ผมแก่...แล้วหรือ..?


....
          น้ำแก้วสีแดงส้มที่เดือดปุดๆอยู่ในเตาหลอมแก้วอุณหภูมิภายในเตาเป็นพันองศา ควันร้อนพวยพุ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเปลี่ยนอุณหภูมิบริเวณนั้นให้เต็มไปด้วยความร้อนระอุ ใบหน้าและร่างกายของชายวัยกลางคนกลุ่มหนึ่งอาบชุ่มไปด้วยเหงื่อ พวกเค้ามีหน้าที่ซ่อมแซมเครื่องจักรทำขวดแก้วเก่าแก่อายุ20-30ปี ให้กลับมาใช้งานโดยเร็วที่สุด
นั่นคือภาระกิจของพนักงานซ่อมบำรุงในโรงงานผลิตขวดและแก้วโรงหนึ่งย่านบางนา ผมซึ่งเป็นคนหนึ่งที่เคยได้เข้าร่วมงานกับทีมซ่อมบำรุงนี้
          ในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมีคนตกงานเป็นจำนวนมาก โรงงานและบริษัทต่างๆมีแต่จะเอาคนออก ผมเพิ่งจบมาใหม่ๆไม่มีทางเลือกมากนัก พอดีกับที่ทางบริษัทที่พ่อทำงานเปิดรับคนพอดีผมจึงไม่รอช้าตัดสินใจเข้าสมัครงานทันที ตอนสัมภาษณ์มีคำถามๆหนึ่งที่ผู้สัมภาษณ์ย้ำถามกับผมอยู่ 2 รอบ “ไหวหรือเปล่างานหนักนะ”  ทำเอาผมใจฝ่อไปเหมือนกัน แต่ก็ยังสู้คนอื่นทำได้เราก็ต้องทำได้
        
         ที่แผนกซ่อมบำรุงรับพนักงานใหม่ 2 คนคือผมและเพื่อนของผมอีกคนหนึ่ง โรงงานขณะนั้นอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงหลังจากมีบริษัทเอกชนบริษัทหนึ่งมาเทคโอเวอร์ สร้างเตาหลอมใหม่รื้อเครื่องจักรเก่าถอดชิ้นส่วนทุกชิ้น ออกมาล้างทำความสะอาดเปลี่ยนอะไหล่ที่ควรเปลี่ยน ทดสอบการทำงานแล้วจึงนำไปประกอบเพื่อใช้งานต่อไป
ด้วยเครื่องจักรที่นี่เป็นเครื่องรุ่นเก่า เครื่องไม้เครื่องมือก็ไม่ค่อยอำนวยความสะดวกเท่าไร งานส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยกำลังคนเพราะไม่มีเครื่องทุ่นแรง
          เวลาที่พวกเราจะเข้าไปซ่อมบำรุง เราต้องมีชุดที่พร้อมลุย ที่อื่นเค้ามี ชุดหมี แต่ที่นี่ไม่มี เราสวมปลอกแขน รองเท้าเซฟตี้ หมวกนิรภัย สวมถุงมือ 2 ชั้นบางครั้งต้อง 3 แล้วแต่งาน เครื่องจักรที่พวกเราต้องเข้าไปจัดการนั้นจะเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน เศษแก้วทั้งแบบใหญ่ที่มองเห็น และเล็กๆที่เข้ามาทิ่มมือ,นิ้วและฝังอยู่ในนั้นเป็นวันๆ ซอกเล็บพวกเราเต็มไปด้วยคราบน้ำมันดำๆใช้แปรงซักผ้าถูยังถูไม่ออก อันนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของพนักงานแผนกซ่อมบำรุง
          ในการซ่อมบำรุงบางงาน เราไปกันหลายคนต้องสลับกันเข้าไปทำ คนๆหนึ่งจะเข้าไปซ่อมไปขันน็อต ได้แค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นเพราะทนความร้อนจากเครื่องจักรไม่ไหว คนที่หนึ่งไม่ไหวคนที่สองเข้า สลับกันไป ในบางส่วนของเครื่องจักรก็มีพื้นที่ให้เราเอื้อมมือเข้าไปทำเพียงน้อยนิด ลุงๆบอกผมว่า”ไอ้หนุ่มระวังอย่าให้ถุงมือเปียกนะ” ถุงมือที่เปียกจะเก็บความร้อนได้เป็นอย่างดี ถ้าถุงมือเราเปียกต้องรีบเปลี่ยน
          ในทีมซ่อมบำรุงของเราตอนนั้นมีกันอยู่ประมาณ 13-14 คน มีหนุ่มอยู่ 2 คน นอกนั้นอายุ 40 ปีขึ้นไปทุกคนแกร่งด้วยประสบการณ์ทำงานที่นี่มาตั้งแต่หนุ่มๆ อยู่กันแบบครอบครัวพี่ๆลุงๆเมตตากับเรา 2 คนมากเห็นเราเป็นลูกสอนงานบอกเทคนิคในการซ่อมทุกอย่างแบบที่โรงเรียนของเราไม่เคยสอน
           งานของพวกเราไม่มีเวลาที่แน่นอนเครื่องจักรทำงานตลอด 24 ชม.จะจอดพักบ้างก็แค่ตอนเปลี่ยนแบบ ทุกคนเปิดมือถือตลอดเครื่องเสียเมื่อไรโทรศัพท์ดังทันที
         เวลาที่เราไปซ่อมเครื่องจักรตามแผนกต่างๆผมเดินตามตูดลุงๆคอยถือเครื่องมือ ก็จะมีแต่คนทักผมว่า “อ้าว...ยังอยู่หรอ ลุงนึกว่าเอ็งไปทำงานที่อื่นแล้ว (เพราะเด็กๆคนอื่นเค้าไปที่อื่นกันหมดแล้วเหลือผมอยู่คนเดียว)”  บ้างก็บอกว่า  “ที่นั่นที่นี่ เค้าเปิดรับคนนะ เอ็งไปสมัครสิ”  แนะนำเรา ผมรับฟังอมยิ้มแล้วก็บอกว่า  “ขอบคุณครับ”  ทุกคนปรารถนาดีกับผมอยากให้ผมมีความก้าวหน้าแต่ในความคิดผมอาจแตกต่างจากคนอื่น
 
