แพทย์ทั่วไปดีใจที่ตรวจพบก้อนมะเร็งขนาดเล็ก แต่แพทย์สมุทัยเวชศาสตร์ดีใจที่ตรวจพบว่าอะไรที่แก้ไขแล้วจะไม่เกิดก้อนมะเร็ง

สมุทัยเวชศาสตร์

(Functional Medicine)

Dr.Torsak's 4R Framework - Thailand Functional Medicine Model

สมุทัยเวชศาสตร์ คือ อะไร ?

Functional Medicine หรือ สมุทัยเวชศาสตร์ เป็นการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งมีมุมมองในการรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรัง แตกต่างจากการดูแลผู้ป่วยในสถานพยาบาลทั่วไป โดยจะมุ่งดูแลไปที่ความไม่สมดุลของระบบการทำงานต่างๆ อันเป็นต้นเหตุพื้นฐานของโรค มากกว่าจะมุ่งไปจัดการที่อาการแสดงของโรค หรือตัวโรคเอง ดังเช่นที่ปฏิบัติกันทั่วไปในการรักษาแบบปกติ  ซึ่งวิธีการดูแลแบบที่ทำกันตามปกตินี้ จะมีประโยชน์เพียงในกรณีที่มีการเจ็บป่วยเฉียบพลันเท่านั้น  แต่ในกรณีของการเจ็บป่วยเรื้อรัง ควรต้องผสมผสานการจัดการที่ต้นเหตุของโรค ควบคู่ไปกับการดูแลอาการของโรคด้วย โดย แพทย์สมุทัยเวชศาสตร์ จะใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มามองหาเหตุต่างๆที่อาจก่อให้เกิดโรค และหาทางดับเหตุ โดยอาจใช้วิธีการต่างๆ ร่วมกับการแพทย์หลายสาขา เช่น การแพทย์ทางเลือก  โภชนาการ การจัดการอารมณ์  กายภาพบำบัด เป็นต้น ซึ่งการดูแลแบบผสมผสานนี้ จะทำให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพมากกว่า

                        Functional Medicine เริ่มเป็นที่ยอมรับอย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ  โดยมีการนำแนวทางนี้มาใช้มากกว่า 15 ปีแล้ว  สำหรับในประเทศไทยมีแพทย์ซึ่งได้ผ่านการอบรมด้านนี้ได้รวมตัวกันเป็นสมาคมแพทย์สมุทัยเวชศาสตร์แห่งประเทศไทย และเริ่มดำเนินการเพื่อก่อตั้งเป็นสมาคมสมุทัยเวชศาสตร์ขึ้นแล้ว  โดยมี นายแพทย์ต่อศักดิ์ ทิพย์ไพโรจน์  อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์สมุทัยเวชศาสตร์ จีรังคลินิก และจีรัง เฮลธ์ วิลเลจ ซึ่งเป็นแพทย์ผู้บุกเบิกการแพทย์ในแนวทางนี้ในประเทศไทย เป็นแกนนำในการจัดตั้ง และดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการของสมาคม

การตรวจวิเคราะห์สุขภาวะแนวสมุทัยเวชศาสตร์

แตกต่างจากการตรวจสุขภาพทั่วไปอย่างไร ?

 การตรวจวิเคราะห์สุขภาวะแนวสมุทัยเวชศาสตร์ (Functional Medicine) กำลังเป็นแนวทางใหม่อันเป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ของวงการตรวจวิเคราะห์สุขภาพ การบำบัดรักษา และการป้องกันโรค โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหากับโรคเรื้อรังชนิดต่าง ๆ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุทัยเวชศาสตร์ (Functional Medicine) ซึ่งใช้การตรวจวิเคราะห์สุขภาวะในแนวทางนี้ จะสามารถชี้ชัดถึงความไม่สมดุลของการทำงานของร่างกาย อันเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคหรืออาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ซึ่งมักจะประกอบด้วยหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งนี้จะอาศัยรายงานผลของการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด ปัสสาวะ น้ำลาย อุจจาระ เป็นต้น เป็นข้อมูลที่สำคัญในการวิเคราะห์

 หลายคนมักมีคำถามว่าการ ตรวจวิเคราะห์สุขภาวะตามแนวสมุทัยเวชศาสตร์ ดีกว่าการตรวจสุขภาพทั่วไปตามสถานพยาบาลอื่น ๆ อย่างไร คำตอบก็คือ การตรวจสุขภาพทั่วไปอาจเรียกได้ว่าเป็นการตรวจ “แบบมาตรฐาน” คือมุ่งตรวจเพื่อมองหาโรคที่เป็นอยู่แล้ว หรือกำลังก่อตัวขึ้นแล้วเป็นสำคัญ แต่การตรวจวิเคราะห์สุขภาวะตามแนวสมุทัยเวชศาสตร์ คือ “การตรวจในระดับที่สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง”  โดยการเจาะลึกลงไปในระดับการทำงานของร่างกาย ในแง่ชีวเคมี กระบวนการเผาผลาญ การดูดซึมสารอาหารของร่างกาย การตกค้างของของเสีย สารพิษ และ กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพในร่างกาย อันเป็นสาเหตุพื้นฐาน ที่นำไปสู่อาการ และผลของโรคต่างๆ การให้ความใส่ใจในกระบวนการทำงานของระบบต่าง ๆ ของร่างกาย จะทำให้ทราบถึงความไม่สมดุลของการทำงาน อันเป็นเหตุพื้นฐานของการเกิดโรค และอาการแสดงของโรคได้ดีกว่า ซึ่งจะนำไปสู่หนทางในการปรับปรุง ฟื้นฟู ส่งเสริมการทำงานของร่างกาย โดยวิถีของธรรมชาติ และ ให้ความหวังในการหายจากโรคเรื้อรังในระยะยาวได้มากกว่าการตรวจแบบทั่วไป ซึ่งมักจะนำไปสู่การดูแล โดยใช้ยา และปฏิบัติการต่าง เพื่อเข้าไปกด ยับยั้ง การทำงานปกติ เพื่อควบคุมอาการ และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น ในระยะเฉียบพลันเท่านั้น

การตรวจสุขภาพทั่วไปมุ่งหา “อาการผิดปกติ” ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว  แต่การตรวจวิเคราะห์สุขภาวะตามแนวสมุทัยเวชศาสตร์มุ่งหา “สาเหตุที่แท้จริง” ที่ทำให้เกิดอาการหรือเกิดโรค  และทั้งนี้การเจาะลึกอย่างละเอียดทำให้เราอาจ “ทราบล่วงหน้า” ถึงความบกพร่องของระบบร่างกายและทำการแก้ไขได้ก่อนที่จะเกิดโรคหรือเกิดความเสียหายต่อร่างกายของเรา ซึ่งหลายกรณีหากพบช้าไปจะไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมได้อีก จึงกล่าวได้ว่าการตรวจวิเคราะห์สุขภาวะแนวนี้เป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอย่างแท้จริง เมื่อเทียบการตรวจเพื่อมุ่งหาการก่อตัวระยะเริ่มแรกของโรค แบบที่ทำกันอยู่

ด้วยผลการตรวจด้านต่าง ๆ ทางห้องปฏิบัติการสมุทัยเวชศาสตร์  นอกจากจะทำให้ทราบถึงต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยหรือโรคต่าง ๆ แล้ว  ยังช่วยให้แพทย์ทางสมุทัยเวชศาสตร์สามารถวางแผนการรักษาผู้ป่วยได้อย่างตรงจุด เหมาะสมกับสภาวะร่างกายของผู้ป่วยนั้น ๆ อย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูการทำงานของร่างกาย โดยวิถีธรรมชาติในระยะยาว ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  ลดการสูญเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายจากการรักษาไปตามอาการ และลดความเสี่ยงจากการวินิจฉัยที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่มีสาเหตุการเจ็บป่วยที่คลุมเครือ ซับซ้อน และ มีอาการครอบคลุมไปในหลายระบบของร่างกาย

 “แพทย์โดยทั่วไปมักมุ่งหาคำตอบว่าจะต้องใช้ยาหรือเครื่องมืออะไรที่จะบรรเทารักษาอาการเจ็บป่วย แต่แพทย์สมุทัยเวชศาสตร์มุ่งตรวจวินิจฉัยอย่างจริงจังว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยนั้นๆ แล้วจึงเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกันหรือบำบัดรักษา ซึ่งมักจะเป็นทางเลือกนอกจากยาหรือการผ่าตัด ดังนั้นสิ่งที่ดีกว่าสำหรับคนไข้อาจเป็น การปรับปรุงโภชนาการ การเสริมอาหาร การฟื้นฟูระบบทางเดินอาหาร การจัดการด้านอารมณ์ การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย  การฝังเข็ม การนวด การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต หรืออื่น ๆ อีกมาก”

 

การตรวจวิเคราะห์สุขภาวะมีความจำเป็นแค่ไหน ?

สำหรับผู้เจ็บป่วยเรื้อรังนั้นเป็นที่แน่นอนที่สุดที่จำเป็นจะต้องรู้สาเหตุที่แท้จริงเพื่อการวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด นั่นหมายถึงประสิทธิภาพในการรักษาชีวิตให้ยืนยาวและมีสุขภาพดี การตรวจวิเคราะห์สุขภาวะแนวสมุทัยเวชศาสตร์ จึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด 

แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่อยู่ในขั้นเจ็บป่วย  ปัจจุบันมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่แต่ละวันมักรู้สึกไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัว บ้างก็อ่อนล้าขาดกำลังวังชา รู้สึกว่าร่างกายทำงานไม่ค่อยจะปกติ ขาดความสดชื่นกระฉับกระเฉง  สาเหตุก็เนื่องมาจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ค่อยจะถูกสุขลักษณะ มีนิสัยการดำเนินชีวิต กิน อยู่ หลับนอน ที่ไม่ตระหนักถึงเรื่องสุขภาพ อาหารขยะ ความเครียด สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ขาดการออกกำลังกาย ทั้งหมดล้วนส่งผลเสียต่อระบบการทำงานและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

อาการทางกายที่ไม่ชัดเจนเหล่านี้ทำให้สับสนว่าจะไปพบแพทย์ดีหรือไม่  แท้ที่จริงแล้วนี้คือสัญญาณบอกเหตุของระบบร่างกายที่เตือนเราล่วงหน้าว่ากำลังเกิดสิ่งผิดปกติในร่างกายของเรา อาการหลายสิ่งหลายอย่างเป็นเหมือนไฟสัญญาณเตือนที่จะบอกให้เรารู้ว่าปัญหาสุขภาพกำลังก่อตัวขึ้น ซึ่งต้องการการแก้ไข การรักษาตามอาการที่ไม่ตรงจุดต้นเหตุของปัญหาสุขภาพที่แท้จริง  จะเป็นเหมือนกับการที่เราเอาอะไรไปปิดบังไฟสัญญาณเตือนไม่ให้มองเห็น  ผลลัพธ์คงจะเกิดความเสียหายต่อร่างกายจนลุกลามเป็นโรคร้ายได้ในที่สุด

เป็นที่มั่นใจได้ว่าการตรวจวิเคราะห์สุขภาวะแนวสมุทัยเวชศาสตร์ จะช่วยทำให้แพทย์สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยให้กลับสู่สภาวะการทำงานของร่างกายที่เป็นปกติ  โดยบำบัดรักษาต้นเหตุของโรคต่าง ๆ รวมทั้งโรคร้ายซึ่งบั่นทอนคุณภาพชีวิต เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคภูมิคุ้มแพ้ และโรคเรื้อรังอื่น ๆ ซึ่งยากที่จะใช้แนวทางการรักษาทั่วไปให้มีสุขภาวะที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการสมุทัยเวชศาสตร์ตรวจอะไรบ้าง ?

โปรแกรมการตรวจวิเคราะห์สุขภาวะของเราครอบคลุมการตรวจอย่างระเอียดในระดับโมเลกุลในด้านต่าง ๆ  ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงโอกาสการเกิดปัญหาสุขภาพได้ตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตที่มีความสุขของทุกคน เช่น ความบกพร่องทางโภชนาการ (Nutritional Deficiencies) สารพิษต่าง ๆ (Toxins and Poisons) ความไม่สมดุลของระบบฮอร์โมนและระบบสื่อประสาท (Neurotransmitter and Hormonal imbalances) และอาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ (Food  Allergies) เป็นต้น

โดยการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ อุจาระ น้ำลาย และเส้นผม เป็นต้น เพื่อหาตัวบ่งชี้สภาพปัญหาสุขภาพ หลายๆอย่าง ยกตัวอย่าง เช่น

  • ตรวจกรดอะมิโน ในเลือด (Amino acids in blood)
  • ตรวจกรดอินทรีย์ ในปัสสาวะ (Organic acids in urine)
  • ตรวจระดับของฮอร์โมนคอร์ติซอล ในน้ำลาย (Cortisol levels in saliva  )
  • ตรวจสารอาหารและโลหะหนัก ในเลือด ปัสสาวะ หรือ เส้นผม (Nutrient and toxic minerals in blood, urine or hair)
  • ตรวจโปรตีนหรืออาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ ในเลือด (Food Allergies in blood)

เป็นต้น

                        ทั้งนี้กล่าวได้ว่าโปรแกรมการตรวจวิเคราะห์สุขภาวะของเราจะครอบคลุมองค์ประกอบทั้ง 4 ด้าน (4R) ของการแพทย์สมุทัยเวชศาสตร์ (Functional Medicine) คือ

  1. ตรวจหาภาวะพร่องทางโภชนาการ ฮอร์โมน หรือสิ่งอันจำเป็นต่อการทำงานปกติที่ขาดหาย หรือ พร่องไปในร่างกาย เพื่อหาแนวทางในการ เติมเต็ม หรือ ทดแทน (Replace)
  2. ตรวจหาของเสีย สารพิษ การติดเชื้อแฝง โลหะหนักหรือสิ่งที่เกิน และ ไม่จำเป็นต่อร่างกาย อันรบกวยต่อการทำงานปกติเพื่อ หาแนวทางในการกำจัด (Remove) สิ่งเหล่านั้นออกจากร่างกาย
  3. ตรวจหาตัวบ่งชี้เพื่อใช้กำหนดแผนการ และติดตามผลในการซ่อมแซม (Repair)  การทำงานที่กำลังเสียหายไปแล้วบางส่วนจากผลของความผิดปกติ หรือ โรคต่างๆ
  4. มองหาแนวทางในการฟื้นฟู (Rebuild) ระบบการทำงาน หรือ องค์ประกอบของร่างกายที่เสียหายไปโดยสิ้นเชิง  เพื่อหาแนวทางซ่อมเสริมร่างกายให้กลับมาทำงานได้ใหม่ หรือ เสริมสร้างสุขภาวะให้ดีขึ้นกว่าเดิม

 

Dr.Torsak’s 4R Framework – Thailand Functional Medicine Model

สมุทัยเวชศาสตร์

(Functional  Medicine)

การตรวจวิเคราะห์สุขภาวะ

(Health Assessment)

การบำบัดรักษา

(Treatment)

  • Replace (เติมเต็มส่วนขาด)

เช่น วิตามิน แร่ธาตุ พลังงาน เป็นต้น

ตรวจหาภาวะพร่องโภชนาการ ฮอร์โมน เป็นต้น

โภชนบำบัด การเสริมอาหาร โภชนการทดแทน  การเสริมฮอร์โมน เป็นต้น

  • Remove (ขจัดส่วนเกิน)

เช่น สารพิษ โลหะหนัก เชื้อโรค อนุมูลอิสระ เป็นต้น

ตรวจหาการติดเชื้อแฝง ภูมิแพ้แฝง ปริมาณของเสีย สารพิษ โลหะหนักที่สะสมในเนื้อเยื่อ ผลของการรบกวนต่อระบบการทำงานในร่างกาย จากเลือด เส้นผม ปัสสาวะ เป็นต้น

การกำจัดเชื้อ การฟื้นฟูการย่อยอาหาร การดูดซึมอาหาร การรักษาด้วยโปรไบโอติก การล้างพิษ การสวนล้างลำไส้ เป็นเต้น

  • Repair (ซ่อมเสริมสิ่งที่เสียหาย)

การติดตามระดับความเสียหายในระดับ DNA RNA protein lipid ,purine metabolism การติดตามระดับสารต้านอนุมูลอิสระ ,GSH/GSSG ratio

การให้สารอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระทดแทนทางหลอดเลือด

  • Rebuild (ฟื้นฟูสุขภาวะ)

การตรวจหาระดับ สารสื่อประสาท, Growth hormone, hormone profile analysis, immune balance, gene test

การเสริมภูมิต้านทาน ปรับสมดุลของฮอร์โมน โภชนาการบำบัดเพื่อกำหนดการแสดงออกของยีน เซลบำบัด

ทุกขั้นตอนแพทย์สมุทัยเวชศาสตร์จะตรวจวิเคราะห์หาสาเหตุพื้นฐานอย่างละเอียด วางแผนการบำบัดรักษาอย่างเหมาะสมเฉพาะบุคคล เน้นสร้างเสริมสุขภาพ ฟื้นฟูระบบการทำงานของร่างกายและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผู้ป่วยมากกว่ามุ่งเอาชนะตัวโรคเพียงอย่างเดียว

 

นายแพทย์ต่อศักดิ์ ทิพย์ไพโรจน์ ปรึกษาปัญหาสุขภาพ

DrTorsak Tip-pairote <[email protected]>;