ระบบวรรณะในอินเดีย

การศึกษาระบบความคิดเกี่ยวกับสังคมอินเดียนั้น แหล่งความคิดที่สําคัญและเก่าแก่ที่สุดก็คือ คัมภีร์ทางศาสนา สังคมอินเดียที่ปรากฏเป็นระบบอย่างเช่นทุกวันนี้ ก็คือผลผลิตทางความคิดของปราชญ์อินเดียตั้งแต่สมัยโบราณ โครงสร้างของสังคมอินเดียปัจจุบันก็คือผลผลิตของอดีต

คัมภีร์ทางศาสนาที่สําคัญ ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งบันทึกวิถีชีวิต ระบบสังคมของอินเดีย  และที่สำคัญ เป็นแหล่งความคิดทางสังคมของอินเดียได้แก่ คัมภีร์พระเวท คัมภีร์ปุราณะ สูตรต่าง ๆ มหากาพย์รามายณะ มหากาพย์ภารตะยุทธ รวมถึงคัมภีร์ภควัตคีตา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับระบบคำสอนอย่างอาศรม ระบบวรรณะ ระบบครอบครัว ล้วนแล้วแต่เกิดจากความคิดที่บรรจุอยู่ในคัมภีร์เหล่านี้ทั้งสิ้น           

บ่อเกิดระบบวรรณะ 

คำสอนของศาสนาพราหมณ์- ฮินดูประการหนึ่งกล่าวอ้างเอาไว้ว่า การที่มนุษย์จะประสบผลสําเร็จในการประกอบกิจการใด ๆ อันรวมไปถึงการบรรลุโมกษะนั้น มนุษย์พึงปฏิบัติให้เป็นไปอย่างเหมาะสมตาม วรรณะ ดังนั้นชาวฮินดูจึงเคร่งครัดต่อหน้าที่ (ธรรมะ) ตามของวรรณะของตน ซึ่ง หน้าที่นี้ผูกพันอยู่กับ "อาศรม" หรือ "วัย" ของบุคคลนั้น ๆ เรียกว่า "วรรณาศรมธรรม" ซึ่งมีความหมายว่าหน้าที่ของคนในแต่ละวัยของแต่ละวรรณะ จากความหมายนี้เองทําให้เรามองเห็นว่า ระบบวรรณะนั้นจะต้องผูกพันเกี่ยวข้องกับชาวฮินดูไปตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ดั่งเดิมเน้นที่หน้าที่ของชนชั้นมากกว่าการเป็นสมาชิกทางพันธุกรรม ตรงกันข้ามกับวรรณะในชั้นหลังซึ่งเน้นการถ่ายทอดทางพันธุกรรมมากกว่าหน้าที่ (britannica. online. 2021)

วรรณะ หมายถึง สี ซึ่งหมายถึงสีผิว โดยขยายความว่าประชาชนในอินเดียมีเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ที่มีสีผิวกายแตกต่างกัน โดยเชื่อว่าคนที่มีสถานะทางสังคมสูง (วรรณะสูง) ส่วนใหญ่จะมีผิวกายขาว ในขณะที่คนที่มีสถานะทางสังคมต่ำ (วรรณะต่ำ) เป็นผู้มีผิวกายดํา

แนวคิดการเกิดระบบวรรณะ

1. แนวคิดที่ผูกพันกับเทพเจ้า

ความคิดเกี่ยวกับการแบ่งประชาชนออกเป็นชนชั้นต่าง ๆ กระทั่งพัฒนามาเป็นระบบวรรณะที่มีกฎเกณฑ์ข้อห้าม ข้อกําหนดที่ซับซ้อนนั้นคงต้องใช้เวลานับพันปี ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะสืบย้อนให้เห็นจึดกําเนิดที่แท้จริงและถูกต้องของระบบนี้ 

หลักฐานสําคัญ ๆ ที่ใช้ในการศึกษาเรื่องระบบวรรณะคือ คัมภีร์ฤคเวท ซึ่งถือว่าเป็นคัมภีร์ทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุด ระบุเรื่องราวของวรรณะไว้ว่า วรรณะทั้ง 4 เกิดจากพระพรหม โดยพระพรหมสร้างวรรณะต่าง ๆ จากอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของพระองค์เอง อันได้แก่พราหมณ์สร้างจากพระโอษฐ์ กษัตริย์สร้างจากพระหัตถ์ แพศยะสร้างจากกระเพาะ และศูทรสร้างจากพระบาท  และเพื่อกําหนดหน้าที่หรืออาชีพของคนในแต่ละวรรณะ อย่างเช่น พราหมณ์เป็นนักบวช หรือครู กษัตริย์เป็นผู้ปกครอง แพศษะเป็นพ่อค้า ชาวนา ชาวไร่ ศูทรเป็นผู้รับใช้คนในวรรณะอื่น ๆ  

