การฟันฝ่าร่วมกัน

เก็บตกเรื่องเล่า “ ซานติก้ากับการฟันฝ่าร่วมกัน ”

จากงาน  11th HA National Forum               

            ปีนี้ …นับเป็นโชคดีของข้าพเจ้า ที่ได้รับโอกาสให้เข้าร่วมประชุมวิชาการประจำปี การพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาลครั้งที่11ในฐานะวิทยากรคนหนึ่ง  การประชุมในครั้งนี้ เป็นการประชุมภายใต้แนวคิด“การพัฒนาที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน (Flexible & Sustainable Development)” นอกจากได้ดูนิทรรศการ และฟังบรรยายในแง่มุมทางวิชาการ ที่ผู้คนในแวดวงสาธารณสุขจากทุกหนแห่งทั่วประเทศ ได้ตื่นตัวมานำเสนอผลงานกันอย่างหลามไหลแล้ว เรายังได้ซึมซับนำแนวความคิดการดูแลผู้ป่วยและครอบครัวในมิติทางจิตวิญญาณ ผ่านเรื่องเล่าที่ได้อรรถรส ทั้งจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ดารา นักแสดง ที่มาให้ความเห็นในมุมมองของผู้ใช้บริการ และจากบรรดาพี่น้องชาวสาธารณสุขที่เป็นทีมสุขภาพ ผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ป่วยในหลากหลายมุมมองด้วยกัน   และแน่นอนที่สุดหนึ่งในผู้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และร่วมเป็นผู้เล่าในกรณีศึกษา “ซานติก้ากับการฟันฝ่าร่วมกัน” ก็คือทีมของพวกเราอันประกอบด้วย ตัวผู้ป่วย (คุณรัตนา แซ่ลิ้ม ผู้ยินดีอุทิศตนเป็นวิทยาจารย์) มารดา นักกายภาพบำบัดน้องใหม่ไฟแรง (คุณ นพรัตน์ โต๊ะอาด) ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมสหสาขาวิชาชีพของเราที่ให้การดูแลผู้ป่วยรายนี้อย่างใส่ใจใกล้ชิด คุณศิริัลักษณ์ กุลลวะนิธีวัฒน์ หัวหน้าทีม burn ที่เข้มแข็งของข้าพเจ้า ที่ทำหน้าที่ “ผู้จัดการทีม” และตัวข้าพเจ้าเองซึ่งทำหน้าที่ “พยาบาลเจ้าของไข้”      ในวันนั้นพวกเราได้สะท้อนให้เห็นมุมมองของการดูแล “คนทั้งคน” ที่ต้องประสบชะตากรรมจนแทบไม่อยากมีชีวิตรอด ให้กลับมายืนหยัดอยู่บนโลกใบนี้ ได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง พวกเรา…ได้ร่วมกันฟันฝ่ามาได้อย่างไร….

 

  “ครั้งแรกที่หนูรู้สึกตัว หนูคิดว่าตัวเองเป็นแผลไม่มาก แต่ที่ไหนได้ มันเยอะมาก จนหนูคิดว่าทำไมหนูถึงต้องมีชีวิตรอด หนูอยากตายมาก เพราะหนูรับไม่ได้ กลับบ้านไปจะอยู่ยังไง เหตุการณ์ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก แต่หนูก็ยังโชคดี ที่ยังมีแม่และลูกที่เป็นกำลังใจที่สำคัญที่สุด เพราะการที่ต้องเจ็บปวดทรมานในครั้งนี้ มันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างที่หนูไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะเกิดขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว และแล้วสิ่งที่หนูกลัวมันก็มาถึงจนได้” 

  “เมื่อก่อนคิดไม่เป็น ทำอะไรไม่ค่อยคิด ถ้าย้อนเวลาได้ ทำอะไรจะคิดก่อนทำ”

  “ครอบครัวทุกคนไม่กลัวเรา แล้วเราจะกลัวอะไร สำหรับคนอื่นเราไปห้ามความคิดเขาไม่ได้”

  “ไม่น่าเชื่อว่าลูกจะรอดมาได้ ตอนแรกแม่คิดว่า แค่ลูกมีลมหายใจแม่ก็พอใจแล้ว แต่วันนี้เกินความคาดหวัง แม่ได้ลูกกลับมาอีกครั้ง พร้อมได้หัวใจลูกคืนมาด้วย”

 

