คอมพิวเตอร์ช่วยสอน


ชนิดของคำชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย        
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เรื่องชนิดของคำ                                                                                                    โรงเรียนชุมชนวัดหนองค้อ  องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี   เวลา    ๗๐  นาที  คะแนนเต็ม   ๗๐  คะแนน

    คำชี้แจง  ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องแล้วกาเครื่องหมาย  × ลงบนกระดาษคำตอบ
๑.       คำนาม  หมายถึงข้อใด
ก.       คำที่ใช้แทนชื่อคน  สัตว์  และสิ่งของ
ข.       คำที่ใช้เชื่อมประโยคกับประโยค
ค.       คำที่ใช้เรียกชื่อคน  สัตว์  สิ่งของและสถานที่ต่างๆ
ง.       คำที่ใช้เชื่อมคำหรือกลุ่มคำหนึ่งให้สัมพันธ์กับคำอื่น  กลุ่มคำอื่น
๒.     ข้อใดเป็นคำสามายนามทุกคำ
ก.       เสือคำรนสินธุ์  นก  โรงแรมรัตนะ
ข.       โรงพยาบาลหัวเฉียว  ดินสอ  พระที่นั่งอนันตสมาคม
ค.       โต๊ะ   โรงเรียน  รถไฟ
ง.       กาญจนบุรี   นางพิม  วันจันทร์
๓.     สมชายกับเพื่อนกลุ่มใหญ่เรียนที่โรงเรียนชุมชนวัดหนองค้อ 
จากประโยคข้างต้นมีคำนามชนิดใด
ก.       สามานยนาม  และอาการนาม
ข.       สามานยนาม  และลักษณะนาม
ค.       วิสามานยนาม  และอาการนาม
ง.       วิสามานยนาม  และสมุหนาม
๔.     ข้อใดใช้อาการนามไม่ถูกต้อง          
ก.       การศึกษาทำให้คนฉลาด
ข.       คนเราต้องมีการรับผิดชอบต่อหน้าที่
ค.       ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น
ง.       เราต้องมีความฝันเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ
 ๕.     บุตรเศรษฐีได้เป็นผู้จัดการกองมรดกของพ่อแม่แต่ผู้เดียว  กอง  เป็นคำชนิดใด
ก.       สามานยนาม
ข.       วิสามานยนาม
ค.       สมุหนาม
ง.       ลักษณะนาม
๖.      ข้อใดไม่มีคำนามที่ทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็ม
ก.       เขาเหมือนพี่ชายมาก
ข.       คะแนนของเราเท่ากัน
ค.       คุณพ่อเป็นตำรวจ
ง.       เสื้อตัวนี้คล้ายเสือ
๗.     “สาธิตและดวงแก้ว  ไปซื้อกับข้าวที่ตลาดสดศรีมหาราชา”  มีวิสามายนามกี่คำ
ก.       ๒  คำ
ข.       ๓  คำ
ค.       ๔  คำ
ง.       ๕  คำ
๘.     ข้อใดมีคำลักษณนาม
ก.       ฝูงนก
ข.       หินสองกอง
ค.       กองลูกเสือ
ง.       คณะนักเรียน
๙.      ข้อใดไม่มีสมุหนาม
ก.       คณะอาจารย์ประชุมเสร็จแล้ว
ข.       คณะรัฐบาลทำงานได้ผล
ค.       ปลาฝูงหนึ่งอยู่ในลำธาร
ง.       วงดนตรีไอน้ำรับสมัครนักร้อง
๑๐.   คำว่า  “ขัน”  ข้อใดเป็นคำนาม