แนวคิดหรือทฤษฎีการกําเนิดระบบวรรณะข้างต้นสะท้อนให้เห็นความผูกพันของระบบสังคมกับเทพเจ้า ดังนั้นจึงมีความเชื่อกันว่า ระบบวรรณะเป็นหน้าที่หนึ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นซึ่งจะต้องคงอยู่ตลอดไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ สมาชิกของสังคมต้องทําตามหน้าที่ที่พระเจ้าเป็นผู้กําหนดขึ้นและยังต้องรักษาระบบไว้ด้วย

2. แนวความคิดจากพราหมณ์

นอกเหนือจากทฤษฎีกําเนิดวรรณะว่ามาจากพระเจ้าแล้ว ยังมีแนวคิดหรือทฤษฎีอีกบางประการที่กล่าวถึง เช่น ทฤษฎีที่อ้างว่า พราหมณ์เป็นผู้ตั้งระบบ สร้างกฎเกณฑ์ของวรรณะ เพื่อธํารงรักษาสถานะทางสังคมของตนให้สูงส่งกว่าชนชั้นอื่น  เนื่องด้วยสถานะทางสังคมของตนนั้นถูกท้าทาย โดยชนกลุ่มอื่น ๆ เพราะพราหมณ์เป็นวรรณะเดียวที่สามารถเข้าถึงกฏเกณฑ์ทางธรรมชาติ ซึ่งพวกตนเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดมาจากการดลบันดาลของบรรดาเหล่าเทพเจ้าทั้งหลาย ดังเช่นการจะให้ฟ้าฝนตกต้องไปตามฤดูกาลได้นั้นต้องร้องขอและประกอบพิธีกรรมต่อเทพพระเจ้าอย่างถูกต้อง ซึ่งจะมีเพียงพราหม์เท่านั้นที่สามารถติดต่อเทพเจ้าได้ พวกตนจึงตั้งกฏเกณฑ์มากมาย อีกทั้งยังเรียกเก็บเงินค่าประกอบพิธีกรรมในราคาที่สูง ดังนั้นวรรณพราหมณ์จึงถูกท้าทายจากวรรณอื่นเสมอ

3. แนวความคิดทางเชื้อชาติ

อีกแนวคิดหนึ่งเกี่ยวกับความเหนือกว่าคือเชื้อชาติ โดยอ้างว่าชาวอารยันที่อพยพเข้าสู่อนุทวีปถือว่าตนนั้นมีความเจริญกว่าคนพื้นเมืองอินเดีย จึงคิดแบ่งแยกมิให้เกิดการผสมปนเปทางเชื้อชาติ โดยสร้างระบบนี้ขึ้นมา

พัฒนาการขั้นแรกของวรรณะเกิดขึ้นเมื่อชาวอารยันปฏิบัติต่อชนพื้นเมืองที่เรียกว่า ทราวิส ในลักษณะเหยียดหยามด้วยเป็นผู้แพ้ในสงครามระหว่างกลุ่มคน 2 กลุ่มนี้ และอาจด้วยเพราะความกลัวที่อารยันนั้นต้องอยู่ท่ามกลางคนพื้นเมืองที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ จึงได้สร้างกฎเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกัน เพื่อมิให้เกิดการผสมกลมกลืนกันระหว่างประชาชน 2 เชื้อชาติ โดยที่ความแตกต่างของชน ๒ กลุ่มนี้ก็เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่ามีสีผิวแตกต่างกัน อารยันมีผิวขาว คนพื้นเมืองอินเดียมีผิวดํา ดังนั้น คําว่า วรรณะ ซึ่งในความหมายถึงสีผิว จึงเกิดขึ้น 

การใช้สีผิวเป็นตัวกําหนดความแตกต่างของประชาชนนี้น่าจะมีการตอกย้ำมากในช่วงระยะเวลาที่อารยันเข้ามาในอนุทวีปใหม่ ๆ ซึ่งต่อมาได้ฝังรากลึกในวัฒนธรรมของอารยันในแถบอินเดียตอนเหนือ 

อย่างไรก็ตามในระยะแรกนี้ การแบ่งแยกเช่นนี้เป็นเพียงการแบ่งแยกระหว่างชาวอารยันกับประชาชนที่ไม่ใช่อารยันโดยเชื่อว่า อารยันเป็นทวิชะ (Dvija) หรือวรรณะที่มีการเกิด 2 ครั้ง (Twice-born castes) ครั้งแรกเกิดโดยธรรมชาติ ครั้งที่ 2 คือ การรับเข้าสู่วรรณะ

พัฒนาการขั้นนี้จึงปรากฏชนชั้นทางสังคม 4 ชนชั้น ซึ่ง 3 ชนชั้นแรกเป็นอารยันเป็นทวิชะ (ต่อมาความเป็นทวิชะจะจํากัดเฉพาะพราหมณ์เท่านั้น) ได้แก่พราหมณ์คือนักบวช กษัตริยะคือนักรบและชนชั้นปกครอง ไวศยะหรือแพศยะ คือพ่อค้า ช่างฝีมือ เกษตรกร ศูทรคือทาส หรือผู้ที่มีสายเลือดผสมปนเป ระหว่างทราวิสกับอารยัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าสังคมอินเดียตอนชาวงเวลานั้นจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มอย่างจริงจังเช่นทุกวันนี้  เป็นเพียงกรอบกรือโครงสร้างทางสัมคมกว้าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยการกําหนดของนักบวชเท่านั้น การแบ่งนี้ก็ด้วยเหตุผลคือ ป้องกันการผสมปนเปกับกลุ่มที่ไม่ใช้อารยัน 

4. แนวความคิดทางด้านเศรษฐกิจ               

ระบบวรรณะนั้นสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และการปกครองของชาวอารยัน กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของอารยันจากอาชีพเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ ไปเป็นสังคมเกษตรกรรมที่มีการตั้งถิ่นฐานที่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ก่อให้เกิดความชํานาญพิเศษในอาชีพการงาน หรือเกิดแรงงานที่มีความชํานาญเฉพาะด้าน (Specialization of Labor) สังคมเกษตรกรรมก่อให้เกิดเกษตรกรก็คือ ศูทร ซึ่งเดิมเป็นผู้ใช้แรงงาน คนเหล่านี้ประกอบอาชีพเพาะปลูก ซึ่งอาจจะบนที่ดินของเจ้าของที่ดินที่เป็นอารยัน ก็คือแพศยะ ซึ่งเดิมเป็นเกษตรกร 

และชุมชนเกษตรกรรมก็นําไปสู่ชุมชนการค้า ทั้งนี้ก็เนื่องจากความต้องการสินค้าของประชาชนในแต่ละท้องถิ่นนั้นต่างกัน ดังนั้นชุมชนทางการค้าจึงเกิดขึ้น และก็จะนําไปสู่การผลิตซึ่งก่อให้เกิดชุมชนช่างฝีมือขึ้นเช้นกัน การเกิดกลุ่มทางเศรษฐกิจที่มีความชํานาญเฉพาะด้าน ทําให้สังคมของอินเดียก้าวไปสู่การจัดระเบียบสังคมที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ยวหระลาล เนหรู (2548 : 169) ได้กล่าวถึงการเกิดวรรณะตามแนวคิดนี้ว่า

“การถือชั้นวรรณะเริ่มต้นด้วยการแบ่งแยกอย่างเข้มงวดระหว่างเชื้อชาติอารยันและพวกที่ไม่ใช่อารยัน...เริ่มแรกทีเดียวพวกอารยันรวมกันเข้าเป็นชนชั้นหนึ่งโดยการยังไม่มีการคำนึงถึงความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ คำว่า “อารฺยะ” เกิดจากรากศัพท์หรือฐาตุที่แปลว่า “ไถ” พวกอารยันส่วนมากในสมัยนั้นเป็นกสิกรและถือกันว่าเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่ประเสริฐ ชาวนาทำหน้าที่นักบวช ทหาร และพ่อค้าไปด้วยในตัว อาชีพนักบวชชนิดที่เป็นชนชั้นเสวยอภิสิทธิ์ยังไม่เกิด การแบ่งชนชั้นวรรณะนี้เดิมทีมีวัตถุประสงค์เพื่อแยกพวกอารยันออกจากพวกที่ไม่ใช่อารยัน แต่ต่อมาได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาแก่พวกอารยันเอง กล่าวคือเมื่อการแบ่งอาชีพ หน้าที่และการแสวงหาความเชี่ยวชาญในวิชาชีพแขนงต่าง ๆ มีมากขึ้น การแบ่งแยกออกเป็นอาชีพใหม่ ๆ ก็เลยเป็นการแบ่งวรรณะไป”

การแบ่งชนชั้น (วรรณะ) จึงพัฒนาจนถึงขั้นที่ยอมรับทั่วไปในหมู่ชาวฮินดูว่า พราหมณ์ กษัตริย์ แพศยะ ศูทร มีสถานะทางสังคม สูง - ต่ำ ลดหลั่นกันมาตามลําดับ 

