หลังจากแนะนำตัวแล้ว ผู้วิจัยได้เริ่มต้นกิจกรรมการประเมินตนเองของคุณกิจและคุณอำนวย โดยได้แจกเอกสารการประเมินตนเองให้กับคณะกรรมการทุกคน ซึ่งสามารถแบ่งคณะกรรมการได้เป็น 2 ส่วน คือ 1.คุณอำนวย ได้แก่ ประธาน รองประธาน เลขานุการ เหรัญญิก ผู้ประสานงาน2.คุณกิจ ได้แก่ คณะกรรมการที่ดูแลกองทุนต่างๆเมื่อทุกคนได้รับเอกสารแล้ว ขอให้เขียนชื่อ นามสกุล ชื่อองค์กร และตำแหน่งที่รับผิดชอบอยู่ในองค์กร ในส่วนของแบบประเมินนั้นทั้งคุณกิจและคุณอำนวยจะเหมือนกัน โดยทั้งคุณกิจและคุณอำนวยจะได้รับแบบประเมินคนละ 2 แบบ ที่นำมาให้ดู 2 แบบก็เพื่อที่จะให้เลือกดูว่าคณะกรรมการอยากทำแบบไหน แบบที่ 1 จะมีระดับให้เลือก คือ ระดับที่ 1 , ระดับที่ 2 , ระดับที่ 3 , ระดับที่ 4 และ ระดับที่ 5 ในการประเมินแบบนี้ ก่อนที่จะเริ่มต้นประเมินทุกคนจะต้องมาร่วมกันกำหนดคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของแต่ละระดับก่อน เช่น ระดับที่ 1 เป็นระดับที่ต่ำสุด , ระดับที่ 2 ดีขึ้นมานิดหน่อย , ระดับที่ 3 ปานกลาง , ระดับที่ 4 ดีขึ้นมากว่าระดับที่ 3 , ระดับที่ 5 ดีที่สุด ไม่มีข้อบกพร่อง เป็นต้น เมื่อร่วมกันกำหนดเกณฑ์ขึ้นมาได้แล้วจึงทำการประเมินตนเองว่าเราอยู่ในระดับไหนแบบที่ 2 จะเป็นคำถามเดิม แต่การประเมินจะไม่เป็นระดับแล้ว แต่จะให้เป็นคะแนนไปเลย ก่อนที่จะประเมินแบบนี้เราต้องมากำหนดร่วมกันก่อนว่าแต่ละข้อจะให้คะแนนเต็มเป็นเท่าไหร่ เช่น คะแนนเต็ม 10 เป็นต้น เวลาประเมินตนเองก็ให้แต่ละคนประเมินว่าถ้าคะแนนเต็ม 10 คิดว่าจะให้ตัวเองกี่คะแนนเมื่อผู้วิจัยอธิบายจบก็ได้ถามคณะกรรมการว่าเห็นควรจะประเมินตนเองแบบไหน มีคณะกรรมการบางคนบอกว่าเอาแบบที่ 2 เพราะง่ายดี ตอนแรกที่ประชุมก็ตกลงกันว่าจะทำแบบที่ 2 โดยให้แต่ละข้อคะแนนเต็ม 10 ห้ามลอกกันเวลาประเมินแต่ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มประเมินตนเอง น้องเกศินี ซึ่งทำหน้าที่รองประธานฝ่ายข้อมูลได้แสดงความคิดเห็นว่า น่าจะใช้การประเมินในแบบที่ 1 เพราะ เราสามารถประเมินตัวเองได้เลยว่าเราอยู่ที่ระดับไหน แค่มานั่งคุยกันว่าแต่ละระดับจะมีคุณลักษณะอย่างไร แต่ถ้าเราใช้แบบที่ 2 บางครั้งเราอาจไม่รู้เรื่องนั้นๆเลยแต่ก็ให้คะแนนตัวเองอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง พอคนประเมินเอาไปประเมินมันก็จะไม่เกิดประโยชน์ เพราะ มันไม่สะท้อนความเป็นจริง การทำแบบที่ 2 เราต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง บางครั้งเราอาจรู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่แต่ละคนก็จะให้คะแนนตัวเองไม่เท่ากัน ถึงแม้ว่ามันจะง่าย แต่ก็ไม่ละเอียดเท่าแบบแรก ถ้าดูให้ดีๆแบบที่ 1 น่าจะง่ายกว่า ในที่สุด ที่ประชุมก็มีมติร่วมกันอีกครั้ง (ครั้งสุดท้ายค่ะ) ว่าจะเอาแบบที่ 1 (บรรยากาศตอนนี้คึกคักมากเลยค่ะ ไม่เงียบเหงาอย่างที่ผู้วิจัยคาดไว้) ผู้วิจัยกับอาจารย์พิมพ์ก็เลยให้เวลาคณะกรรมการในการประเมินตนเองประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่เนื้อหาในการอบรมต่อไป
การอบรม "การบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชน" (ต่อ)
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ผศ.ดร. วิบูลย์ วัฒนาธร · 12 มิ.ย. 2549
ผศ.ดร. วิบูลย์ วัฒนาธร · 12 มิ.ย. 2549
บอย สหเวช · 12 มิ.ย. 2549
นาย ภีม ภคเมธาวี · 12 มิ.ย. 2549