ก.       สมพงษ์ชอบฟังเสียงไก่ขัน
ข.       อธิวัฒน์ถือขันไปอาบน้ำกับเพื่อนที่บ่อน้ำหลังบ้าน
ค.       เธอช่วยไปขันเกลียวเชือกให้ฉันหน่อย
ง.       โรงเรียนชุมชนวัดหนองค้อจัดการแข่งขันกีฬาสี
 ๑๑.   ข้อใดคือความหมายของคำสรรพนาม
ก.       คำที่ใช้แสดงอารมณ์  ความรู้สึกของผู้พูด
ข.       คำที่ใช้แทนชื่อคน  สัตว์  สถานที่  และสิ่งของต่างๆ
ค.       คำที่แสดงอาการกระทำหรืออยู่ในสภาพใดสภาพหนึ่ง
ง.       คำที่ใช้เรียกชื่อ  คน  สัตว์  สิ่งของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
๑๒. ข้อใดมีปฤจฉาสรรพนาม  แลสรรพนามบุรุษที่  ๑
ก.       วันนี้ฉันต้องไปไหน
ข.       ใครๆ ก็รักฉัน
ค.       เธอไม่เข้าใจอะไร
ง.       ผู้ใดจะไปกับฉันก็ได้
๑๓. เขาชอบบ้านที่อยู่ในป่า  คำว่า  ที่   เป็นสรรพนามชนิดใด
ก.       วิภาคสรรพนาม
ข.       ประพันธสรรพนาม
ค.       ปฤจฉาสรรพนาม
ง.       นิยมสรรพนาม
๑๔. ข้อใดเป็นสรรพนามบุรุษที่  ๒
ก.       ท่านไม่มาหาแม่
ข.       อาตมาจะแสดงธรรมที่นี่
ค.       อย่ามาหากระผมเลย
ง.       คุณแจ่มใสขึ้นมาก
๑๕. ข้อใดมีคำสรรพนามบุรุษที่  ๒
ก.       ผมไม่ได้เป็นตำรวจ
ข.       เขาเป็นเพื่อนของฉัน
ค.       หนังสือของเธออยู่ที่นี่
ง.       คุณแม่ท่านไม่ค่อยสบาย
๑๖.  คำว่า  “กัน”  ในข้อใดเป็นบุรุษสรรพนาม
ก.       เราเป็นเพื่อนกัน
ข.       กันจะไปหาพรุ่งนี้
ค.       เขากันคิ้วให้เพื่อน
ง.       เด็กกันไม่ให้ไก่กินข้าว
 
๑๗. ข้อใดเป็นสรรพนามบุรุษที่  ๓
ก.       นี่เธอตัดผมใหม่อีกแล้วนะ
ข.       เธอจะไปกับเราไหม
ค.       เขาทำไมถึงได้มาช้านัก
ง.       เมื่อไรๆ แกไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ  ยายทราย
๑๘. ประโยคในข้อใดมีคำสรรพนามบอกความไม่เจาะจง  (อนิยมสรรพนาม)
ก.       บ้านของเธออยู่ที่ไหน
ข.       เธอจะเลือกเรียนวิชาอะไรก็ได้
ค.       เธอรู้ไหมมีอะไรอยู่ในกระเป๋า
ง.       หนังสือเล่มไหนเป็นของเธอ
๑๙.  ข้อใดคือสรรพนามแสดงคำถาม  (ปฤจฉาสรรพนาม)
ก.       ไม่มีใครรักเรา
ข.       จะทำสิ่งใดควรคิดให้ดี
ค.       ใครทำการบ้านเสร็จแล้ว
ง.       ใครก็ได้มาหาครูหน่อย
๒๐. “เรารักกัน”  คำว่า  กัน  เป็นคำสรรพนามชนิดใด        
ก.       นิยมสรรพนาม
ข.       อนิยมสรรพนาม
ค.       วิภาคสรรพนาม
ง.       ปฤจฉาสรรพนาม
๒๑. คำกริยา  หมายถึงข้อใด
ก.       คำที่เชื่อมคำอื่นให้ติดต่อกัน
ข.       คำที่ใช้เชื่อมประโยคกับประโยค
ค.       คำที่ใช้เรียกชื่อคน  สัตว์  และสิ่งของต่างๆ
ง.       คำที่ใช้แสดงอาการของคำนามหรือคำสรรพนาม
๒๒.     “ นกเอี้ยงบินเร็วมาก”  คำว่า  “บิน”  เป็นคำกริยาชนิดใด       
ก.       อกรรมกริยา
ข.       สกรรมกริยา
ค.       วิกตรรถกริยา
ง.       กริยานุเคราะห์
๒๓.     ข้อความใดใช้คำกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารับ
ก.       เด็กชายอานนท์เดินไปโรงเรียนทุกวัน
ข.       เด็กหญิงสุนิสาปลูกต้นไม้
ค.       ครูณฐมนสอนนักเรียนว่ายน้ำ
ง.       ใครหยิบไม้บรรทัดของครูไป
๒๔.     “เด็กหญิงพิมพาหัวเราะเสียงดัง”  คำว่า  “หัวเราะ”  เป็นคำกริยาชนิดใด
ก.       อกรรมกริยา
ข.       สกรรมกริยา
ค.       วิกตรรถกริยา
ง.       กริยานุเคราะห์
๒๕.     “ช้างเตะฟุตบอล”  คำว่า  “เตะ”  เป็นคำกริยาชนิดใด
ก.       กริยานุเคราะห์
ข.       สกรรมกริยา
ค.       วิกตรรถกริยา
ง.       อกรรมกริยา
๒๖.คำกริยาข้อใดต้องมีกรรมมารับ
ก.       เด็กชายถาวรกินข้าว
ข.       นกบินในอากาศ
ค.       คุณแม่ยิ้มสวย
ง.       แด็กนั่งบนเก้าอี้
๒๗.     ประโยคใดมีคำกริยาชนิดวิกตรรถกริยา
ก.       ชาวนาไถนา
ข.       คนร้ายถูกจับ
ค.       แมวคล้ายเสือ
ง.       เขาทำงานแข็งขัน
๒๘.     “เด็กหญิงอยู่ในวัยเจริญเติบโต  กำลังกินกำลังนอน”  จากประโยคมีคำใดเป็นกริยาสำคัญ 
            ในประโยค
ก.       กิน          เจริญ
ข.       กิน          อยู่
ค.       กิน          นอน
ง.       กิน          เติบโต
๒๙.ข้อใดไม่มีคำกริยา
ก.       ต้นไม้ต้นนี้สูงมาก
ข.       นกน้อยทำรังแต่พอตัว
ค.       ออกกำลังกายวันละนิดชีวิตแจ่มใส
ง.       การนอนดึกทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง
๓๐.  ข้อใดเป็นคำกริยา
ก.       ดอกไม้ไหว
ข.       ดอกไม้ไฟ
ค.       ดอกไม้ผ้า
ง.       ดอกไม้กระดาษ
๓๑.  คำวิเศษณ์หมายถึงข้อใด
ก.       คำที่ใช้ขยายคำที่เป็นคำนามเท่านั้น
ข.       คำที่ใช้แสดงอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูด
ค.       คำที่ใช้ขยายคำอื่นเป็นการเพิ่มความหมายขึ้น
ง.       คำที่ใช้แทนคำนามที่ผู้เขียนหรือผู้พูดกล่าวแล้ว
๓๒.     คำว่า  “ดี”  ข้อใดทำหน้าที่เป็นคำวิเศษณ์
ก.       ตาดีเป็นคนขยัน
ข.       ท้องน้องอยู่ในไส้
ค.       เขาดีต่อฉันเสมอ
ง.       โรงเรียนของเรายกย่องคนดี
๓๓.      ข้อใดเป็นคำวิเศษณ์บอกลักษณะทุกคำ
ก.       ใกล้        ค่ำ           หอม       ไม่           อย่า
ข.       ดี             เล็ก         หอม       หนาว     เร็ว
ค.       เช้า          แบน       ฉลาด      หน้า       ใคร
ง.       หลัง        แก่           เหนือ     สาม
๓๔.  คำวิเศษณ์ในประโยคใดเป็นวิเศษณ์บอกอาการ
ก.       กระต่ายวิ่งเร็ว
ข.       น้ำแข็งเย็นเจี๊ยบ
ค.       ขนมนี้มีรสหวานจัด
ง.       ดอกมะลิมีกลิ่นหอม
 ๓๕.      คำวิเศษณ์ในประโยคใดไม่เป็นคำวิเศษณ์บอกสถานที่
ก.       บ้านเขาอยู่ไกล
ข.       นกบินไปเกาะกิ่งไม้
ค.       หนังสือวางอยู่บนโต๊ะ
ง.       บ้านฉันอยู่ใกล้บ้านเธอ
๓๖. “คนโบราณไม่ชอบทำงานตอนกลางคืน”  คำที่ขีดเส้นใต้เป็นคำวิเศษณ์ชนิดใด
ก.       บอกเวลา
ข.       บอกลักษณะ
ค.       บอกความชี้เฉพาะ
ง.       แสดงความคำขานรับ
๓๗.      ข้อใดมีคำวิเศษณ์บอกความไม่ชี้เฉพาะอนิยมวิเศษณ์
ก.       ไหนบ้านเธอ
ข.       เธอจะไปไหน
ค.       บ้านไหนเป็นบ้านของเธอ
ง.       บ้านไหนก็ไม่สุขเท่าบ้านเรา
๓๘.      “นักเรียนทั้งหมดเข้าแถว”  คำว่า  “ทั้งหมด”  เป็นคำวิเศษณ์ประเภทใด
ก.       คำวิเศษณ์บอกเวลา
ข.       คำวิเศษณ์บอกลักษณะ
ค.       คำวิเศษณ์บอกจำนวน
ง.       คำวิเศษณ์บอกสถานที่
๓๙. ข้อใดมีคำวิเศษณ์แสดงคำขานรับ
ก.       คุณคือใคร
ข.       ผมมาแล้วครับ
ค.       ฉันง่วงนอนแล้ว
ง.       หนูไม่อยากเป็นไข้หวัด
๔๐. คำว่า  “ยักษ์”  ในข้อใดทำหน้าที่เป็นคำวิเศษณ์
ก.       ใจยักษ์
ข.       นางยักษ์
ค.       ยักษ์กินคน
ง.       ยักษ์เขี้ยวใหญ่
 
๔๑.       คำบุพบท  หมายถึงข้อใด
ก.       คำที่ใช้แสดงอารมณ์  ความรู้สึกของผู้พูด
ข.       คำที่ขยายคำอื่น  เป็นการเพิ่มความหมายขึ้น
ค.       คำที่ใช้เชื่อมประโยคกับประโยค  คำกับกลุ่มคำ
ง.       คำที่ใช้เชื่อมคำหรือกลุ่มคำให้สัมพันธ์กัน
๔๒.     คำว่า “ต่อ”  ในข้อใดเป็นคำบุพบท
ก.       เขาต่อราคาของ
ข.       ฉันทำดีต่อเพื่อน
ค.       เขาต่อบ้านอีกหนึ่งห้อง
ง.       ต่อเป็นสัตว์จำพวกแมลง
๔๓.      ข้อใดใช้คำบุพบทในประโยคได้ถูกต้องที่สุด
ก.       นักเรียนมอบดอกไม้แก่คุณครู
ข.       คุณครูวันเพ็ญมอบของที่ระลึกแก่ผู้อำนวยการ
ค.       ฉันมอบดอกไม้แก่เพื่อนในวันเกิด
ง.       มานพถวายอาหารเพลแก่พระภิกษุสงฆ์
๔๔.  ข้อใดเป็นบุพบทแสดงความเป็นเจ้าของ
ก.       แห่ง           ของ
ข.       บน             ใน       โต๊ะ
ค.       โดย            ทั้ง        ด้วย
ง.       สำหรับ     กับ       แก่
๔๕.      “การสูบบุหรี่ให้โทษ.........ร่างกาย”  ควรใช้คำบุพบทใดเติมลงในช่องว่าง
ก.       ต่อ
ข.       แต่
ค.       แก่
ง.       กับ
๔๖. “บ้านของฉัน”  คำว่า  “ของ”  เป็นคำบุพบทชนิดใด
ก.       คำบุพบทบอกเวลา
ข.       คำบุพบทบอกสถานที่
ค.       คำบุพบทบอกความเกี่ยวข้อง
ง.       คำบุพบทบอกความเป็นเจ้าของ
 
๔๗.      ประโยคใดมีคำบุพบทบอกเวลา
ก.       ฉันรอเธอจนเย็น
ข.       เราเดินทางไปด้วยกัน
ค.       พ่อทำงานหนักเพื่อลูก
ง.       บ้านของเราอยู่ใกล้กัน
๔๘.  “ลูกที่ดีควรมีความกตัญญู...........พ่อแม่”  ควรเติมคำบุพบทใดลงในข้อความ
ก.       แก่
ข.       แต่
ค.       ต่อ
ง.       กับ
๔๙. ข้อใดเป็นคำบุพบทบอกความหมายเกี่ยวข้อง
ก.       บ้านฉันอยู่ใกล้โรงเรียน
ข.       หนังสือเล่มนี้เป็นของฉัน
ค.       รถคันนั้นวิ่งเร็วกว่ารถคันนี้
ง.       สวนลุมพินีเป็นสวนสาธารณะสำหรับประชาชน
๕๐. ประโยคใด  มีคำบุพบทบอกเวลา
ก.       เวลาในขวดแก้ว
ข.       พ่อทำงานอยู่จนดึก
ค.       พ่อทำงานหนักเพื่อลูก
ง.       บ้านของเราอยู่ไกลกัน
๕๑. คำสันธาน  หมายถึงข้อใด
ก.       คำที่ใช้แสดงอารมณ์  ความรู้สึกของผู้พูด
ข.       คำที่ขยายคำอื่น  เป็นการเพิ่มความหมายขึ้น
ค.       คำที่ใช้เชื่อมประโยคกับประโยค  ข้อความกับข้อความเพื่อให้กระชับ  และสละสลวย
ง.       คำที่ใช้เชื่อมคำหรือกลุ่มคำให้สัมพันธ์กับคำอื่น
๕๒.     “พอเขานอนเธอก็มา”  คำในข้อใดคือคำสันธาน
ก.       พอ......ก็
ข.       เขา.....ก็
ค.       เธอ.....ก็
ง.       พอ.....เธอ
๕๓.      คำว่า  “แต่”  ในข้อใดเป็นคำสันธาน
ก.       หล่อนดีแต่สวย
ข.       น้ำไหลมาแต่ภูเขา
ค.       เขาชอบแต่ขนมหวาน
ง.       เธอไม่สวยแต่นิสัยดี
๕๔.      ประโยคในข้อใดใช้คำสันธานเชื่อมความคล้อยตามกัน
ก.       เขากับเธอเป็นเพื่อนรักกัน
ข.       ฉันและน้องชอบเตะฟุตบอล
ค.       เธอไม่สบายเพราะทำงานหนัก
ง.       ต้นมะม่วงออกช่อแต่ไม่ติดผล
๕๕.      ประโยคในข้อใดใช้คำสันธานเชื่อมความขัดแย้งกัน
ก.       ถึงเขาจะผอมแต่เขาก็แข็งแรง
ข.       เธอกับฉันอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน
ค.       เมื่อจิตราพูดจบเราก็ปรบมือ
ง.       นางสิบสองเป็นลูกของเศรษฐีหรือนางยักษ์
๕๖. ประโยคในข้อใดใช้คำสันธาน
ก.       เป็นนักเรียนต้องมีความขยันหมั่นเพียรอยู่เสมอ
ข.       ความกตัญญูกตเวที  เป็นเครื่องหมายของคนดี
ค.       กว่านักเรียนจะเข้าใจว่าเป็นอย่างไรก็หมดเวลาพอดี
ง.       นักเรียนทุกคนตั้งใจเรียนทุกวิชาอย่างสม่ำเสมอ
๕๗.      ประโยคในข้อใดใช้สันธานเชื่อมความให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง
ก.       เขารักเธอแต่เธอไม่รักเขา
ข.       แดงและน้อยเป็นไข้เลือดออก
ค.       นิสากรจะกวาดห้องหรือจะถูห้อง
ง.       ฝนตกหนักเมื่อคืนนี้น้ำจึงท่วมถนน
๕๘.      ประโยคในข้อใดใช้คำสันธานเชื่อมความที่เป็นเหตุเป็นผลกัน
ก.       ลมพัดแรงจนบ้านพัง
ข.       โฆษณาเพื่อหาเสียง
ค.       เขาชอบเงาะแต่ไม่ชอบทุเรียน
ง.       เพราะเขาเปียกฝนเขาจึงเป็นไข้หวัด
จ.        