แม้ว่าในห้วงเวลานั้นคนพื้นเมืองของอนุทวีปหรือกลุ่มทาส จะเลื่อนสถานะจากผู้ใช้แรงงานไปรับใช้ชนอารยันเป็นเกษตรกร กลายเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในวรรณะศูทร แต่ประชาชนในชนชั้นนี้ก็ยังคงถูกกีดกันจากสถานะทวิชะ และก็ยังคงถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมในระบบความเชื่อของพระเวท รวมถึงกีดกันไม่ให้เข้าถึงการประกอบพิธีกรรมเนื่องในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แล้วไม่สามารถติดต่อกับพระเจ้าตามหลักศาสนาได้อีก การกีดกันนี้เองทําให้ชนชั้นศูทรหันไปนับถือพระเจ้าและระบบความเชื่อที่พวกตนสร้างขึ้นมาเองเป็นการชดเชย

การแบ่งประชาชนให้มีสถานะทางสังคม สูง - ต่ำ ไม่เท่ากันในลักษณะเช่นนี้ ทําให้ในสมัยต่อ ๆ มา  สังคมอินเดียสามารถดูดกลืนกลุ่มคนเชื้อชาติต่าง ๆ ที่เข้าไปในอนุทวีปอินเดียให้เข้าไปในระบบสังคมของอินเดีย โดยจัดให้เป็นกลุ่มย่อย หรือที่เรียกกันว่า อนุวรรณะ (Sub-caste) ซึ่งมีความสูง - ต่ำของสถานะทางสังคมแตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับอาชีพ หรือแหล่งที่มาทางสังคม (Social origin) แล้วแต่กรณี ซึ่งอนุวรรณะมีจำนวนมากนับร้อยวรรณะ แต่อย่างไรก็ตาม วรรณะของอินเดียวที่เรารับรู้หรืออยู่ในตำราเรียนมีเพียงมหาวรรณะทั้ง 4 เท่านั้น

มหาวรรณทั้ง 4 ของอินเดีย

พราหมณ์

วรรณะพราหมณ์ถือเป็นวรรณะสูงสุด เกิดมาจากพระโอษฐ์ของพระพรหม ทำหน้าที่นักบวช ศึกษาและสืบทอดคัมภีร์พระเวท เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าโดยการประกอบพิธีกรรมให้กับบุคคลทุกวรรณะ พราหมณ์ หมายถึงผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับพระพรหม พระเวท และอาตมัน ในคัมภีร์ธรรมศาสตร์เป็นต้น

กษัตริย์

คําว่า กษัตริย์ (บาลีว่า ขตติย) แปลวา นักรบหรือผู้ป้องกันภัย เป็นวรรณะที่ 2 รองจากวรรณะพราหมณ์ วรรณกษัตริย์เกิดจากพระพาหาของพรหม ทำหน้าที่นักรบ นักปกครอง  ในศาสนาพราหมณ์ วรรณะกษัตริย์นี้มีสิทธิปกครองประเทศชาติ สรุปง่าย ๆ ก็คือทําหน้าที่เป็นเจ้าแผ่นดินนั่นเอง ในคัมภีร์ธรรมศาสตร์บอกไว้ว่า ผู้ใดผู้หนึ่งมีลักษณะ 11 ประการดังต่อไปนี้ ผู้นั้นย่อมเป็นกษัตริย์ บางทีก็บอกว่า ผู้เป็นกษัตริย์ย่อมมีลักษณะ 11 ประการตามธรรมชาติ

1. ศูรตา แปลว่า ความกล้าหาญ ผู้เป็นวรรณะกษัตริย์ควรจะเป็นผู้มีความกล้าหาญและแข็งแรง เป็นวีระบุรุษในหมู่ชนได้ ไม่รู้จักมีความขลาดกลัว

 2. วีรย(ะ) แปลว่า แรงหรือกําลัง หรืออํานาจ ความเพียร ความมั่นคงในการรู้เผชิญภัยตลอดจนความมั่นคงในการรบทัพจับศึก 

 3. ไธรย(ะ) แปลว่า ความมั่นคง ไม่รู้จักเบื่อหน่ายท้อถอย มีแต่ความเพียรพยายามอย่างมั่นคงอยู่เสมอเป็นนิตย์

 4. เตช(ะ) แปลว่า ความร้อน หรือ ร้อน แต่ในที่นี้หมายถึงความมียศและมีเกียรติ กล่าวคือ รู้จักใช้อํานาจเทาที่มีอยู่แล้วในทางที่ถูกต้องและสุจริต เพราะฉนั้นผู้ที่เป็นกษัตริยะควรจะเป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในความสุจริตทุกประการ

5. ทาน(ะ) แปลว่า การให้ หมายถึงความมีจิตใจที่เต็มไปด้วยอุปการะและชอบทําการอุปถัมภ์บํารุงแก่ผู้อื่นอยู่เป็นนิตย์ คือชอบทําบุญ ฝักใฝ่ในการทําบุญนั่นเอง

