ฉลองพระองค์ชุดใหม่ของพระราชา
นิทานเรื่องนี้อาจจะยาวไปบ้าง แต่หากเราอ่านแล้วจินตนาการตามแล้วเราจะรู้ว่าอนาคตหากได้เป็นผุ้บริหาร ก็ควรจำเรื่องนี้ไว้ตลอดไป
บทนำเรื่องนิทาน เรื่อง " ฉลองพระองค์ชุดใหม่ของพระราชา " เรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่ผู้แต่งต้องการเน้นถึงเรื่องความฉลาด เฉลียวของคนที่ชอบหลอกลวงผู้คนเขาไปเรื่อย ๆ ด้วยคิดว่าตนเองนั้นฉลาดหลักแหลมจนเป็นยอดคนหรืออยู่เหนือคน ก็ไม่ปาน แต่สิ่งเหล่านั้นที่พวกเขาได้สร้างและผูกเป็นเรื่องราวขึ้นเพื่อลวงตานั้น มันไม่อาจที่จะพ้นไปจากสายตาของเด็กเล็ก ๆ ที่ไร้เดียงสาได้เลย ด้วยเด็กนั้นเห็นอะไรก็จะพูดออกไปอย่างที่เขาได้เห็นด้วยใจบริสุทธิ์ไม่มี มายา จนสามารถทำให้พวกผู้คน หูตาสว่างขึ้นมาได้ เป็นนิทานที่แต่งขึ้นโดย " ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน "
" ผ้าวิเศษที่จะมองเห็นได้ก็แต่เฉพาะคนที่ฉลาด และหลักแหลม ส่วนคนที่โง่เขลาเบาปัญญาจะมองไม่เห็น " เรื่องนี้เป็นการจินตนาการเรื่องราวด้วยความคิดสร้างสรรของผู้แต่ง ที่น่าทึ่งและน่าอ่านมากเรื่องหนึ่ง
เนิ่นนานมาแล้วในสมัยหนึ่ง มีพระราชาอยู่พระองค์หนึ่ง ทรงโปรดและรักการใส่เสื้อผ้าชุดสวย ๆ ใหม่ ๆ มากที่สุด แล้วถ้า จะถามว่า " ที่ว่ามากที่สุดนั่นน่ะ...มันมากมายขนาดไหนแล้วน่ะหรือ ? มันก็มากมายจนขนาดที่ว่าทรัพย์ส่วนมากของพระองค์ จะถูกนำมาใช้จ่ายก็เฉพาะแต่กับฉลองพระองค์อย่างเดียวเท่านั้นเลยหละ พระองค์ไม่สนพระทัยเหล่าทหาร การละคร หรือเข้าป่าล่าสัตว์ใด ๆ ทั้งสิ้น วัน ๆ ก็จะได้แต่เสด็จออกไปอวดเสื้อผ้าสวย ๆ ใหม่ ๆ ของพระองค์ไปทั่วเมือง ทรงมีเสื้อคลุม แต่ละตัวสำหรับเวลาในแต่ละชั่วโมงในหนึ่งวัน คำพูดหรือเกือบที่จะเรียกว่านินทาที่มักจะนำมาพูดกันถึงพระองค์บ่อยที่สุดก็ จะมีอยู่ว่าพระราชากำลัง " ทรงพระงาน " หรือไม่ก็จะพูดกันเล่นเป็นเรื่องขบขันอีกอย่างหนึ่งว่า " พระราชาทรงประทับอยู่ในตู้ เสื้อผ้า " ในทุก ๆ วันพวกข้าทาษบริวารจะต้องลำเลียงฉลองพระองค์เข้ามาให้พระองค์ทรงเลือก แล้วพระองค์ก็จะทรงเกลียด การใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ทรงใส่ไปแล้วเป็นอย่างมาก เรียกว่า " ของเก่าไม่สน " ว่าอย่างนั้นเลยแหละ พระองค์จะต้องการที่จะใส่ แต่ชุดที่ใหม่ ๆ เท่านั้นอย่างเดียวเสียด้วย