อุบายธรรมเพื่อดำเนินสู่อริยมรรคโดยการฝึกเจริญภาวนาปรับเข้าสู่ชีวิตจริงในชีวิตประจำวัน
การฝึกเจริญสมาธิ เจริญสติ นั้น
ก็เปรียบเสมือนกับการฝึกจิตในเบื้องต้นเพื่อให้เป็นจิตที่มีกำลัง
มีประสิทธิภาพ
และควรแก่การงานอันนำไปสู่การเจริญปัญญาหรือวิปัสสนาต่อไป
เมื่อเราลองมาวิเคราะห์ดูว่า ไฉนเลย ผู้ปฏิบัติหลายๆ
ท่านที่สามารถแยกรูป แยกนาม ก็ดี เห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
ก็ดี แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุธรรมในเบื้องต้นคือโสดาปัตติมรรค หรือ
โสดาปัตติผลได้ เป็นเพราะเหตุใด? หรือบางท่านผ่านญาณ ๑๖ มา ๒ รอบ ๓
รอบ วิปัสสนาจารย์ก็อธิบายว่าได้บรรลุเพียงแค่จุฬโสดาบัน
นั่นหมายความว่า ก็ยังไม่สามารถบรรลุโสดาปัตติผลหรือปิดอบายได้นั่นเอง
อันนี้ ก็เป็นที่กังขาของหลายๆ ท่านว่า ไฉนเลยได้ผ่านโคตรภูญาณ
มัคคญาณ ผลญาณ จนถึงปัจจเวกขณญาณ อันเป็นที่สุดของญาณ ๑๖
ก็ยังมีกำลังไม่พอที่จะบรรลุโสดาปัตติผลได้
ซึ่งแตกต่างจากในสมัยพุทธกาล
ซึ่งเพียงพระพุทธองค์ทรงตรัสสอนธรรมในอนัตตลักขณสูตรแก่เหล่าพระภิกษุว่า
“ภิกษุทั้งหลาย รูปเที่ยง ไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า”
“เวทนาเที่ยง ไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า” สัญญา สังขาร วิญญาณ…
(ก็ถามในลักษณะเดียวกัน) พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “เมื่อสิ่งใดไม่เที่ยง
สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ เมื่อสิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นก็ไม่มีตัวตน”
เมื่อพระองค์ตรัสจบเพียงเท่านี้…
เหล่าพระภิกษุทั้งหลายก็ได้ดวงตาเห็นธรรม
อย่างน้อยที่สุดก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน
หลายๆ คน ก็จะทักท้วงขึ้นมาทันทีว่า
นั่นเป็นเพราะต่อเบื้องพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันหมายถึงว่า
มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้วสำหรับในยุคสมัยปัจจุบันที่จะเกิดธรรมจักษุได้ง่ายเช่นนี้…
ทำให้นักปฏิบัติหลายๆ
ท่านจึงเริ่มหาหนทางในการหลุดพ้นแตกต่างไปจากคำสอนในอนัตตลักขณสูตร
โดยแทนที่จะกำหนดรู้สภาวะให้เห็นความไม่เที่ยงในความไม่เที่ยงจริงๆ
