แพทย์แผนไทยประยุกต์(แพทย์อายุรเวท)
แพทย์อายุรเวทคืออะไร
โดย ศ. นพ. อวย เกตุสิงห์
แพทย์อายุรเวทคืออะไร
“แพทย์อายุรเวท” คือ แพทย์แผนโบราณแบบใหม่ของไทย ต่างกับ
“แพทย์แผนโบราณทั่วไป” ตรงที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้วย
และสามารถใช้ความรู้นี้ช่วยให้เข้าใจเรื่องรูปร่างและการทำงานของร่างกาย
เข้าใจเรื่องสาเหตุและอาการของโรค เข้าใจเรื่องยาและกลไกการทำงานของยา
ตลอดพิษของยา และเข้าใจเรื่องการรักษาโรคว่าหายเพราะเหตุใด
ตายเพราะเหตุใด
การที่มีวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานทำให้การอบรมสั่งสอนมีหลักวิชา
เกิดความแน่นอนและแม่นยำ ไม่ใช่อาศัยแต่ความจำหรือประสบการณ์
ผลสำคัญประการหนึ่งของความรู้วิทยาศาสตร์คือการวินิจฉัยโรคจะมีเครื่องมือ
ช่วย (เช่น การฟังเสียง การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ฯลฯ)
ซึ่งทำให้เกิดความแม่นยำ
แพทย์แผนโบราณทั่วไปอาศัยแต่เฉพาะอาการเป็นเครื่องตัดสินโรค
จึงมีความผิดพลาดมาก แม้มียาดี ๆ ก็ไม่มีประโยชน์
เพราะวินิจฉัยผิดก็ย่อมรักษาผิด
เพราะฉะนั้นแพทย์อายุรเวทจึงควรจะมีประสิทธิภาพดีกว่าแพทย์แผนโบราณเป็น
อย่างมาก
นอกจากนั้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะทำให้สามารถปรับปรุงพัฒนาวิธีการต่าง
ๆ ตลอดจนการผลิตยาที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
และทำให้การเผยแพร่ผลงานแก่แพทย์ทั่วไป ทั้งแผนปัจจุบันและแผนเดิม
เป็นประโยชน์แก่การสาธารณสุขของประเทศ หรือแม้กระทั่งของโลก
แพทย์แผนโบราณได้เคยรับหน้าที่ดูแลสุขภาพของคนไทยมาตั้งแต่นมนานด้วยความ
สำเร็จอย่างดี
ทำให้ชาวไทยมีสุขภาพดีและสามารถยืนหยัดรักษาเอกราชของชาติมาจนทุกวันนี้
แต่ในเวลานี้การแพทย์แผนปัจจุบันได้เข้ามาแทนที่
ทำให้การแพทย์ของไทยตกต่ำและถูกทอดทิ้งมาเป็นเวลาหลายสิบปี
วิชาแพทย์ไทยอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมอย่างยิ่ง แพทย์เก่ง ๆ
หาตัวไม่ค่อยได้ ส่วนมากของผู้ที่อ้าวว่าเป็น “แพทย์”
นั้นแท้จริงเป็นเพียงผู้ทำยาขาย
คนไข้ไม่สบายมีอาการอย่างไรก็จ่ายยาไปให้สำหรับอาการอย่างนั้น
ไม่ได้มีการตรวจร่างกายวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาตามแบบฉบับของแพทย์
การอบรมแพทย์ใหม่ก็ไม่มีมาตรฐาน ใครจบ ป.๔ ก็เรียนได้
ลองเปรียบดูกับนักศึกษาแพทย์ทางแผนปัจจุบันจะเห็นว่าไกลกันอย่างฟ้ากับดิน
จริง ๆ นอกจากนั้นครูผู้สอนก็ขาดคุณสมบัติด้านประสบการณ์
เพราะสถานศึกษาไม่มีโรงพยาบาลประกอบ ตำรับตำราก็มีน้อยมาก
เปรียบกับแพทย์แผนเดิมในประเทศอื่น เช่น จีน อินเดีย
ของเราอยู่ในระดับต่ำกว่าเขามากในทุก ๆ
ทางวิชาแพทย์ไทยเป็นสมบัติมีค่าของชาติ
แม้ในปัจจุบันก็ยังมีประชาชนอีกเป็นจำนวนมากนิยมและต้องอาศัยแพทย์แผนโบราณ
ข้อดีบางประการของการแพทย์แผนโบราณคือ ค่าใช้จ่ายถูก
ใช้ยาสมุนไพรซึ่งมีอยู่ในประเทศ ไม่ต้องเสียเงินสั่งมาจากนอก
แม้ในภาวะสงครามประเทศจะถูกปิดล้อม ก็ยังมียาใช้เอง
ถ้าในกองทัพมีแพทย์แผนโบราณอยู่ เวลาทหารอยู่ในที่คับขัน
ก็อาจหายาในป่าช่วยตัวเองได้ ประเทศเพื่อนบ้านของเราหลายประเทศ
โดยเฉพาะประเทศจีน อินเดีย และศรีลังกา
ได้ส่งเสริมการแพทย์แผนเดิมของเขาให้ทันสมัยและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การ
แพทย์และการสาธารณสุข
ในประเทศจีนและอินเดียมีการบังคับให้นักศึกษาแพทย์แผนปัจจุบันต้องใช้เวลา
ส่วนหนึ่งเรียนวิชาแพทย์แผนโบราณ
และนักศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณก็ต้องเรียนวิชาแพทย์แผนปัจจุบันบ้าง
ทำให้แพทย์ทั้งสองพวก “พูดกันรู้เรื่อง”
และสามารถร่วมมือกันทำให้การสาธารณสุขของประเทศก้าวหน้า
และประชาชนได้รับบริการแพทย์ที่ดียิ่งขึ้น ในทั้งสองประเทศนี้มีการ
“แบ่งส่วนงาน” กันเป็นฝ่ายแผนโบราณและฝ่ายแผนปัจจุบัน
ประชาชนเลือกใช้บริการได้ตามใจชอบ รัฐบาลก็ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก
เพราะแพทย์แผนโบราณเรียกร้องค่าจ้างต่ำ
และใช้ยาสมุนไพรซึ่งไม่ต้องสั่งเข้ามาจากนอก
ประเทศไทยเสียเงินค่ายาต่างประเทศถึงปีละกว่าหมื่นล้านบาท
ถ้าประหยัดได้เพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังเป็นเงินถึงพันล้านบาท
แต่วิธีการสอบของแพทย์แผนโบราณในขณะนี้ไม่มีช่องทางจะทำให้การแพทย์เจริญ
ขึ้นได้ เพราะ (๑) นักเรียนไม่มีมาตรฐาน (๒)
อาจารย์ขาดประสบการณ์ในการรักษาโรค (๓) ตำรับตำรามีน้อย และ (๔)
นักเรียนเรียนจากตำราอย่างเดียว ไม่มีการปฏิบัติ เพราะเหตุผลเหล่านี้
จึงต้องจัดการสร้างระบบการศึกษาแพทย์แผนโบราณขึ้นใหม่เพื่อให้ได้แพทย์ที่มี
คุณภาพดีขึ้น
หลักการของแพทย์อายุรเวท
มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิม
ได้วางแผนฟื้นฟูปรับปรุงวิชาแพทย์แผนโบราณโดยแก้ไขวิธีการอบรมสั่งสอนให้ถูก
หลัก คือ (๑)
กำหนดความรู้ขั้นต่ำของนักศึกษาเท่ากับระดับอุดมศึกษาทั่วไป (๒)
กำหนดให้มีการเรียนโดยปฏิบัติและการฝึกซ้อม โดยเฉพาะการเรียนกับคนไข้
(๓) กำหนดให้นักเรียนต้องเรียนวิทยาศาสตร์การแพทย์พอสมควร
เพื่อสามารถเข้าใจกลไกของร่างกาย กลไกของโรค กลไกของยา
และเพื่อจะสามารถนำวิชาให้ก้าวหน้าไปได้ด้วยการศึกษาเปรียบเทียบกับการแพทย์
ปัจจุบันและการวินิจฉัย
ผู้ก่อตั้งมูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิม
ได้นำแผนการส่งให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาพร้อมด้วยหลักสูตรสังเขป
กระทรวงได้ตั้งกรรมการประกอบด้วยอธิบดีกรมต่าง ๆ
และผู้เชี่ยวชาญขึ้นพิจารณา
คณะกรรมการได้มีมติเห็นชอบด้วยเหตุผลหลายประการ (แผนการ
“สุขภาพดีทั่วหน้า” “สาธารณสุขมูลฐาน” การประหยัดค่ายาจากต่างประเทศ
ความเป็นอิสระทางการแพทย์ ฯลฯ) และอนุมัติให้มูลนิธิฯ
จัดตั้งโรงเรียนและดำเนินการ
กับได้ติดต่อกระทรวงศึกษาธิการให้ช่วยเหลือทางด้านการจัดตั้งสถานศึกษาด้วย