แล้วคราวนี้ก็เหมือนกันพระองค์ทรงพิโรธเมื่อเห็นเสื้อผ้าเหล่านั้น ทรงตรัสอย่าง ฉุนเฉียวว่า " เสื้อผ้าพวกนี้มันเรียบเกินไป แล้วข้าก็ได้ใส่ไปแล้วด้วย ข้าต้องการเสื้อผ้าที่ตัดเย็บแบบแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่สวย งามแบบไม่มีใครเหมือน พวกเจ้าต้องไปหามาให้ข้าให้จงได้ เข้าใจไหม ! ! " เห็นไหมว่าพระองค์นั้นช่างทรงเป็นพระราชาที่ เอาแต่พระทัยตนเป็นใหญ่อย่างเหลือเกินเลยทีเดียว
เสื้อผ้าที่มีอยู่ในพระราชวัง ทั้งหมด จึงไม่มีชุดไหนที่พระราชาจะมิได้ทรงเคยสวมใส่ และก็จะไม่เคยมีชุดไหนที่จะถูกพระทัย หลงเหลืออยู่เลยสักชุดเดียว พวกเหล่าทหารและขุนนางน้อยใหญ่ให้เป็นเดือดเนื้อร้อนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะพระราชา จะทรงเอาแต่พิโรธ ที่พวกเขาไม่สามารถที่จะหาฉลองพระองค์ชุดใหม่ และเป็นชุดที่พระองค์จะทรงถูกพระทัยให้ได้ ดังนั้นพวก เขาจึงได้ตัดสินใจตั้งป้ายประกาศของราชสำนักขึ้นแล้วนำเอาไปปักไว้ที่กลาง เมือง ในป้ายนั้นได้มีข้อความเขียนไว้ว่า " ใครที่ สามารถประดิษฐ์ฉลองพระองค์ชุดใหม่ของพระราชาได้ ที่สำคัญจะต้องสวยงามและแปลกตา ถ้าผู้ใดสามารถทำการตัด เย็บได้เป็นที่ถูกพระทัยของพระราชาแล้วละก็ จะได้รับสมณาคุณด้วยเหรียญทองเป็นการตอบแทนหรือเป็นรางวัลอย่างมากมาย ทันที "
และ ณ มหานครที่ปกครองอยู่นี้ประชากรนั้นอยู่กันอย่างมีความสุข เมื่อติดป้ายประกาศของราชสำนักไปแล้ว ทีนี้ก็ได้มีผู้คน มากมายล้นหลาม ได้เดินทางนำเอาเสื้อผ้าที่พวกเขาได้ทำการคิดค้นและตัดเย็บขึ้นมานั้นเข้ามา ในวังหลวง พวกเขาทั้งหลาย ต่างก็มั่นใจว่า เสื้อผ้าที่พวกเขานำมาจะต้องเป็นที่ถูกพระทัยของพระราชาอย่างแน่นอน เสื้อผ้าเหล่านั้นได้ถูกลำเลียง เข้ามาในวังหลวงอย่างไม่ขาดสาย เพื่อให้พระราชาทรงเลือก แต่พระราชาก็ไม่เคยเลยที่จะถูกใจ และพอใจชุดไหนของใคร กับเขาเลยจริง ๆ สักชุดเดียว พระองค์จะเอาแต่กอดอกแล้วสั่นพระพักตร์ไปมา พร้อมทั้งทรงรับสั่งว่า " ไม่เอา ๆ..แต่ละชุด ๆ พวกนี้มีแต่แบบซ้ำ ๆ เหมือน ๆ กันทั้งนั้น ข้าไม่ชอบ ไม่มีชุดไหนที่น่าสนใจเลยสักชุดเดียว " พวกขุนนางคนสนิทต้องให้เป็น หนักใจและท้อใจกันเป็นอย่างมาก ด้วยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกันดีถึงจะเป็นที่ถูกพระทัยของพระองค์เสียแล้ว....