          ผมคิดว่าคงไม่มีโรงงานไหนที่จะเหมือนกับที่นี่อีกแล้ว มีคำถามว่า ทำไมผมจึงไม่ไปทำงานที่อื่นไปทำงานที่มีเครื่องจักรที่ทันสมัยเครื่องมืออุปกรณ์ที่ครบครันไม่ลำบากและเหนื่อยขนาดนี้ผมเคยคิดและเคยไปสมัคร เค้ารับผมแต่ผมตัดสินใจไม่ไปทำ  ผมอยู่ที่นี่ 3 ปีไม่เคยเงินเดือนขึ้นไม่รู้จักโบนัส แต่สิ่งหนึ่งที่ๆนี่มีแต่ผมไม่แน่ใจว่าที่อื่นจะมีไหมคือ ความสุขใจ ความเป็นครอบครัว ทุกกลางวันผมกินข้าวเสร็จผมเดินไปละหมาดที่มัสยิดใกล้โรงงาน เลิกงานบางวันผมแวะไปที่มัสยิดอีกครั้งหนึ่ง ไปละหมาดและนั่งอ่านกุรอานนั่งเงียบๆคนเดียวคุยกับตัวเอง
 ผมบ้าหรือเปล่าครับ...? ผมไม่รู้แต่ผมสุขใจอย่างบอกไม่ถูกกับวิถีชีวิตแบบนี้
แต่ไม่นานบริษัทก็ต้องปิดกิจการลงผมต้องหางานทำใหม่
         
          ผมเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองจากเด็กในโรงงาน มาทำงาน ออฟฟิศ นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ มีโต๊ะทำงานอยู่ห้องแอร์ วันทั้งวันไม่ค่อยได้ลุกเดินไปไหนไม่ได้ขยับแข้งขยับขา แตกต่างจากงานเก่าที่ผมทำอย่างสิ้นเชิง ผมไม่ได้เบื่อหรือไม่ชอบที่ทำงานใหม่หรอกนะครับ แต่ผมชอบนั่งนึกถึงบรรยากาศที่ทำงานเก่าๆ
         นึกถึงกาแฟ,ชาเย็น และ กล้วยทอดที่ลุงๆให้เงิน แล้วผมต้องไปยืนที่ประตูหลังโรงงานแล้วตะโกนเรียกแม่ค้าที่อยู่อีกฝากนึงของถนน คิดถึงคำสอนของลุงๆทั้งในเรื่องงานและการดำเนินชีวิต คิดถึงบรรยากาศหลังโรงงานที่อยู่ติดกับแม่น้ำมีเรือสินค้าลำใหญ่ๆและเรือของชาวบ้านแถวนั้นแล่นผ่านไปมา
         แต่เค้าบอกกันว่า สายน้ำไม่มีวันไหลย้อนกลับ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปผมก็ต้องก้าวเดินไปข้างหน้ากับวิถีชีวิตใหม่เช่นกัน
ถ้ามีโอกาสผมอยากเล่าขั้นตอนการผลิตขวดแก้วให้พี่ๆน้องๆฟังอีกนะครับคิดว่าบางท่านอาจจะยังไม่ทราบ
เฮ้อ....ผมแก่แล้วหรอครับเนี่ย อิอิ นั่งคิดถึงแต่อดีต แต่ก็เป็นอดีตที่คิดถึงทีไรก็มีความสุขครับ
 "ขอบคุณทุกท่านครับ"

 

หมายเลขบันทึก: 340648เขียนเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2010 13:57 น. ()แก้ไขเมื่อ 14 มิถุนายน 2012 21:33 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (7)

คุณครูคะ โรงงานนี้พอลล่ารู้จักและคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กๆ

ชอบไปดูเรือที่วัดบางนานอกคะ ตอนนี้ชอบไปทำบุญ ให้อาหารปลาที่วัดนี้

ดีใจที่คุณครูเล่าความหลังให้ฟังอย่างน่ารักมากๆค่ะ ดีใจจังที่ได้ฟังเรื่องนี้

อยากฟังอีกค่ะ หวังว่าคงจะเขียนเล่าอีกนะคะ คุณครู

คุณครู ทำงานห้องแอร์ทั้งวัน คงจะขาว เลยนะคะ อิอิ

  • ไม่แก่หรอกค่ะ
  • ชอบเขียนเรื่องราวนั่นเอง
  • น่าอ่านเสียด้วยสิคะ
  • ขอบคุณที่ทำให้จินตนาการเห็นภาพ

เคยเป็นวิศวะกรในโรงงานแห่งหนึ่ง

คุ้นเคยกับบรรยากาศแบบนี้ อ่านแล้วทำให้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ

สงสัยจะแก่แล้วเหมือนกัน

สวัสดีครับ

ขอบคุณทุกท่านและทุกความคิดเห็นครับ

ขอบคุณครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี