ความหมายและความสำคัญของไตรสิกขา
- ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ 2542 (2546 : 484) ได้ให้ความหมายของไตรสิกขาว่า “...ไตรสิกขา หมายถึง สิกขา 3 คือ ศีล เรียกว่า สีลสิกขา สมาธิ เรียกว่า จิตสิกขา และปัญญา เรียกว่า ปัญญาสิกขา...”
- พุทธทาสภิกขุ (2535 : 70-93) กล่าวว่า สรรพสิ่งในโลกล้วนเป็นไปตามหลักไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีอะไรที่น่าหลงใหลปรารถนาหรือน่ายึดถือ หากใครเข้าไปยึดมั่นด้วยอุปาทานทั้ง 4 ด้วยอำนาจของอวิชชา ก็จะเกิดความทุกข์ พระพุทธองค์ทรงสอนให้หลุดพ้นจากอำนาจนั้น โดยใช้ ศีล สมาธิและปัญญา หรือหลักไตรสิกขา ดังนี้
- ศีลหรือสีลสิกขา หมายถึงการประพฤติที่ดีงามตามระเบียบ วินัย ข้อบังคับ กฏ กติกาของสังคม ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน ทั้งกายและใจ ในทางศาสนาเรียกว่า ศีล 5 ศีล 8 เป็นต้น ส่วนในทางบ้านเมืองเรียกว่ากฏหมาย บุคคลผู้มีศีลเป็นเบื้องต้น ย่อมมีอาการเป็นปกติทางกายพร้อมที่จะพัฒนาจิตไปสู่ขั้นต่อไปคือสมาธิ
-
สมาธิหรือจิตตสิกขา เป็นอาการขั้นต่อไปของจิตที่ต่อเนื่องจากสีลสิกขา เพราะเมื่อกายอยู่ในอาการสงบ จิตก็สงบ พร้อมที่จะพิจารณาสืบค้นหาเหตุผล ของสรรพสิ่งว่า สิ่งที่กำลังอุบัติขี้น เป็นเหตุให้มีอุปาทานเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ให้เกิดทุกข์หรือไม่
-
ปัญญาหรือปัญญาสิกขา เป็นอาการที่ต่อเนื่องจากสีลสิกขา และ จิตตสิกขา โดยเมื่อกาย ใจอยู่ในอาการสงบ ก็จะสามารถใช้ปัญญาพิจารณาด้วยเหตุและผล เข้าใจสรรพสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงว่าเป็นไปด้วยอำนาจของอุปาทาน และไม่หลงเข้าไปยึดติดจนเกิดความทุกข์
การบริหารคนตามหลักไตรสิขา
การพัฒนาคน ให้เป็นผู้มีคุณภาพ ที่สำคัญที่สุดก็คือ
การปลูกฝังให้คนเป็นพลเมืองดี มีคุณธรรมจริยธรรม
เพื่อก่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม
วิธีการหนึ่งที่น่าจะให้ผลดีในการปลูกฝังและพัฒนาการมีคุณธรรมจริยธรรม
ก็โดยใช้ หลักไตรสิกขา
เนื่องจากไตรสิกขาเป็นระบบและเป็นกระบวนการในการฝึกฝน อบรม
ฝึกหัดเพื่อพัฒนาคนใน 3 ด้านคือ
• พัฒนา ด้านพฤติกรรม เรียกว่า ศีล
• พัฒนา ด้านจิตใจ เรียกว่า สมาธิ
• พัฒนา ด้านปัญญา เรียกว่า ปัญญา
ทั้งนี้ก็เพื่อให้บุคคลมีการดำเนินชีวิตไปในวิถีที่ถูกต้องดีงาม
โดยนำหลักธรรมพระพุทธศาสนา (ไตรสิกขา) มาใช้
หรือประยุกต์ใช้ในการบริหารและพัฒนาคนในองค์กร หรือสถานศึกษา
เน้นการจัดสภาพทุก ๆ ด้าน
ในสถานศึกษาเพื่อสนับสนุนให้คนในองค์กรพัฒนาตามหลักพุทธธรรมอย่างบูรณาการส่งเสริมให้เกิดความเจริญงอกงามตามลักษณะแห่งปัญญา
ปัญญาวุฒิธรรม ๔ ประการ คือ
1.สัปปุริสสังเสวะ หมายถึงการอยู่ใกล้คนดี ใกล้ผู้รู้ มีครู อาจารย์ดี
มีข้อมูล มีสื่อที่ดี
2.สัทธัมมัสสวนะ หมายถึง เอาใจใส่ศึกษาโดยมีหลักสูตร
การเรียนการสอนที่ดี
3.โยนิโสมนสิการ หมายถึง
มีกระบวนการคิดวิเคราะห์พิจารณาหาเหตุผลที่ดีและถูกวิธี
4.ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ หมายถึง
ความสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตได้ถูกต้องเหมาะสม