และแล้ว...วันหนึ่งก็ได้มีสอง วายร้ายจอมต้มตุ๋นปลอมตัวเป็นช่างทอผ้าเข้ามาในเมือง เมื่อพวกมันเดินผ่านที่ใดก็จะแสดงตัว ให้ใครทุกคนเข้าใจและรู้ว่า พวกมันนั้นคือช่างทอผ้าที่สามารถทอผ้าได้สวยกว่าใคร ๆ และยากที่จะมีใครลอกเลียนแบบได้ ไม่เพียงแต่สีสันจะสดสวย รูปแบบจะงดงามเป็นพิเศษแล้ว เสื้อผ้าที่ตัดจากผ้าดังกล่าวจะเป็นเนื้อผ้าที่วิเศษที่จะมองไม่เห็น หากคนที่มองนั้นไม่คู่ควรกับตำแหน่ง หรือเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาเต็มที " แหม ดูท่าจะเป็นเสื้อผ้าที่วิเศษไม่น้อย " พระราชาทรงครุ่นคิด...ถ้าเพียงข้าได้ใส่แล้ว ข้าก็คงจะเห็นว่ามีใครบ้างในราชอาณาจักรของข้าที่ไม่เหมาะสมกับตำแห่งที่เขา ดำรงอยู่ ข้าคงจะแยกแยะคนฉลาดออกจากคนโง่ได้ อย่ากระนั้นเลยต้องรีบให้เขาทอผ้าวิเศษนั้นให้ข้าทันที...พลันตัดสินใจ เรียกสองวายร้ายจอมต้มตุ๋นทั้งสองให้เข้ามาในพระราชวัง พร้อมทั้งมอบเงินล่วงหน้าเป็นเงินจำนวนมากให้แก่สองวายร้ายจอมต้มตุ๋นไป เพื่อให้เริ่มลงมือทอผ้าสำหรับพระองค์โดยด่วน
แล้วพระราชายังได้มอบห้อง พิเศษในพระราชวังให้เป็นห้องส่วนตัวสำหรับทอผ้าโดยตรงกับสองวายร้ายจอมต้ม ตุ๋นอีกด้วย พวกมันได้ติดตั้งหูกทอผ้าขึ้นมาหลังหนึ่ง เสร็จแล้วก็ทำทีว่ากำลังทอผ้าอย่างขะมักขะเม้น ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรบนหูกทอผ้า นั้นเลย แถมยังเรียกร้องเอาเส้นไหมที่งามที่สุดและดิ้นทองงามล้ำค่าที่สุดมาเก็บเข้า กระเป๋าของพวกมัน แล้วทำทีเป็น ทำงานของตนตลอดค่อนคืนดึกดื่นไม่ยอมพักผ่อน วันแล้ววันเล่าผ่านมา พระราชานั้นทรงกระวนกระวายพระทัยด้วยมี ความต้องการที่อยากจะทอดพระเนตรผ้าที่เจ้าจอมวายร้ายสองคนคุยนักคุยหนาว่า งามล้ำเลิศนั้นเป็นอย่างมาก " ข้า จะต้องไปดูพวกนั้นว่าลงมือทอผ้าไปถึงไหนกันแล้ว " พระราชาทรงคิดอย่างร้อนรนพระทัย
แต่เมื่อพระองค์มาทรงคิดถึงตรงที่ว่า " ผ้านั้นจะมองเห็นได้ก็แต่เฉพาะคนที่ฉลาดและหลักแหลม คนโง่เขลาเบาปัญญาจะมอง ไม่เห็น " สิ่งนี้มันจะทำให้พระองค์ทรงหงุดหงิดพระทัยขึ้นมาอีก แม้ไม่ทรงคิดว่าสองคนนั้นจะมีสิ่งใดน่ากลัวแต่ก็ต้องส่งหน่วย ตรวจสอบไป เพื่อตรวจสอบเสียก่อนล่วงหน้า ทั่วทั้งเมืองรู้กันดีว่าผ้าวิเศษนั้นจะบันดาลอะไรได้บ้าง ทุกคนจึงอยากจะรอดูว่า เพื่อนบ้านของตนนั้นจะโง่เง่ามากมายแค่ไหนอย่างใรบ้าง พระองค์ได้ทรงตรัสขึ้นมาในวันหนึ่งว่า " ข้าจะส่งขุนนางเก่าแก่ที่ ซื่อสัตย์ที่สุดของข้าให้ไปดูพวกทอผ้านั่น... " พระราชาทรงคิดวางแผน " เขาคนนี้ชำนาญในการดูผ้าเป็นอย่างมาก ไม่มีใครที่ จะเชี่ยวชาญและเหมาะสมมากไปกว่าคนนี้อีกแล้ว "