๕๙. “แม่พาลูก….....หลานไปเที่ยวชายหาดบางแสน” ควรนำคำใดมาเชื่อมประโยค
ก.       หรือ
ข.       จาก
ค.       และ
ง.       กับ
๖๐.  “ฝนตกหนักน้ำจึงท่วม”  เป็นคำสันธานชนิดใด
ก.       เชื่อมความที่มีความขัดแย้งกัน
ข.       เชื่อมความที่มีใจความเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ค.       เชื่อมความที่มีความคล้อยตามกัน
ง.       เชื่อมความที่มีใจความเป็นเหตุเป็นผลกัน
๖๑.        คำอุทาน  หมายถึงข้อใด
ก.       คำที่ขยายคำอื่นเป็นการเพิ่มความหมายขึ้น
ข.       คำที่ใช้เชื่อมประโยค  คำกับกลุ่มคำ
ค.       คำที่เปล่งเสียงออกมาเพื่อแสดงความรู้สึกของผู้พูด
ง.       คำที่แสดงอาการกระทำหรืออยู่ในสภาพใดสภาพหนึ่ง
๖๒.ข้อใดเป็นความหมาย  คำอุทานบอกอาการ
ก.       เป็นคำอุทานที่ผู้พูดเปล่งเสียงออกมาเพื่อให้รู้จักอาการต่างๆ ของผู้พูด
ข.       คำชนิดหนึ่งที่ใช้เรียกชื่อ  คน  สัตว์  สิ่งของ  ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ค.       เป็นคำอุทานที่ผู้พูดกล่าวเพิ่มเติมถ้อยคำเข้ามาให้คล้องจอง
ง.       บอกหมวดหมู่หรือสิ่งที่มีจำนวนมาก
๖๓. คำอุทานที่พูดกล่าวเสริมขึ้นโดยไม่ตั้งใจ และอาจจะไม่มีความหมายคือ   
ความหมายของคำอุทานชนิดใด
ก.       คำอุทานบอกอาการ
ข.       คำอุทานบอกความรู้สึก
ค.       คำอุทานเสริมบท
ง.       คำอุทานบอกความต้องการ
๖๔. ประโยคในข้อใดมีคำอุทานบอกอาการ
ก.       อุ๊ย!  ตกใจหมดเลย
ข.       เธอเป็นลูกเต้าเหล่าใคร
ค.       เธอจะสู้หรือจะยอมแพ้
ง.   เธอน่าจะอ่านหนังสือหนังหาบ้างนะ
๖๕. ข้อใดเป็นคำอุทานบอกอาการดีใจ
                ก. ไชโย!    เฮ้!
                ข.  อนิจจา!   พุทโธ่!   โถ!
                ค.  ช่วยด้วย!  ว๊าย!    ฮ้า!
                ง.  โอ้โฮ!   โอ!    แหม!
๖๖.  “ขอเชิญดื่มน้ำดื่มท่าเสียก่อนนะ”  คำอุทานเสริมบทของประโยคนี้คือคำในข้อใด
ก.       ขอเชิญ
ข.       ดื่มน้ำ
ค.       ดื่มท่า
ง.       เสียก่อน
๖๗. ข้อใดเป็นคำอุทานบอกอาการตกใจ
                ก. ไชโย!    เฮ้!
                ข.  อนิจจา!   พุทโธ่!  
                ค.  ช่วยด้วย!  ว๊าย!   
                ง.  โอ้โฮ!   โอ!   
๖๘.  ข้อใดใช้คำอุทานต่างชนิดจากข้ออื่น
ก.       มืดค่ำแล้วกลับบ้านกลับช่องกันเสียที
ข.       ใกล้ชอบแล้วเธออ่านหนังสือหนังหาบ้างหรือยัง
ค.       อนิจจา! เด็กคนนี้น่าสงสาร
ง.       แก้วแตกใบเดียวอย่าไปเสียดมเสียดายมันเลย
๖๙.    “เอ๊ะ! ทำไมถึงเป็นแบบนี้” จากข้อความผู้พูดแสดงความรู้สึกอย่างไร
ก.       กลัว
ข.       เสียใจ
ค.       เห็นใจ
ง.       แปลกใจ
๗๐. “ลืมหูลืมตา” คำว่า “ลืมหู” เป็นคำอุทานชนิดใด
ก.       อุทานเสริมบท
ข.       อุทานบอกอาการ
ค.       อุทานแสดงความสงสัย
ง.       อุทานแสดงความสงสาร

หมายเลขบันทึก: 330905เขียนเมื่อ 25 มกราคม 2010 13:24 น. ()แก้ไขเมื่อ 13 มิถุนายน 2012 22:08 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี