ใครมีอ้างอิงหรือรายละเอียดเพิ่มเติม ขอความกรุณาหน่อยค่ะ

   ดิฉันลอกมาจาก Web   อื่น   ใครมีอ้างอิงหรือลายละเอียดเพิ่มเติม  ขอความกรูณาแบ่งปันด้วยค่ะ ดิฉันอยากนำไปสร้างแบบฝึกในการแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกของนักเรียน

1 ความหมายของวิธีโฟนิกส์

              นักการศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษาได้ให้คำจำกัดความของวิธีโฟนิกส์ ดังนี้  

 

              โฟนิกส์เป็นระบบเสียงในภาษาที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรูปตัวพยัญชนะ เสียงสระ เป็นระบบที่นำมาใช้ในการสอนอ่านออกเสียงผู้เรียนจะสามารถออกเสียงได้ โดยสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างรูปและเสียงตัวอักษร (Golf, 1998 : 138 – 141)  

 

              หน่วยงานด้านการศึกษาของรัฐฟลอริดา อธิบายเกี่ยวกับโฟนิกส์ว่า โฟนิกส์เป็นหลักการทางภาษาอังกฤษอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษรและเสียงของตัวอักษรนั้นๆ ผู้เรียนจะเรียนรู้ที่จะอ่านคำโดยการจำเสียง และรูปร่างของตัวอักขระนั้นๆ เสียงและรูปร่างของตัวพยัญชนะและสระที่ประกอบกันขึ้นเป็นคำจึงเป็นสิ่งสำคัญ (Florida Department of Education. 1994 : 4)

               โฟนิกส์ เป็นระบบเสียงของตัวอักขระในภาษาซึ่งแต่ละตัวมีเสียงเฉพาะของตัวมันเอง การอ่านออกเสียงผู้เรียนจะต้องศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเสียง และรูปร่างของตัวอักขระนั้นๆ การออกเสียงมีกฎเกณฑ์ทางภาษาบ่งบอกชัดเจนว่าตัวอักษรแต่ละตัวจะมีเสียงใด และเมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป ตัวอักขระนั้นๆ จะมีเสียงใด (UK. Department of Education. 2004 : Online)

           โฟนิกส์ คือการเข้าใจเสียงที่ใช้ในแต่ละภาษา และถ่ายโยงเสียงสู่ตัวอักษร เพื่อให้สามารถอ่านได้อย่างคล่องแคล่ว ผู้เรียนต้องฝึกฝนถ่ายโยงจากตัวอักษรสู่เสียง และเสียงสู่ตัวอักษรจนใช้ได้อย่างอัติโนมัติ (Brahmanand.2006 : Online)

 

         สรุปได้ว่า โฟนิกส์เป็นเรื่องของเสียง เพราะคำว่า Phonics มาจากคำว่า Phone ที่แปลว่าเสียง แต่ในที่นี้โฟนิกส์ หมายถึงเสียงในภาษา ซึ่งเน้นที่เสียงของตัว พยัญชนะ และสระ พยัญชนะและสระแต่ละตัวมีเสียงเฉพาะผู้เรียนจะต้องเปล่งเสียงพยัญชนะและสระให้ถูกต้อง

            2 หลักการของวิธีโฟนิกส์

               วิธีโฟนิกส์ซึ่งใช้ในการสอนอ่านเขียน มีหลักการในการแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของนักเรียน เพราะวิธีการสอนภาษาอังกฤษโดยการสอนอ่านเป็นคำที่เรียกว่า Whole language ซึ่งใช้มาเป็นเวลานานไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะทำให้นักเรียนมีปัญหาในการอ่านคำใหม่ๆ เพราะระบบการสอนอ่านเป็นคำ สอนให้นักเรียนอ่านด้วยความจำ และเมื่อพบคำใหม่ก็มักจะอ่านด้วยการเดา (guess work)

 

          วิธีโฟนิกส์เริ่มต้นด้วยการสอนให้นักเรียนรู้จักแยกแยะหน่วยเสียงภาษาอังกฤษหรือถอดรหัสเสียงซึ่งมีทั้งหมด 42 เสียง (Phonemic awareness/decoding) ก่อนที่จะอ่านเป็นคำ และเมื่อเอาหน่วยเสียงมาเชื่อมกับตัวอักษร (letter sound correspondence หรือ phonics) นักเรียนก็สามารถที่จะอ่านเป็นคำได้ง่ายดาย และชัดถ้อยชัดคำการสอนด้วยวิธีโฟนิกส์ต้องสอนอย่างเป็นระบบ เป็นลำดับตามขั้นตอน ไม่ควรสอนแทรกไปกับบทอ่านหรือบทสนทนา ผลสรุปนี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยทางด้านการเรียนรู้ทางด้านสมอง (brain – based learning /neuron –scientific research) ของมหาวิทยาลัยเยล ที่ได้จากการทำการสแกนสมองของผู้เรียนภาษาอังกฤษด้วยวิธีการของโฟนิกส์ และวิธีการเดิม ซึ่งงานวิจัยนี้ได้สรุปว่า วิธีการสอนโฟนิกส์ในรูปแบบดังกล่าว ช่วยกระตุ้นเซลล์สมองทำให้สมองมีการสร้างเส้นใยสมองใหม่ และใยสมองเดิมแตกตัวมีผลทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางด้านภาษาอังกฤษสูง เมื่อเปรียบเทียบกับการสอนด้วยวิธีอื่น (อินทิรา  ศรีประสิทธิ์. 2007 : Online)

                กล่าวโดยสรุป วิธีการโฟนิกส์นั้นสัมพันธ์กับทักษะในการเรียนภาษาอังกฤษทุกทักษะ ไม่ว่าจะเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน และสะกดคำ ซึ่งเมื่อผู้เรียนแยกแยะหน่วยเสียงเป็น จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจเวลาฟังเจ้าของภาษาพูด (listening) เมื่อเข้าใจก็สามารถโต้ตอบได้ (Speaking) และเมื่อผู้เรียนพบคำใหม่ ก็ใช้หลักแยกแยะหน่วยเสียงอ่านได้ (reading) ซึ่งเมื่อผู้เรียนอ่านได้ก็จะสามารถเขียนคำตามที่อ่านได้ (Spelling และ writing)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย ครูวี