ดังนั้นขุนนางผู้เฒ่าจึงได้ รับคำสั่งให้เข้าไปดูการทอผ้าในห้องโถง ซึ่งเป็นที่ทำงานของเจ้าสองวายร้ายจอมต้มตุ๋น ที่มีหูกว่าง ๆ วางอยู่ และเมื่อขุนนางเฒ่าได้มองไปที่หูกทอผ้าที่ว่างเปล่านั้น เขาก็ต้องใช้ความคิดอย่างหนัก แล้วรำพึงอยู่ในอกของ เขาว่า " พระเจ้าโปรดช่วยด้วยเถิด..." ขุนนางเฒ่าคิดพลางแล้วทำตาโต " โอ้..ทำไมฉันถึงไม่เห็นอะไรเลยนี่น่า " เขาได้แต่คิด อยู่ในใจ แต่ไม่พูดคำใดออกมา สองวายร้ายจอมต้มตุ๋นทำทีเรียกให้ขุนนางเฒ่าเข้าไปดูที่ใกล้ ๆ เพื่อให้พิจารณาแบบและ เนื้อผ้าอันสวยงามพวกมันทอขึ้น จากนั้นก็ชี้ไปที่หูกที่ว่างเปล่า ถึงกระนั้นแม้ขุนนางเฒ่าจะเขม้นสายตาจ้องมองสักเพียงใด เขาก็ไม่อาจที่จะเห็นอะไรได้หรอก ก็เพราะความเป็นจริงนั้นมันไม่มีอะไรอยู่ที่บนหูกนั่นเลยสักนิด
" พระเจ้าช่วย " เขาคิด " หรือว่าข้าโง่เชียวหรือ " ข้าไม่คิดว่าตัวเองโง่แต่อย่างใด แล้วข้าก็จะไม่ให้ใครรู้เรื่องนี้ด้วย...ข้าไม่ เหมาะสมกับตำแหน่งของข้าเสียแล้วหรือนี่ ไม่ได้หรอก ข้าต้องไม่พูดออกไปว่าไม่เห็นผ้าอะไรเลยสักผืน แล้วหนึ่งในจอม ต้มตุ๋นก็แกล้งทำทีเป็นซักขุนนางเฒ่าว่า " ไม่มีคำแนะนำอะไรให้แก่พวกเราบ้างหรือครับ ท่านขุนนาง " " อ๋อ...สวย สวยมาก " ขุนนางเฒ่าพูดพลางหรี่ตามองลอดแว่นอีกครั้งหนึ่งแล้วพูดขึ้นอีกว่า " ลวดลายอย่างนี้และสีอย่างนี้ สวยมาก ข้าจะไปกราบ ทูลให้พระราชาทรงทราบว่า ข้าได้เห็นแล้ว และก็พอใจเป็นอย่างยิ่ง "
" แหม...เราดีใจมากที่ได้ยินท่านพูดเช่นนั้น " เจ้าตัววายร้ายทั้งสองพูดออกมาเกือบจะพร้อมกัน และยังจะบรรยายสรรพคุณ ต่อและตั้งชื่อเรียกสีเหล่านั้น ทั้งอธิบายถึงลวดลายอันพิเศษสุด ขุนนางเฒ่าฟังอย่างใจจดใจจ่อ จนจำสรรพคุณได้เพื่อที่จะ ได้ไปถวายรายงานได้ทั้งหมด แล้วขุนนางเฒ่าก็ได้เข้าไปทูลถวายรายงาน ตามที่ได้ยินมา และเมื่อเหตุการณ์กลับกลาย มาเป็นดีเลิศและความลับของพวกมันก็ดูเหมือนจะไปได้สวยอย่างนั้น สองวายร้ายจอมต้มตุ๋นจึงถือโอกาสเรียก เงินเพิ่มอีก นัยว่าเป็นค่าไหมและดิ้นทองที่จะใช้ในการทอผ้า เมื่อได้เงินมาก็คว้าหมับเก็บเข้ากระเป๋าทันทีเหมือนเดิม แล้ว เหตุการณ์ก็เป็นไปดังเดิม คือไม่มีเส้นด้ายหรือเส้นไหมทองสักเส้นที่ทออยู่บนหูก แต่ทั้งคู่กับทำท่าทางทอผ้าในหูกเปล่าต่อไป เรื่อย ๆ เช่นเคย
หลังจากนั้นพระราชาก็ยังได้ทรง ส่งขุนนางที่ซื่อสัตย์อีกคนหนึ่ง ให้มาดูความคืบหน้าในการทอผ้าอีกหนเพื่อความแน่ใจ ด้วยพระองค์นั้นอยากที่จะไปทอดพระเนตรผ้าชิ้นนั้นอย่างสุดที่จะระงับพระทัย ของพระองค์ได้เลยทีเดียว แต่ ! ประวัติศาสตร์ ก็ซ้ำรอยเดิมเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับขุนนางเฒ่านั่นแหละ เขาพยายามดูแล้วดูอีก แต่เนื่องจากไม่มีอะไรนอกจากหูกที่ว่าง เปล่า เขาจึงไม่สามารถเห็นสิ่งใดได้เลย " อ้อ เป็นยังไง...ท่านขุนนางผ้าชิ้นนี้ไม่สวยหรอกหรือ ? " สองวายร้ายจอมต้มตุ๋นถาม ขัดจังหวะขึ้น แล้วทำทีว่าเอาผ้าให้ดูแล้วอวดอ้างสรรพคุณว่ามีรูปแบบสีสันสวยงามมาก ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรทั้งนั้น พวกมันช่าง เล่นละครได้เก่งจริง ๆ เสียด้วย
" เอ แต่ว่าข้าไม่ได้โง่นะ " ขุนนางรำพึง " ดูท่าว่าข้านี่น่ะจะไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้เสียแล้วกระมัง ชักจะ ทะแม่ง ๆ ชอบกล แต่ว่าข้าจะต้องเงียบเอาไว้จะแพร่งพรายออกไปไม่ได้เป็นอย่างเด็จขาด " ดังนั้นเขาจึงต้องเอ่ยปาก ชมผ้าที่เขาไม่ได้เห็นเลยนั้นว่า ช่างสวยเลอเลิศยิ่งนักทั้งสีและลาย และเมื่อเป็นดังนั้นเขาก็ได้เข้าไปกราบทูลให้ พระราชาทรงทราบว่า " ใช่แล้ว พ่ะย่ะค่ะ เป็นผ้าที่สวยวิเศษมากพระเจ้าข้า " จึงเป็นด้วยการดังนี้นี่เอง ที่ขณะนี้ ใคร ๆ ทุกคนจึงเป็นต่างพากันกล่าวขวัญถึงผ้าผืนงามวิเศษนี้...ว่ามัน " ช่างสวยเลอเลิศยิ่ง " และได้เล่าต่อ ๆ กันฟังไปจนทั่วทั้ง เมืองเลยทีเดียว
ทีนี้ก็มาถึงคราวที่พระราชาจะ ทรงสมพระหฤทัย ด้วยพระองค์นั้นปรารถนาที่อยากจะทอดพระเนตรผ้าชิ้นนั้น ขณะที่ มันยังอยู่บนหูกด้วยตัวของพระองค์เองบ้าง ทั้งพระองค์ยังได้ทำการทดสอบให้ขุนนางคนสนิทของพระองค์ เข้าไปลองดู มาแล้วตั้งสองครั้งสองครา ทรงตัดสินพระทัยเสด็จไปพร้อมกับผู้ที่ตามเสด็จใกล้ชิดอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งคนพวกนี้ พระองค์ก็ได้ทรงเลือกสรรแล้ว เป็นอย่างดีว่าจะต้องเป็นผู้ที่ฉลาดไม่ใช่คนโง่อย่างแน่นอน...และในกลุ่มนี้ ก็ยังได้มีขุนนางทั้งสอง ที่ได้เคยเข้าไปดูการทอผ้ามาแล้วในครั้งก่อนรวมอยู่ด้วย พระองค์ทรงเดินนำขบวนที่ตามเสด็จไปยังสถานที่ที่สองวายร้ายจอม ต้มตุ๋นทำท่าว่ากำลังทำงานกันอยู่อย่างสุดฝีมือ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีด้ายทออยู่บนหูกเลยสักเส้นเดียว
และเมื่อมาถึงห้องทอผ้าที่สองวายร้ายได้ใช้ทำงานแล้วนั้น พระราชาก็ทรงรับสั่งให้ผู้ตามเสด็จใกล้ ชิดทุกคนเดินไปข้าง หน้าก่อนพระองค์เพื่อดูผ้าชิ้นนั้นเสียก่อนให้มั่นพระทัยอีกครั้ง เจ้าจอมวายร้าย จอมต้มตุ๋นเมื่อพวกมันเห็นผู้ที่ตามเสด็จ ใกล้ชิดของพระราชาเหล่านั้นทำท่าทางเงอะ ๆ เงิ่น ๆ มองหูก ทอผ้าด้วยสายตาที่เหมือนจะตกใจเช่นนั้น พวกมันก็เลยทำที เป็นพูดว่า" เป็นยังไงล่ะท่านทั้งหลาย ผ้าชิ้นนี้ช่างงามวิเศษจริงไหม ? ละท่าน" ขุน นางผู้ซื่อสัตย์ทั้งสองเมื่อได้ยินดังนั้น ก็ร้อนตัวขึ้นมาเลยทีเดียว จึงพูดแสดงความชื่นชมสำทับเข้าไปอีก และยังได้ทูลกับพระราชาที่ทรงยืนหลบอยู่ที่ด้านหลังพวก เขาด้วย อีกว่า" แล้วฝ่าบาทจะไม่ทอดพระเนตรสักนิดหรือพ่ะย่ะค่ะ ทั้งลวดลายและสีสัน " กราบ ทูลพร้อมทั้งชี้มือไป ยังหูก ผ้าอันว่างเปล่า พลางคิดว่าถึงแม้ตนนั้นจะมองไม่เห็นก็ตาม แต่บางทีคนอื่น ๆ และพระราชาคงจะมี ความสามารถที่จะมอง เห็นผ้าวิเศษนั้นก็อาจเป็นได้
"โอ...ช่างสวยงามเหลือเกิน ! ถูกใจข้าอย่างที่สุด " ทรงพยักหน้าอย่างพอพระทัย พร้อมกับก้ม หน้าลงไปจนใกล้หูกทอผ้า อันว่างเปล่าทำท่าเป็นพินิจพิจารณานิ่งอยู่เป็นนานอีกครั้ง กลุ่มผู้ติด ตามนั้นเล่าก็ช่วยกันดูแล้วดูอีก แต่พวกเขาไม่กล้าพูด อะไร เหมือนกับคนก่อน ๆ ทุกคนที่ไม่กล้า พูดแสดงความคิดเห็นอะไรออกมา พวกเขาทำได้แค่พยักหน้าตามคำที่พระราชา ราชดำรัส ทุกคน จะพูดอย่างเดียวและเหมือน ๆ กันหมดทุกคนว่า " สวยพ่ะย่ะค่ะ สวยมาก " และได้กราบบังคมทูล เสนอให้ พระราชารีบสั่งตัดฉลองพระองค์ชุดใหม่เสียด้วยผ้าวิเศษผืนนี้ เพื่อที่จะได้ทรงเป็นครั้งแรก ในขบวนแห่อันยิ่งใหญ่ที่กำลังจะ มีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
" ผ้านี้ช่างงามวิเศษประณีต ยอดเยี่ยม ! "เป็น คำชมที่แพร่จากปากต่อปากทุกคนล้วนยินดีเป็น อย่างยิ่งที่ผ้าวิเศษชิ้นนั้น เป็นที่โปรดปรานและถูกใจของพระราชายิ่งนักสองวายร้ายจอมต้มตุ๋น จึงได้รับเหรีญตราและตำแหน่งอัศวิน และได้รับการ แต่งตั้งพิเศษให้เป็นถึง "หัวหน้าช่างทอ" เลยทีเดียว สองวายร้ายจอมต้มตุ๋นยังคงทำท่าทำงานอย่างขะมักขะเม้นตลอดคืน ท่ามกลางแสงเทียนทั้งสิบหกเล่ม ที่สว่างไสว สิ่งเหล่านี้จึงเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนดีว่าทั้งสองมุ่งมั่นที่จะตัดเย็บ ฉลอง พระองค์ชุดใหม่ ที่วิเศษสุดให้กับพระราชาเป็นอย่างมากเพียงใด
ทั้งคู่ต่างทำทีว่าหยิบม้วนผ้า ออกมาจากหูก ใช้ตัวหนีบตรึงผ้าวางแบบแล้วใช้กรรไกรตัด ไปในอากาศ แล้วใช้เข็มทำทีเป็น เย็บผ้าทั้ง ๆ ที่ไม่มีด้ายแม้สักเส้นเดียว ในที่สุดก็พูดว่า " เห็นไหม ตอนนี้ฉลองพระองค์ก็เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว " พูดแล้วเจ้าสองวายร้าย จอมต้มตุ๋นก็หัวเราะกันเป็นการใหญ่ หนึ่งในสองวายร้ายได้พูดออกมาว่า " ฮ่า ๆ ๆ เห็นไหม เกลอเอ๋ย... แค่โกหกว่า " เป็นผ้าวิเศษที่จะมองเห็นได้ก็แต่เฉพาะคนที่ฉลาด ส่วนคนที่โง่เขลา เบาปัญญาจะมองไม่เห็นแค่นี้เอง แม้แต่ พระราชาเองก็ไม่ทรงเฉียวใจได้เลยสักนิด ฮ่า ๆ ๆ ๆ แล้ว คนอื่น ๆ ด้วย ก็ไม่มีใครสักคนที่กล้าพอที่จะพูดว่า " เขามองไม่ เห็นผ้าผืนนี้...ใช่ไหมละเพื่อน ฮ่า ๆ ๆ ๆ "
แล้วพระราชาก็เสด็จเข้ามา เปลี่ยนเครื่องทรงเป็นฉลองพระองค์ชุดใหม่ พร้อมกับนายทหารคนสนิท สองวายร้ายจอมตุ๋นยกมือขึ้นข้างหนึ่งไว้ในอากาศ ทำทีเป็นถืออะไรบางอย่างไว้ในมือ แล้วกราบทูล พระราชาว่า " ขอเดชะ นี่คือสนับเพลาสามส่วน และนี่เป็นฉลองพระองค์แบบทิ้งชาย และตัวนี้เป็น ฉลองพระองค์ส่วนที่ เป็นเสื้อคลุมตัวใหม่พ่ะย่ะค่ะ " และพวกมันยังพูดเท็จทูลเรื่องต่าง ๆ อีกมากมาย " เนื้อผ้าจะบางเบามากพ่ะย่ะค่ะ มันจะมีน้ำหนักที่เบาหวิวเลยทีเดียว เบายิ่งกว่าใยแมงมุม ฝ่าบาท แทบจะรู้สึกเหมือนกับว่าไม่ได้สวมใส่อะไรอยู่เลย แต่เมื่อสวมแล้วจะสวยสง่ามากพ่ะย่ะค่ะ " " จริงด้วยพ่ะย่ะค่ะ " ขุนนางคนสนิทของพระราชาทั้งสองพูดทั้ง ๆ ที่ เขาไม่ได้เห็นอะไรเลยสักอย่าง และมันก็แน่นอนหละ..เพราะไม่มีอะไรจะให้เห็นนั่นเอง
" ตอนนี้ได้เวลาที่พระองค์ต้องถอดฉลองพระองค์ชุดเดิมออกได้แล้ว " สองวายร้ายจอมตุ๋นทูล " ข้าพระ พุทธเจ้าทั้งสองจะช่วยแต่งองค์ด้วยฉลองพระองค์ชุดใหม่ หน้าพระชายบานใหญ่นี้ " เมื่อพระราชาถอดฉลอง พระองค์ออก คนทั้งคู่ก็ทำทียื่นมือถวายฉลองพระองค์ชุดใหม่แล้วโอบ รอบบั้นพระองค์ ทำทีเป็นว่ากำลังผูกอะไร บางอย่าง นั่นคือชายผ้าห้อยด้านหลัง พระราชาทรงเอี้ยว พระวรกายมองดูพระฉาย
" สวรรค์โปรด ! ทรงสง่าอะไร อย่างนี้ ! มันเป็นชุดที่เหมาะกับพระวรกาย เป็นอย่างมาก ! " ทุกคนต่างทูล " ลวดลายสวยอะไรเช่นนี้ ! สีก็สวย ! ช่างเป็นฉลองพระองค์ที่งดงามเหลือเกิน ! "
แล้วเจ้าพนักงานผู้นำขบวนก็ได้เข้ามากราบทูลพระราชาว่า" ประชาชนมาตั้งแถวและคอยกันอยู่ ข้างนอกแล้ว มีซุ้มเตรียมอัญเชิญเสด็จเข้ากระบวนแห่พ่ะย่ะค่ะ " พระราชาจึงทรงรับสั่งว่า " เอาละ ข้าพร้อมแล้ว แล้วเสื้อ ชุดนี้ล่ะเหมาะกับข้าไหม ? " จากนั้นพระองค์ก็หมุนพระวรกายไป รอบ ๆ หน้าพระฉายอีกครั้ง เพื่อให้ใคร ๆ หันมาสนใจในความสวยงามของฉลองพระองค์ชุดใหม่นั้น บรรดานายทหารคนสนิทผู้ต้องคอยถือชายผ้ายาว ทำทีก้มลงไปที่พื้นเพื่อเอามือควานหยิบชายผ้าขึ้นมา พวกเขายกมือขึ้นไปในอากาศ แต่ไม่กล้ายอมรับว่า พวกเขาไม่เห็นอะไรเลย
จากนั้นพระราชาก็ทรงเสด็จเข้า ร่วมกระบวนแห่โดยมีมหาดเล็กถวายพระกรดที่งดงาม ประชาชน ที่เฝ้าดูอยู่ตามถนน และที่หน้าต่าง ต่างพากันพูดว่า " โอ้โห...ฉลองพระองค์ชุดใหม่ของพระราชา ช่างสวยอะไรอย่างนั้น ! ชายผ้าด้าน หลังก็สวยจริง ๆ ! ช่างเป็นชุดฉลองพระองค์ที่สวยเหมาะเจาะ อะไรอย่างนั้น ! " แต่ละคนพูดอย่างไม่อยากจะ แสดงออกมาว่าแท้จริงแล้วพวกเขาไม่เห็นอะไรเลย สักอย่างเดียวเพราะหากพูดออกไป จะเป็นเหมือนกับว่ามัน เป็นการตัดสินแน่นอนลงไปว่าพวกเขา นั้นโง่และไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง ไม่เคยมีฉลองพระองค์ชุดใดของ พระราชาจะสวยงามเท่าชุดนี้ เลยจริง ๆ พวกเขาพยายามคิด และพยายามสร้างสรรย์จิตนาการให้เกิดขึ้น ด้วยไม่อยาก ให้ใครว่าได้ " ว่าตัวเองนั้นโง่เขลาและเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่มองไม่เห็น "
เมื่อขบวนได้เคลื่อนมาเรื่อย ๆ ได้สักพักก็มีเสียง เสียงหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเสียงของเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ตามมารดา ออกมายืนดูขบวนกับเขาด้วยเหมือนกันว่า " อ้าว..ทำไม พระราชาแก้ผ้านี่ เย้ ๆ ๆ ๆ...พระราชาแก้ผ้า ! ..พระราชาแก้ผ้า ! .." เด็กน้อยคนนั้นร้องติงขึ้นตามภาษาของเด็กอย่าง ไร้เดียงสาที่ว่ามองเห็นอะไรแล้วก็พูดไปอย่างที่ได้เห็น พ่อของเด็ก คนหนึ่งที่ยืนอยู่ที่ใกล้ ๆ จึงพูด ขึ้นว่า " สวรรค์โปรด จงฟังเด็กที่ไร้เดียงสาคนนี้พูดสิ ! " จากนั้นก็มีเสียงกระซิบบอกจาก ปากหนึ่ง ไปสู่อีกปากหนึ่งตามคำที่เด็กพูด " พระราชาแก้ผ้า ! " นั่นคือสิ่งที่เด็กตัวเล็ก ๆ พูดออกมาด้วย ความไร้เดียงสา และจากความเป็นจริง ที่เห็นอย่างไรก็พูดออกไปอย่างนั้น "...พระราชาแก้ผ้า " " พระราชาแก้ผ้า ! "
ในที่สุดประชาชนทั้งหมดก็ตะโกน ร้องแล้วต่างก็หัวเราะออกมาด้วยนึกขำจนสุดที่จะทนเลย ทีเดียว พระราชาทรงรู้สึก พระองค์ว่าได้โดนเจ้าสองจอมวายร้ายนักต้มตุ๋นนั้นหลอกเสียแล้ว พระองค์รู้ว่าเด็กเล็กคนนั้นและประชากรทั้งหลายพูดถูก แต่ทรงคิดว่า " ตอนนี้ข้าจำเป็นต้อง เดินขบวนให้จบและตลอดรอดฝั่ง เพราะมันเป็นหน้าที่ของข้า " เมื่อทรงคิดได้ดังนั้นแล้ว พระองค์ ก็เลยทำท่าเดินอย่างองอาจและภาคภูมิใจหนักเข้าไปให้อีก ส่วนนายทหารคนสนิทซึ่งเป็นผู้คุม ขบวนและสองขุนนาง คนสนิทของพระองค์นั้น....ไม่ต้องถามถึงหรอก เพราะไม่ได้อยู่ที่นั่นเสียแล้ว..
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.....(่ช่วยกันเสนอแนะหน่อยค่ะ)