เห็นทุกข์ในความเป็นทุกข์จริงๆ
และเห็นความไม่มีตัวตนในความไม่มีตัวตนจริงๆ
ก็เริ่มไปใช้วิธีไปพยายามทำให้เกิดความไม่มีตัวตนหรือทำให้ว่างด้วยกำลังสมถะบ้าง
การพยายามเจริญสติเพื่อยกจิตให้อยู่เหนือขันธ์ ๕ บ้าง
ตั้งใจเจริญสติโดยไปตั้งผู้รู้อยู่ตรงฐานผู้รู้บ้าง
หรือแม้แต่การแยกรูป
แยกนามในนามรูปปริจเฉทญาณด้วยการเจริญวิปัสสนาบ้าง
ซึ่งยังล้วนเป็นการตั้งใจ จงใจ พยายามทำให้เกิด ด้วยกำลังสมาธิก็ดี
กำลังสติก็ดี โดยปราศจากการรู้ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์
ความไม่มีตัวตนตามแนวการสอนในอนัตตลักขณสูตรของพระพุทธองค์ หรือ
เรียกง่ายๆ ว่า ไปตั้งใจ
จงใจหรือพยายามทำให้เกิดโดยขาดการเห็นไตรลักษณ์ในความเป็นไตรลักษณ์ในชีวิตประจำวันจริงๆ
ด้วยใจเจ้าของจริงๆ แม้แต่ผู้เจริญวิปัสสนาที่เกิดนามรูปปริจเฉทญาณ
(ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป) ปัจจยปริคคหญาณ
(ญาณกำหนดรู้เหตุปัจจัยของนามและรูป) สัมมสนญาณ
(ญาณกำหนดรู้พิจารณาโดยความเป็นไตรลักษณ์) และอื่นๆ…
อันนี้ก็เป็นเรื่องของการทำญาณให้เกิดในรูปแบบของการนั่งหลับตาเจริญวิปัสสนา
ซึ่งก็เป็นเรื่องของการตั้งใจ จงใจ
หรือพยายามทำให้เกิดด้วยการเจริญสติรู้สภาวะธรรมในขณะนั่งหลับตาเจริญวิปัสสนานั้น
หาได้เป็นวิปัสสนาญาณซึ่งเห็นแจ้งด้วยใจเจ้าของเพราะเหตุเห็นทุกข์จริงๆ
ในขีวิตประจำวันจริงๆ ก็หาได้ไม่
หรือแทบจะไม่เคยดูของจริงคือกองทุกข์ในชีวิตประจำวันเลย
เอาแต่ดูของที่ทำขึ้นด้วยการตั้งใจ จงใจ
หรือพยายามทำให้เกิดด้วยการนั่งหลับตาเจริญวิปัสสนา
แต่แทบจะไม่ได้สนใจหรือไม่เคยใส่ใจกับการลืมตาทำวิปัสสนาเพื่อดูกองทุกข์ในชีวิตประจำวันจริงๆ
เลย
แต่ปรากฏว่าตาสีตาสาหรือแม้แต่หญิงที่มีลูกมีครอบครัวในสำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งซึ่งไม่รู้จักการทำสมาธิ
การเจริญสติ การเจริญวิปัสสนา หรือญาณ ๑๖ เลย แต่หมั่นดูทุกข์
จนเห็นความไม่เที่ยง หรือ ดูความไม่เที่ยง จนเห็นทุกข์
โดยดูในชีวิตประจำวันเนืองๆ ด้วยการลืมตา จนแจ้งแก่ใจเจ้าของว่า
ทุกอย่างล้วนแต่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตนทั้งสิ้น
ใครไปใครมาปฏิบัติธรรม ก็คุยกันแต่ว่า เห็นกองทุกข์หรือยัง?
เห็นกองทุกข์หรือยัง? ปรากฏว่าเมื่อตาสีตาสา
หรือแม้แต่หญิงมีลูกมีครอบครัวเมื่อตายหรือละสังขารนี้ไป
กระดูกก็กลายเป็นพระธาตุให้เห็นๆ
เป็นที่ปรากฏ…นี่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงแท้ตามแนวพระธรรมคำสอนในอนัตตลักขณสูตรขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงเริ่มต้นด้วยการสอนให้เห็นความไม่เที่ยง
ความเป็นทุกข์ และความไม่มีตัวตน ในชีวิตจริงๆ
จนแจ้งแก่ใจเจ้าของจริงๆ
แต่สมัยนี้
นักปฏิบัติทั้งหลายไม่ได้เดินตามแนวคำสอนในอนัตตลักขณสูตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่ไปตั้งใจ จงใจ หรือพยายามทำให้เกิดด้วยการเจริญสมถะก็ดี
เจริญสติก็ดี
หรือแม้แต่เจริญวิปัสสนาลำดับญาณตามรูปแบบที่ยึดถือกันปฏิบัติกันอยู่ก็ดี
ซึ่งหากเรามาวิเคราะห์ในเชิงสร้างสรรค์ เบื้องต้นต้องกล่าวก่อนว่า
การฝึกปฏิบัติตามรูปแบบในการเจริญสติ เจริญภาวนา เจริญวิปัสสนาหรือญาณ
๑๖ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เสมือนหนี่งการเรียนไปตามขั้นตอน
โดยเริ่มต้นจากการฝึกในรูปแบบของการนั่งหลับตา
เพื่อให้รู้จักสภาวะนั้นๆ แต่การจะเข้าถึงสภาวะนั้นๆ
มันเป็นคนละเรื่องกับการรู้จักสภาวะนั้นๆ เพราะการเข้าถึงสภาวะนั้นๆ
จนแยกรูปแยกนามได้อันเป็นวิปัสสนาญาณแท้จริงนั้น ต้องเกิดเองเป็นเอง
อันเนื่องมาจากการเจริญวิปัสสนาในชีวิตจริงในชิวิตประจำวันด้วยการเข้าไปเห็นทุกข์อริยสัจในชีวิตจริงในชีวิตประจำวันอย่างแจ่มแจ้งแก่ใจเจ้าของ
จนเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด
และละวางจากความยึดมั่นถือมั่นในความมีตัวตน
อันเป็นเหตุต่อเนื่องเป็นลูกโซ่
ให้สามารถเห็นรูปเห็นนามซี่งเป็นวิปัสสนาญาณแท้จริงที่เกิดเองเป็นเอง
เพราะเหตุเห็นกองทุกข์หรือทุกข์อริยสัจ แจ้งแก่ใจเจ้าของในชีวิตจริง
นั่นเอง อานิสงส์ของวิปัสสนาญาณที่เกิดเองเพราะจากเริ่มจากการรู้ทุกข์
ก็จะแตกต่างจากการเกิดวิปัสสนาญาณในรูปแบบที่ทำให้เกิดด้วยการฝึกเจริญวิปัสสนาตามรูปแบบของการนั่งฝึก
อันเป็นการนำผู้ปฏิบัติให้ไปรู้จักสัมผัสสภาวะเท่านั้น อาทิ
อาตมาสอนในเรื่องของการฝึกทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
หรือฝึกเจริญสติให้มีสติเป็นกลางๆ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น
ไม่ว่าจะเป็นการตั้งอยู่บนฐานผู้รู้ หรือไม่ต้องตั้ง กล่าวคือ
ให้รู้อยู่ที่ “รู้” ก็ตาม อันนี้ ก็ยังจัดว่าเป็นเรื่องของการฝึกหัด
หรือเป็นเบื้องต้นของการฝึกให้รู้จักสภาวะนั้นๆ
แต่การจะเข้าถึงสภาวะนั้นๆ จนสักแต่ว่ารู้ และ “สักแต่ว่ารู้”
นี้เค้าไปรวมลงที่ฐานผู้รู้เองหรือเป็นไปเอง
โดยไม่ต้องไปตั้งอย่างที่เคยตั้งใจตั้งเมื่อตอนเริ่มฝึกหัด
การที่ผู้รู้ไปรวมเองตรงฐานผู้รู้เพราะเหตุเห็นทุกข์และเกิดการปล่อยวางในอารมณ์และกิเลสทั้งหลาย
จึงเป็นการเข้าถึงสภาวะด้วยการทวนกระแสอันเป็นการเดินเข้าสู่อริยมรรค
ส่วนการไปตั้งผู้รู้นั้นในช่วงเริ่มฝึกหัด อันนั้น
โดยมากมักจะพลาดตกไปเสวยสุขอยู่ในวิญญาณอันไม่มีประมาณ
หรือความว่างไม่มีประมาณอันเป็นสุญญตวิหารธรรมที่เป็นผลจากการไปตั้งผู้รู้
เสมือนหนึ่งเป็นการชิมลางเข้าไปรู้จักสภาวะของสุญญตวิหารธรรมนั้น
และมักจะเข้าใจผิดเสียเนิ่นนานว่าตนบรรลุธรรมใกล้ถึงที่สุดหรือไม่ก็ถึงที่สุดแล้ว
ซึ่งต่างจากการที่ผู้รู้รู้สักแต่ว่า “รู้” ทุกข์
จนเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และผู้รู้ก็เกิดการละวางอารมณ์
โดยผู้รู้ไปรวมเป็นหนึ่งตรงฐานของผู้รู้อันเป็นไปเอง
เสมือนหนึ่งผู้รู้ได้มีประสบการณ์จริงเพราะเหตุเห็นกองทุกข์ในชีวิตจริง
และเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จนเกิดการสลัดคืน
และทวนกระแสความหน่วงเหนี่ยว เยื่อใย อาลัยอาวรณ์ของกระแสโลก
อันอยู่ภายใต้ความครอบงำของวัฏฏะของวิญญาณทั้ง ๖
และเดินเข้าสู่อริยมรรค อริยผลได้โดยลำดับ จนถึงซึ่งความหลุดพ้น
อันเป็นการเข้าถึงสุญญตวิหารธรรมที่แท้จริง
ซึ่งแตกต่างจากการไปรู้จักสภาวะของสุญญตวิหารธรรมในเบื้องต้นของการฝึกหัดโดยการไปตั้งใจเพื่อตั้งผู้รู้ตรงฐานผู้รู้นั้น
การเจริญสติเพื่อพัฒนาผู้รู้ไปสู่ภาคปฏิบัติโดยปรับเข้าสู่ชีวิตจริงเพื่อให้ผู้รู้ได้รู้และแจ้งในกองทุกข์จนเกิดความเบื่อหน่าย
จางคลาย และสลัดคืนจากกองทุกข์ทั้งหลายในชีวิตประจำวันจริงๆ
จึงเป็นสิ่งที่นักปฏิบัติพึงพัฒนาต่อจากการฝึกหัดดังที่ได้ศึกษาและเรียนมา
ผลที่ได้ของการฝึกเพื่อให้เป็นไปเพื่อรู้จักสภาวะกับผลที่ได้ของการเข้าถึงสภาวะที่เป็นไปเองเพราะเห็นทุกข์ในความไม่เที่ยง
และเห็นความไม่เที่ยงในทุกข์ ในชีวิตประจำวันจริงๆ
ผลที่ได้จากการทำในเรื่องเดียวกัน แต่เกิดจากเหตุปัจจัยต่างกัน
กล่าวคือ การฝึกให้เป็นไปกับการมีประสบการณ์จริงในชีวิตจริง
จึงมีผลได้ซึ่งแตกต่างกันอย่างมากมาย โดยเปรียบเสมือนเส้นผมบังภูเขา
เพราะเส้นผมนี้ไปบังตาผู้ปฏิบัติที่กำลังฝึกฝนแต่ขาดประสบการณ์จากการเห็นทุกข์อริยสัจในชีวิตจริงๆ
อาจจะหลงตนได้ว่าตนเข้าถึงมรรคผลหรือจบพรหมจรรย์แล้ว
ต่อไปก็มาถึงประเด็นสำคัญว่า
เมื่อเราได้ฝึกฝนการเจริญสมาธิก็ดี การเจริญสติก็ดี การเจริญวิปัสสนา
จนรู้สักแต่ว่ารู้… เป็นแล้ว เข้าใจดีแล้ว… จนสามารถกำหนดรู้รูปนาม
หรือแยกรูปแยกนาม และเห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป
ต่อไปก็ต้องรู้จักปรับการฝึกอันยังเนื่องด้วยการตั้งใจ การจงใจ
การพยายามทำให้เกิด
ปรับเข้าสู่ประสบการณ์จริงด้วยการเห็นกองทุกข์ทั้งหลายในชีวิตประจำวันจริงๆ
อันเป็นทุกข์อริยสัจ
ซี่งพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสเป็นหลักไว้ในกระบวนการเข้าถึงซึ่งวิมุตติและความหลุดพ้นตามหลักอริยสัจ
๔ ว่า ทุกข์เป็นที่ต้องกำหนดรู้ เป็นประการแรก
เพราะเหตุเมื่อกำหนดรู้ทุกข์ได้ ก็จะเห็นเหตุแห่งทุกข์
เห็นความดับทุกข์ และเห็นหนทางไปสู่ความดับทุกข์ เป็นไปตามลำดับ
การที่นักปฏิบัติทั้งหลายฝึกเจริญสมาธิ เจริญสติ เจริญวิปัสสนา
จนสามารถกำหนดรู้รูปนามคือแยกรูปแยกนาม เห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่
และดับไปหรือผ่านญาณ ๑๖ ไปตามลำดับขั้นตอน อันนี้
เป็นเรื่องของการฝึกในรูปแบบของการเจริญสมาธิ เจริญสติ เจริญวิปัสสนา
เพื่อให้รู้เท่าทันสภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนั่งภาวนานั้น
จนรู้จักสภาวะนั้นตามความเป็นจริง แต่สภาวะที่เห็นรูปนาม
เห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
นั้นไม่ได้เป็นไปเองอันเป็นผลจากการเข้าไปกำหนดรู้กองทุกข์หรือทุกข์อริยสัจ
จึงกลายเป็นว่าเห็นรูปนาม เห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
แบบไปทำให้เกิดด้วยกำลังของการเจริญสติ เจริญสมาธิ
เจริญวิปัสสนาอันเป็นไปตามรูปแบบ
แต่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเห็นกองทุกข์จนเกิดเห็นโทษของกองทุกข์ทั้งหลายตามความเป็นจริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยนี้
เรียนปริยัตินำการปฏิบัติจนติดอกติดใจในปริยัติ
เลยมีภูมิความรู้ชั้นสูงสามารถกำหนดรู้รูปนามอย่างละเอียด
กำหนดรู้จิตเกิดดับ เกิดดับ เกิดดับได้อย่างละเอียด
แต่ภูมิความรู้กับภูมิจิตภูมิธรรมนั้นต่างกัน
เพราะภูมิจิตภูมิธรรมนั้นเป็นประสบการณ์ตรงที่เริ่มจากการไปเห็นหรือกำหนดรู้กองทุกข์หรือทุกข์อริยสัจตามนัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ในอนัตตลักขณสูตร
ฉะนั้น ในการฝึกอบรมพัฒนาสติในการภาวนาฯ
ซึ่งอาตมาได้แบ่งหลักสูตรไว้เป็น ๒ ขั้นตอน คือ
การฝึกภาวนาเพื่อพัฒนาสติให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและสำนึก
และการฝึกภาวนาเพื่อพัฒนาความรู้สำตัวทั่วพร้อมและสำนึกรู้ให้เป็นใจรู้
ต่อไปถ้าเห็นผู้เรียนมีความตั้งใจจริงที่อยากจะเข้ารับการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง
อาตมาคงต้องปรับเพิ่มเติมหลักสูตรอีกขั้นตอนหนึ่ง คือ
การปรับการฝึกหัดเจริญภาวนาเข้าสู่การภาวนาในชีวิตประจำวัน
เนื้อหาในการฝึกอบรมจะเป็นการ integrate สัมมาทิฏฐิ
เข้าสู่การเจริญสติ เจริญสมาธิ
โดยให้อุบายในการกำหนดรู้กองทุกข์หรือทุกข์อริยสัจด้วยหลักอาตาปี
สัมปชาโน สติมา
อันเป็นอุบายเรืองปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงขมวดปมการเจริญสติปัฏฐาน
๔ ลงไว้ที่การมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
พร้อมกับการให้อุยายในการรู้เท่าทันในวงจรปฏิจจสสมุปบาททั้งโดยอนุโลมและปฏิโลม
อันเป็นปัญญานำให้ถึงซึ่งความหลุดพ้นในพระพุทธศาสนา
ดังที่ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท
ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม ผู้ใด้เห็นธรรม
ผู้นั้นย่อมเห็นปฏิจจสมุปบาท”
อนึ่ง การอธิบายธรรมเป็นตัวหนังสือนี้
ก็ยังหนีไม่พ้นของการเรียนปริยัติ
ความแจ่มแจ้งย่อมไม่เหมือนกับการมาฝึกปฏิบัติจริงๆ
เพราะมีอุบายบางประการ ที่อาตมาไม่สามารถถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือได้
และผู้ปฏิบิติแม้จะเรียนจากตัวหนังสือเท่าไรก็จะยังไม่สัมผัสเข้าใจได้อย่างแท้จริง
เพราะการเรียนรู้ให้เกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งจะต้องฝึกพัฒนาไปตามขั้นตอน
คือ เบื้องต้นฝึกพัฒนาสติให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและสำนึกรู้
และพัฒนาความรู้สำตัวทั่วพร้อมและสำนึกรู้นั้นให้เป็นใจผู้รู้ ฉะนั้น
ผู้ที่สนใจใฝ่ศึกษาเพื่อให้เกิดความแจ่มแจ้งในธรรมปฏิบัตินี้…
หากมีความตั้งใจจริง
โดยมาเข้าฝึกอบรมในโครงการฝึกอบรมพัฒนาสติในการภาวนาฯ
อย่างต่อเนื่องสักระยะหนึ่งในช่วงเวลาสั้นๆ นี้
เพื่อให้โอกาสแก่ตัวท่านเองในการดำเนินเข้าสู่เส้นทางอริยมรรคนี้…
อันอาตมาก็เพียงแค่พอจะนำพาท่านเข้าสู่เส้นทางอริยมรรค
โดยการบรรลุอริยมรรคอริยผลนั้นขึ้นอยู่ที่ความเพียรของแต่ละท่านเอง…
อาตมาซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้
ก็เพราะเหตุมีความตั้งใจจริงเป็นพื้นเดิมอยู่แล้วที่จะถ่ายความรู้ประสบการณ์ของอาตมาโดยไม่ปิดบังอำพราง
เพราะเหตุไม่ต้องการให้นักปฏิบัติที่มีความตั้งใจจริงทั้งหลายต้องเนิ่นช้าในการปฏิบัติธรรมอย่างที่อาตมาต้องประสบมาก่อน
เรียกว่าร่นระยะเวลาการเดินทางของท่านอย่างน้อยสิบปี
และอดนึกสงสารไม่ได้ที่เห็นผู้สนใจปฏิบัติภาวนากันมาก
ซึ่งอุตส่าห์สละเวลาและความสุฃส่วนตัวไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม ๗วัน
๑๐วัน บ้าง แต่ผลที่ได้คือถ้าไม่นั่งหลับ ก็ตกภวังค์
หรือไม่ก็กลับบ้านไปด้วยความที่หน้าตายังไม่ผ่องใสสดชื่น
หรืออาจจะบูดเบี้ยวไปกว่าเดิม
เพราะความที่ปฏิบัติด้วยความตั้งใจจรดจ่อมากไปจนเกิดอาการเกร็ง บังคับ
เหมือนหุ่นยนต์
ส่งผลให้ไม่สามารถปรับตัวกลับเข้าไปสู่สังคมเพื่อนฝูงญาติมิตรได้เป็นปกติ
โดยปรับการปฏิบัติให้กลมกลืนอย่างเป็นธรรมชาติกับชีวิตจริงในชีวิตประจำวันและสังคมได้จริงๆ