6. ทม(ะ) หมายถึง สภาพที่จิตใจได้รับการระงับไว้แล้ว รู้จักข่มจิตใจของตนด้วยความสํานึกในเมตตาและมีสติอยู่เสมอ รู้จักมีจิตใจอดกลั้นไม่ปล่อยให้หวั่นไหวไปตามอารมณ์ได้ง่าย ๆ

7. กษมา หมายถึง ความอดกลั้น หรือความอดโทษ สงบ มีความพากเพียรพยายามและอดทน โดยถือเอาความเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง

8. พราหมณภกติ หมายถึงความภักดีต่อพราหมณ์ เพราะขึ้นชื่อว่าวรรณะกษัตริย์แล้ว ควรนับถือวรรณะพราหมณ์อยูบ่เสมอ ถ้าจะพูดไปแล้วก็ทํานองเดียวกับว่าวรรณะพราหมณ์สูงกว่าวรรณะกษัตริย์นั่นเอง กษัตริย์จึงต้องนับถือพราหมณ์

9. ปรสนนตา แปลว่า ความร่าเริงยินดี ก็คือความไม่รู้จักวิตก และยิ่งไปกว่านั้นก็คือแสดงความยินดี และก่อให้เกิดความปลื้มปิติให้แก่ผู้อื่นด้วย หรือทําให้ผู้อื่นบังเกิดความยินดีเปรมใจไปด้วย

10. รกษาภาว(ะ) หมายถึง การเตรียมตัวพร้อมอยู่เสมอในอันที่จะปกป้องรักษาประเทศชาติและช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอ หรือเพื่อรักษาความยุติธรรม

11. สตย(ะ) แปลว่า จริงหรือความจริง หรือศุทธมติ (ความเห็นอันบริสุทธิ์ใจ) หรือความเห็นอันสุจริต ควรแสดงความซื่อสัตย์ต่อกันและกัน จนถึงทําให้เป็นที่ไว้วางใจกันและเชื่อใจกันได้โดยไม่คิดคดทรยศต่อกันอีกต่อไป

ทั้งหมดคือ ขเอที่ควรประพฤติปฏิบัติ หรือลักษณะของชนในวรรณะกษัตริย์ หรือ ธรรมะของกษัตริย์ นั่นเอง ผู้เป็นวรรณะกษัตริย์ควรฝึกให้เป็นนิสัยติดตนไปโดยธรรมชาติ นอกจากนั้นแล้วผู้อยู่ในวรรณะกษัตริย์ ควรมีการกระทํากําหนดไว้ด้วยว่าหน้าที่ของตนก็คือ 4 ประการนี้ กล่าวคือ

1. ปฐนัง ได้แก่การรับการศึกษาชั้นสูง และการพยายามแสวงหาความจริง

 2. ยชนัง ได้แก่การทําพิธีบูชาต่าง ๆ เช่น พิธียัชญ (หรือยัญญกรรม) และจัดพิธีการกุศลต่าง ๆ ดวยตนเอง

3. ทานัง ได้แก่การทําบุญให้ทานแก่ผู้อื่นตามกําลังเท่าที่จะสามารถทําได้

4. รกษา กษัตริย์เป็นรกษก(ะ) (ผู้รักษา หรือผู้คุ้มครองป้องกัน) เพราะฉะนั้น    กษัตริย์จึงต้อง เป็นผู้มีความมั่นใจในการคุ้มครองรักษาดินแดน ป้องกันมิให้ผู้ที่อ่อนแอเป็นอันตรายไปได้ รู้จักใช้อาวุธต่าง ๆ รู้จักการยุทธวิธีตามสมัย ตลอดจนรู้จักหลักวิชากฎหมาย คือนิติศาสตร์ด้วย

ไวศย(ะ) หรือ แพศย(ะ)

เป็นวรรณะที่ 3 หมายถึง เกิดจากพระโสณี (สะโพก) ของพรพรหม ทำผู้ที่ทําหน้าที่ประกอบการค้าและพาณิชยการต่าง ๆ ในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์กล่าวไว้ว่า ผู้หนึ่งผู้ใดมีลักษณะ 4 ประการดังต่อไปนี้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็น ไวศยะ หรือ แพศยะ คือ

1. ความเฉลียวฉลาดในการแลกเปลี่ยนสิ่งของต่าง ๆ หรืออีกนัยหนึ่งในการค้าขายนั่นเองมีความมั่นใจ ในการอุตสาหกรรมต่าง ๆ ด้วย เพราะอุตสาหกรรมมักเกิดมาควบคูกับพณิชยกรรมเสมอ

2. มีสมองดีในการคิดเลข บวก ลบ คูณ หาร ต้นทุน กําไร ฯลฯ และรู้จักว่าเมื่อไรควรเสียเมื่อไรควรได้ รอบคอบอยู่เสมอ

3. มีความเชื่อถือและความจงรักภักดีตอพระเป็นเจ้าคือพระพรหม ตลอดจนคําสั่งสอนของพระพรหมดเวย

4. มีความนับถือวรรณะพราหมณ์และวรรณะกษัตริย์ ทั้งนี้จะแสดงความนับถือนั้นออกมาได้ก็ด้วยการไปพบปะและสนทนากับชนในวรรณะพราหมณ์ เพื่อขวนขวายหาความรู้ทางธรรม แล้วนําเอาความรู้นั้นมาใช้ในชีวิตประจําวัน มีการปฏิบัติตามคําสั่งสอนนั้น ๆ ด้วย ส่วนที่ว่าควรมีความจงรักภักดีต่อชนในวรรณะกษัตริย์นั้นก็คือควรปฏิบัติตามกฎหมาย โดยไม่ฝ่าฝืนแม้แต่ประการใด ข้อควรปฏิบัติของชนในวรรณะไวศยะนี้ก็คือให้ทําการประกอบอาชีพกสิกรรมและการค้าขาย แต่ในยามวิบัติกาลแล้ว พระธรรมศาสตร์ก็อนุญาตให้ประกอบอาชีพได้ทุกอย่างตามกาลเทศะ แต่ทว่ามีข้อแม้ว่าจะต้องเป็นอาชีพที่สุจริตเท่านั้น

ศูทร

เป็นวรรณะที่ 4 กําเนิดมาจากเบื้องพระบาทพระพรหม เพราะฉะนั้นจึงทําหน้าที่เป็น เสวกะ คือเป็นผู้รับใช้ในกิจการงานต่าง ๆ โดยทั่วไปในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์กล่าวไว้ว่า ผู้ใดผู้หนึ่งมีลักษณะทั้ง 7 ประการต่อไปนี้ ผู้นั้นได้เชื่อว่าเป็นศูทร คือ

1. นมรตา แปลตามศัพท์ว่าความอ่อนน้อม หรือ คด โค้ง งอ อันเป็นลักษณะของผู้ที่ต้องค้อมตัวคอยรับใช้ผู้อื่นอยู่เสมอด้วยความเสงี่ยมเจียมตน ในอีกนัยหนึ่ง นมรตา แปลว่า วินัย คือการวางตนให้จํากัดอยู่แต่ในระเบียบแบบแผนและข้อบังคับโดยมีหิริโอตตัปปะ (ความกลัวและความละอายต่อการที่จะประพฤติชั่ว) และมุทุตา (ความอ่อนหวาน หรือความเป็นผู้มีใจอ่อนน้อม ความละมุนละม้อมก็ได้)  เป็นหลักอยู่ในความประพฤติและปฏิบัติ

2. นิษกปฏตา แปลตามศัพท์ว่าความเป็นผู้ปราศจากความเฉื่อยชา ปราศจากการล่อลวงปราศจากการตลบแตลง ปราศจากความคดโกง กล่าวคือมีแต่ความซื่อสัตย์เยี่ยงทาสและผู้รับใช้ที่ดีมีหลักธรรมะ และความเจียมตัวเจียมกายแล้วทั้งปวง

3. เศาจ(ะ) ความบริสุทธิ์ หมายถึง การทําตนเองให้เป็นผู้มีความบริสุทธิ์ทั้งจิตใจและร่างกายนั่นเอง

4. อาสติกตา การมีความเชื่อถือ ไว้วางใจ และมอบความจงรักภักดีไว้ต่อพระพรหมนั่นเอง

5. อสเตย(ะ) แปลว่า ไม่ลัก ไม่ขโมย ไม่กระทําโจรกรรมนั่นเอง

6. สตย(ะ) แปลตามศัพท์ว่า จริงหรือความจริง หรือศุทธมติ (ความเห็นอันบริสุทธิ์ใจ) หรือความเห็นอันสุจริต กล่าวคือควรแสดงความซื่อสัตย์ต่อกันและกัน จนถึงทําให้เป็นที่ไว้วางใจกันและเชื่อใจกันได้โดยไม่คิดคดทรยศต่อกันอีกต่อไป

7. อาทรภาว(ะ) แปลตามศัพท์ว่า ภาวะแห่งความเคารพนับถือที่แสดงต่อหรือมีต่อผู้อื่น ในที่นี้หมายถึงว่าควรมีความเคารพนับถือและจงรักภักดีตอชนในวรรณะที่สูงกว่าทั้ง 3 วรรณะ ได้แก่ วรรณะพราหมณ์ วรรณกษัตริย์ และวรรณะแพศยะ

วรรณะศูทรที่ดีควรจะมีลักษณะทั้ง 7 ประการดังกล่าวแล้วติดเป็นนิสัยหรือมีวาสนามาก่อนแล้ว ตามธรรมชาติ มีการกระทําอันได้กําหนดไว้แล้ว่า ควรกระทําหน้าที่รับใช้หรือเป็นคนใช้ของชนในวรรณะหลาย แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะเป็นทาสที่ไม่มีอิสรภาพเสียเลย ยังคงเป็นผู้มีอิสรภาพอยู่หากคอยเป็นผู้ช่วยของชนในวรรณะทั้งสามเท่านั้น กล่าวคือผู้เป็นวรรณะศูทรควรมีความรู้ในทางปรนนิบัติต่อวรรณะทั้งสามที่สูงกว่า

ในส่วนที่เกี่ยวกับการงานของชนในวรรณะทั้ง 4 นั้น ในยามวิบัติกาลแล้ว ชนทั้ง 4 วรรณะนั้นย่อมมีสิทธิที่จะกระทําสิ่งไรได้ทุกสิ่งทุกประการ เพื่อความสะดวกในการครองชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

จัณฑาล นอกวรรณะ

นอกจากช้นใน 4 วรรณะดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังอีกวรรณะหนึ่งที่เรียกกันว่า จัณฑาล หรือจาณฑาล ชื่อของวรรณะนี้ความจริงไม่คยมีปรากฏในพระเวทเลย สันนิฐานว่าเกิดขึ้นมาในภาคหลังยุคพระเวท แต่ก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดขึ้นในสมัยใด

ระบบวรรณะของอินเดีย เป็นการจัดระเบียบทางสังคมที่ยอมรับว่ามนุษย์นั้นมีสถานะทางสังคมสูง-ต่ำ ไม่เท่ากัน และในขณะเดียวกันสมาชิกของชนชั้นวรรณะต่าง ๆ ก็ยังมีการกําหนดความสูง - ต่ำของสถานะทางสังคมให้แยกย่อยลงไปอีกมากมายนับพันวรรณะ และที่สําคัญในสังคมอินเดีย ยังมีกลุ่มประชาชนที่มิได้อยู่ใน "ระบบ" คนเหล่านี้เป็นกลุ่มประชาชนที่ได้รับการดูถูกเหยียดหยามหรือถูกกีดกันไม้ให้เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม ทางศาสนาของชุมชน ไม่สามารถจะสนทนาหรือมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับคนใน "ระบบ" ได้ จะทําได้ก็เพียงพยายามอยู่ให้ห่างไกลจากคนในระบบ และมีปฏิสัมพันธกับคนในสถานะเดียวกันเท่านั้น

ประชาชนที่จัดว่าอยู่นอกระบบสังคมกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดของสังคมอินเดียคือพวก จัณฑาล (Untouchables) การมีจัณฑาลในสังคมอินเดียนั้นในทรรศนะของนักวิชาการบางท่าน รวมถึงชาวตะวันตกที่ถือเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสำคัญนั้นถือว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายของสังคมอินเดียที่มีการดูถูกเหยียดหยามมนุษย์ด้วยกัน แต่อย่างไรปรากฏการณ์เช่นนี้ก็คือความพยายามในการจัดระเบียบของสังคม ให้สังคมดําเนินต่อไปได้อย่างปกติและสันติ เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดของสังคม คือเพื่อธํารงรักษา แบ่งงานกันทำตามหน้าที่ หน้าที่ที่พระเจ้าสร้างและให้สมาชิกของสังคม  บรรลุโมกษะอันเป็นเปเาหมายสูงสุดของชีวิต

จัณฑาลเกิดจากการแต่งงานข้ามวรรณะ โดยที่หญิงมีสถานะทางสังคม (วรรณะ) สูงกว่าชาย คือหญิงอยู่ในวรรณะพราหมณ์ ชายอยู่ในวรรณะศูทรบุตรที่เกิดมาจะเป็นจัณฑาล เป็นผู้ที่คนในวรรณะสูง ๆ ไม่ควรถูกต้องสัมผัส หรือแม้แต่มองก็จะทําให้นัยตาสกปรก ต้องชําระล้างให้หมดมลทิน

การแต่งงานข้ามวรรณะโดยที่หญิงมีวรรณะสูงกว่าชายนั้นถือว่าเป็นการทําผิดกฎของวรรณะอย่างรุนแรง เพราะโดยปกติแล้วชาย - หญิงจะต้องแต่งงานภายในพวก หรือกลุ่มทางสังคมเดียวกัน  การละเมิดกฎของวรรณะนี้ก็ ถือว่าเป็นความผิดที่ร้ายแรง สามี ภรรยา ก็ทําผิดตั้งแต่ยังไม่มีบุตร เหตุใดบุตรเท่านั้นที่เป็นจัณฑาล พ่อ-แม่ ก็น่าจะเป็นจัณฑาลด้วย ดังนั้นจัณฑาลน่าจะเกิดขึ้นจากการที่สมาชิกของสังคมทําผิดกฎของวรรณะ คล้าย ๆ กับทําผิดกฎศาสนา (Canon Law) ของยุโรปยุคกลางที่ถูกขับออกจากศาสนา (Ex-communication) ในกรณีของสังคมอินเดียก็เช่นกัน การทําผิดกฎของวรรณะก็ต้องถูกลงโทษรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับกรณี หากรุนแรงมากอย่างเช่นการแต่งงานข้ามวรรณะก็คงถูกขับออกไป นอกจากนี้พฤติกรรมทางสังคมหรือวัฒนธรรมบางอย่างอาจทําให้ถูกมองได้ว่าเป็นคนนอกระบบวรรณะ เช่นการบริโภคเนื้อสัตว์ แบ่งแห่งของสังคมฮินดูเป็นสังคมมังสวิรัติ การบริโภคเนื้อสัตว์จะได้รับการดูถูกเหยียดหยามว่าสกปรก มีมลทิน ไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย

จัณฑาลเป็นคนนอกระบบสังคมที่ไม่มีทางจะกลับเขาไปสู่ระบบวรรณะได้อีกเลย อยางไรก็ตามคมอินเดียมีกลุมคนที่อยู่นอกระบบชั่วคราว หรืออยู่นอกระบบอันเนื่องมาจากเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนผู้นั้น อย่างเช่น เด็ก ตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งถึงพิธีรับเข้าวรรณะ ตัดจุก มอบสายคล้องไหล่ (ธุรำ หรือ ญัตโชปวีต) เมื่ออายุประมาณ 12 – 13 ปี ที่เป็นเช่นนนี้เพราะว่าเด็กยังอ่อนด้วยวัยวุฒิ และวุฒิภาวะรวมถึงยังด้อยความรู้ ไม่สามารถแยกแยะ ผิด ถูกได้ดี เขาจึงถือกันว่า เด็กอยู่นอกระบบชั่วคราว คงจะเพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษเด็กหากทําผิดกฎของวรรณะบางประการโดยไม่รู้ตัว หากเมื่อเข้าสู่วรรณะแล้วก็ต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด 

คนอีกกลุ่มหนึ่งที่จัดได้ว่าอยู่นอกระบบปกติก็คือ หญิงหม้าย ในสังคมอินเดีย หญิงหม้ายดูจะเป็นกลุ่มคนที่ด้อยโอกาส ไม่สามารถที่จะร่วมกิจกรรมทางสังคมกับคนในระบบได้เหมือนในสมัยที่สามียังมีชีวิตอยู่ จะต้องรวมกลุ่มกันทํากิจกรรม ไม่ว่าเป็นกิจกรรมทางศาสนา ทางสังคมในกลุ่มของตนเองเท่านั้น กลุ่มคนนอกระบบ 2 ประเภทหลังนี้ แม้ว่าจะมีข้อกำหนด ข้อห้ามในการร่วมกิจกรรมทางสังคมและทางศาสนา แต่ก็มิได้รับการดูถูกเหยียดหยามจากสังคมเหมือนจัณฑาล

การแบ่งชนชั้นทางสังคมของอินเดีย แม้จะดูว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง สหกรณ์ย้อนกลับไปหลายพันปี ระบบชนชั้นของอินเดียก็สามารถสร้างให้สังคมอยุธยามีความเข้มแข็ง และทำให้ระบบทั้งระบบนั้นดำรงอยู่ได้มาจนถึงปัจจุบัน แนะแนวว่าองค์ความรู้วิทยาการและแนวความคิดแบบตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาสู่อินเดียจำนวนมาก แต่ก็ดูเหมือนว่าระบบวรรณะระบบการแบ่งชนชั้นของอินเดียนั้น ก็ยังมีความเหนียวแน่นในอินเดียแทบไม่เสื่อมคลาย

วาทิน ศานต์ สันติ : เรียบเรียง

เผยแพร่ครั้งแรก gotoknow.org เมื่อ 24 มกราคม 2553

ปรับปรุงแก้ไขเมื่อ 5 กันยายน 2560

หนังสือประกอบการเขียน 

กรุณา กุศลาสัย. (2544). อินเดียอนุทวีปที่น่าทึ่ง. กรุงเทพมหานคร: ศยาม. 

ยวาหระลาล เนห์รู. (2549). พบถิ่นอินเดีย : ความเรียงประวัติศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: แม่คำผาน.

ประภัสสร บุญประเสริฐ. (2518). ประวัติศาสตร์อินเดีย. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

ทวี ทวีวาร. (2533). ประวัติศาสตร์อินเดียตั้งแต่ชาวยุโรปเข้ามาจนถึงอินเดียได้รับเอกราช (ค.ศ. 1947). กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

britannica. online. (2021). VarnaHinduism. สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน 2021, จาก https://www.britannica.com/topic/varna-Hinduism