         นี่คือเสียงบอกเล่าจากตัวผู้ป่วย “คุณ รัตนา แซ่ลิ้ม” สาวสวย วัยสดใสที่ได้ผ่านคืนวันอันโหดร้าย ที่ยาวนาน จนก้าวข้ามผ่านสู่ความเป็นหญิงสาวใจเพชร  ที่ไม่เหลือเค้าของความสวยงามของร่างกายภายนอก คงมีแต่จิตวิญญานภายในของเธอเท่านั้น ที่พร้อมจะเปล่งประกาย และอุทิศตนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม ถ้ามีคนต้องการ ตามคำปวารณาตัวของเธอเอง…

 

         “คุณ รัตนา แซ่ลิ้ม” เป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ซานติก้าผับ เมื่อคืนข้ามปี   สู่วันที่ 1มกราคม 2552 ทีมของเราได้ต้อนรับเธอ ในราวบ่ายสองของวันนั้น ซึ่งเป็นวันหยุดยาวเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลวันขึ้นปีใหม่  แต่นั่น ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับเรา เนื่องจาก มีการจัดเวรเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในวันหยุดนักขัตฤกษ์ทั้งแพทย์และพยาบาล ร่วมกับการมีสัญญาใจระหว่างทีมแม้จะไม่ได้อยู่เวร  ทุกคนก็สามารถเข้ามาช่วยได้ด้วยจิตอาสา  วันนั้น เมื่อเธอเข้ามารับการรักษาใน Burn Center  รพ. นพรัตนราชธานีของเรา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีการดูแลแบบครบวงจร  โดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง  จากทีมสหวิชาชีพ ซึ่งแต่ละทีมจะเป็นผู้ก้าวเดินเข้ามาให้การดูแลผู้ป่วยตาม Clinical Practice Guideline of Burn Care (CPG) และมีพยาบาลวิชาชีพทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ (Manager) ของผู้ป่วย  ในการประสานความร่วมมือกับทีมงาน ร่วมกับเป็นตัวแทนของผู้ป่วยในการพิทักษ์สิทธิและร้องขอในสิ่งที่ผู้ป่วยควรจะได้รับ ก่อให้เกิดการดูแลแบบองค์รวม (Holistic care) ตั้งแต่แรกรับจนถึงหลังจำหน่าย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมั่นใจ มีการวิเคราะห์ความต้องการและความเสี่ยงทางคลินิกตั้งแต่ระยะวิกฤต ระยะดูแลรักษา และระยะฟื้นฟู พร้อมติดตามเฝ้าระวัง ส่งต่อข้อมูลให้กับทีมงาน โดยเฉพาะทีมการพยาบาลที่มีการมอบหมายงานแบบพยาบาลเจ้าของไข้ โดยยึดหลัก  My nurse- My patient ทำให้ผู้ป่วยและญาติเกิดความมั่นใจและไว้วางใจ

 

        ด้วยลักษณะการบาดเจ็บจากความร้อนที่รุนแรง บาดแผลมีความลึกถึงระดับ 3 โดยเฉพาะแผลที่ใบหน้า ลำคอ แขนทั้งสองข้าง มือขวา ทรวงอกและต้นขา 2 ข้าง รวมพื้นที่แผลไหม้ทั้งสิ้น 30 %   ของร่างกาย ร่วมกับมีการสูดสำลักเขม่าควัน และความร้อน ทำให้ผู้ป่วยต้องใส่ท่อทางเดินหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นเวลานานกว่าครึ่งเดือน ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของผู้ป่วย ร่วมกับได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากทีมงาน ทำให้ผู้ป่วยผ่านภาวะวิกฤตในระบบหายใจมาได้โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่สุดท้ายโชคชะตาและเทคโนโลยีอะไรก็ไม่เข้าข้าง เมื่อเราไม่สามารถยื้อยุดมือขวาของผู้ป่วยไว้ได้เนื่องจากการถูกเผาไหม้จนเกรียมตั้งแต่ต้น ทำให้ทั้งผู้ป่วยและทีมงานจำใจต้องสละมือขวาทิ้งไปในระดับข้อมือ เพื่อป้องกันการติดเชื้อลุกลามสู่กระแสเลือด นับเป็นความสูญเสียครั้งแรกที่ผู้ป่วยรับรู้ได้ในขณะนั้น  แล้วในระยะต่อมาเมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างเริ่มคงที่ ผู้ป่วยเริ่มรับรู้ได้ถึงสิ่งที่ตามมาพร้อมกับความรู้สึกเศร้าโศกสูญเสีย ที่หวลกลับคืนมาสู่ผู้ป่วยอีกครั้ง คือการต้องรับรู้ในภาพลักษณ์ความสวยงามที่เคยติดตัวมาแต่กำเนิดว่าจะไม่มีโอกาสกลับไปเหมือนเดิมได้เลย เพราะพยาธิสภาพของแผลไหม้ที่ใบหน้าลึกถึงกระดูกหน้าผาก แพทย์ต้องทำผ่าตัดโยกย้ายหนังศีรษะซีกขวามาปิดหน้าผากซีกซ้าย เพื่อรักษาไม่ให้กระดูกบริเวณหน้าผากแห้งตาย  ร่วมกับการที่ต้องผ่าตัดปลูกถ่ายผิวหนังเป็นระยะๆ เนื่องจากความพร้อมของบาดแผลแต่ละส่วนไม่เท่ากัน จึงมีความจำเป็นที่ต้องผ่าตัดหลายครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น แผลที่ผ่าตัดปลูกถ่ายผิวหนังแต่ละครั้งเริ่มมีแผลเป็นปูดนูนอย่างรวดเร็ว ผิวหนังส่วนที่เหลือก็ถูกนำมาใช้เพื่อเป็น Donor site  ทำให้ดูราวกับว่ามีพื้นที่แผลไหม้เพิ่มขึ้นอีกถึงเท่าตัว ผู้ป่วยต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสาหัสทุกๆวันที่ทำแผล มันเป็นความเจ็บปวดที่ผู้ป่วยบอกว่าทุกข์ทรมานมากที่สุด พฤติกรรมที่พวกเรามักพบเห็นและรับรู้ทุกวัน คืออาการหวาดกลัว ร้องไห้ เมื่อเจ็บมากที่สุดผู้ป่วยจะพร่ำร้องเสมอๆว่า “ทำไมมันทรมานอย่างนี้ ไม่รู้จะรอดมาทำไม????” ซึ่งความรู้สึกนั้นผู้ป่วยได้เปิดเผยให้เราฟังว่าถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย

 

ความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยที่เกิดขึ้น พวกเรารับรู้ และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง  ทุกๆวันเราจะมีการพูดคุยประเด็นปัญหาเพื่อหาทางแก้ไข ทั้งด้านการจัดการความปวดที่เป็นแบบผสมผสานทั้งแบบใช้ยาและแบบไม่ใช้ยา การเยียวยาด้านจิตใจ การสร้างเสริมพลัง และดึงศักยภาพของผู้ป่วยให้กลับคืนมา โดยทีมประจำคือพยาบาลและเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลทุกคน การให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยาเรื่องเทคนิคการผ่อนคลาย และเทคนิคการฟังอวัยวะพูด การดูแลภาวะโภชนาการ การควบคุมและป้องกันการติดเชื้อ  การฟื้นฟูสมรรถนะทางร่างกาย โดยให้ผู้ป่วยและญาติได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะไม่เพียงแต่ตัวผู้ป่วยเท่านั้น ที่ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตและความสูญเสีย บุคคลใกล้ชิดของผู้ป่วยที่สำคัญยังมีคุณแม่และลูกสาววัย 7ปี ที่ได้ร่วมรับรู้และอยู่เป็นเพื่อนเคียงบ่าเคียงไหล่เพื่อคอยประคับประคองให้ผู้ป่วยมีกำลังใจในการต่อสู้ฟันฝ่ากับอุปสรรคนานับประการ ร่วมกับนโยบายหน่วยงานของเราที่มีความยืดหยุ่น อนุโลมให้คุณแม่อยู่เฝ้าเป็นเพื่อนได้ตลอดเวลาประหนึ่งเป็นพยาบาลเจ้าของไข้คนที่ 1 เลยทีเดียว และมากกว่านั้น ยังได้อนุญาตให้บุตรสาวของผู้ป่วยมาอยู่ด้วยได้เป็นครั้งคราว เช่นวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ โดยจัดให้ผู้ป่วยได้อยู่เป็นสัดส่วนในห้องแยกเพื่อควบคุมการติดเชื้อ และเอื้อต่อการจัดสิ่งแวดล้อมให้เป็นครอบครัว เพื่อการเยียวยาทางด้านจิตใจได้ทางหนึ่ง

 

           แต่ถึงแม้ว่าพวกเราจะมีการพัฒนาศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยแผลไหม้มาอย่างต่อเนื่องกว่า 12 ปี  ก็อาจยังไม่เพียงพอ หากทีมผู้ดูแลของเราขาดซึ่ง ความรัก ความเมตตา ที่อ อกมาจากใจ  ที่สะท้อนการเข้าถึงจิตวิญญาณของผู้ป่วย ด้วยการปฏิบัติการพยาบาลข้างเตียงโดยคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล  โดยการเลือกใช้แนวคิดต่างๆ ในการดูแลทั้งการให้ญาติเข้ามามีส่วนร่วม การทำสมาธิ การใช้ธรรมะเดลิเวอรี่ การรับฟังผู้ป่วยอย่างลึกซึ้ง (Deep listening) รวมทั้งให้การตอบสนองความต้องการอย่างทันท่วงทีเพื่อสร้างความไว้วางใจ การใช้เทคนิคฟังอวัยวะพูด  และการเสริมพลังผู้ป่วย ครอบครัว ทีมผู้ดูแล ฯลฯ   

 

          ศิลปะการดูแลเหล่านี้ ต้องมีการเลือกช่วงจังหวะและเวลาที่เหมาะสม สอดผสานความร่วมมือของทีม จนประสบความสำเร็จ ด้วยการบูรณาการหล่อหลอม จนล่วงเข้าเดือนที่ 6 ผู้ป่วยจึงเริ่มสามารถปรับตัวและยอมรับความจริงของชีวิตได้  นับเป็นความภาคภูมิใจ เสมือนว่าพวกเราได้พาผู้ป่วยข้ามสะพานได้เกือบถึงฝั่ง และพวกเราก็ได้ค้นพบว่าผู้ป่วยยังมีพลังและสามารถใช้ปัญญาในการคิดวิเคราะห์เรื่องต่างๆ ด้วยตนเองได้อย่างน่าอัศจรรย์เมื่อผู้ป่วยค้นพบ “จุดคลิ๊ก” ของตัวเอง  จึงกลับกลายเป็นผู้ให้กำลังใจกับผู้ป่วยอื่นในรุ่นเดียวกัน ที่มีความท้อแท้ประสบชะตากรรมเดียวกัน   ผู้ป่วยบอกว่า ““อยากออกไปช่วยให้กำลังใจคนอื่น ทั้งคนป่วยไข้ รวมถึงทีมการพยาบาล ที่ต้องการรับรู้ความคิด ด้านการได้รับบริการในฐานะผู้ป่วยคนหนึ่ง ว่ามีความต้องการอย่างไร    ณ ปัจจุบันนี้ รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามาก”  ‘’วันนี้ถึงแม้จะพิการ มีแผลเป็น ดึงรั้ง ไม่มีมือขวา หน้าตาไม่สวยงาม แต่ชีวิตกลับมีความสุขที่ได้อยู่กับครอบครัว มากกว่าเมื่อก่อน ที่ชีวิตมุ่งแต่การทำงานหาเงิน ไม่มีเวลาแม้แต่จะได้พูดคุยกับแม่และลูก”

 

         ตลอดระยะเวลา 11 เดือน ทั้งเรา ผู้ป่วยและญาติ ได้ร่วมกันฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในแต่ละระยะอย่างมีสติ เพื่อให้ผู้ป่วยก้าวข้ามผ่านความทุกข์ทรมาน จนสามารถกลับมายืนในสังคมได้อย่างเข็มแข็งและมีคุณค่ามากกว่าเดิม ซึ่งเป็นความงดงามที่ไม่ได้เกิดจากรูปลักษณ์ภายนอก    จนอาจกล่าวได้ว่าเราได้ชีวิตหนึ่งกลับมาภายใต้ การดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ เป็นความภาคภูมิใจที่ในวันนี้หลังจำหน่าย 3 เดือน ผู้ป่วยบอกว่ามั่นใจที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมถึงร้อยละ 90

         

          บทเรียนที่ได้รับ  จากการดูแลผู้ป่วยรายนี้ทำให้เราได้พบว่าการพัฒนาการดูแลรักษา ต้องอาศัยการเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างทีมผู้ดูแลรักษา ผู้ป่วยและครอบครัว เราทุกคนต้องมีความเชื่อมั่น ว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพถึงแม้จะพิการก็ตาม  และสุดท้ายความรักมีอานุภาพสามารถเปลี่ยนโลกได้ โดยเฉพาะความรักของพ่อแม่ ครอบครัว และความรักต่อเพื่อนมนุษย์