัยได้พัฒนาทักษะการเขียน  โดยใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่  ๖  โรงเรียนบ้านโคกเพชร  (เภคประชารัฐบำรุง)  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์  เขต  ๓  โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย  ดังนี้  ๑)  เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  ๖  ตามเกณฑ์มาตรฐาน  ๘๐/๘๐   ๒)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ในการเขียนเชิงสร้างสรรค์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย         ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้านโคกเพชร (เภคประชารัฐบำรุง)  ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง โดยใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ และ ๓) เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์

                   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ๖  ภาคเรียนที่  ๒ปีการศึกษา  ๒๕๕๒ โรงเรียนบ้านโคกเพชร (เภคประชารัฐบำรุง)  ตำบลไพล  อำเภอปราสาทสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต ๓ จำนวน ๑ ห้องเรียน จำนวนนักเรียน ๒๕ คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive  Sampling) ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๒  จำนวน  ๒๐  ชั่วโมง โดยสอนครั้งละ ๑  ชั่วโมง  ผู้วิจัยเป็นผู้สอนเอง โดยสอนนอกเวลาเรียนปกติ เวลา  ๑๕.๐๐-๑๖.๐๐ น. ตั้งแต่วันที่  ๓๑ ตุลาคม  ๒๕๕๒  ถึงวันที่  ๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ ขอบเขตของเนื้อหา การทดลองครั้งนี้มุ่งพัฒนาความรู้ความเข้าใจและทักษะ เรื่อง การเขียนเชิงสร้างสรรค์  มีขอบเขตเนื้อหา  สาระที่ ๒  :  การเขียน มาตรฐาน  ท ๒.๑  : ใช้กระบวนการเขียน  เขียนสื่อสาร  เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ  การเขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศ  และรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยแบ่งออกเป็น  ๓  ตอน ดังนี้ ตอนที่ ๑ รู้คำนำทาง (การเขียนคำ) ตอนที่ ๒  สรรสร้างข้อความ (การเขียนประโยค)  และตอนที่  ๓  ร้อยเรียงดังจินตนา (การเขียนเรื่อง)

                    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี  ๔  ชนิด  คือ  ๑) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน  ๒๐ แผน      ๒) แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ จำนวน ๒๐ แบบฝึก ๓) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์  ประกอบด้วย  แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางภาษา  จำนวน ๖ ฉบับ และแบบทดสอบการเขียนเรียงความ จำนวน ๑ ฉบับ และ ๔) แบบวัดเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์  จำนวน ๑ ฉบับ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating  Scale) มี ๕ ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จำนวน ๑ ชุด  มีข้อคำถาม ๓๐ ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ร้อยละ  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และ   การทดสอบค่า  t (t-test  แบบ  Dependent  Sample)

                   ผลการวิจัยพบว่า  ๑)  แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่  ๖  มีประสิทธิภาพ  ๘๒.๒๐ / ๘๕.๐๔    ๒)   ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียน  หลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .๐๑   และ  ๓)   เจตคติของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกการเขียนเชิง นักเรียนมีเจตคติที่ดี   อยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง