สรุปงานวิจัยเรื่องที่ 6

ชื่อเรื่อง   การศึกษาการมีส่วนร่วมของครูผู้สอนในการบริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต  1

ผู้วิจัย   จรินทร์  ถาวรสิน

ปีที่วิจัย   2550

วัตถุประสงค์      

1.เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของครูผู้สอนในการบริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต  1

2.  เพื่อเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของครูผู้สอนในการบริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต  1  จำแนกตามขนาดโรงเรียน  และที่ตั้งโรงเรียน

กลุ่มตัวอย่าง         

         1.  ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้   ได้แก่  ครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต  1  จำนวน  2,002  คน

         2.  กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่  ครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต  1  จำนวน  322   คน  ใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น  ตามขนาดโรงเรียนกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามเครจซี่  และมอร์แกน  จำแนกเป็นครูในโรงเรียนขนาดใหญ่  109  คน  ขนาดกลาง  168  คน  และขนาดเล็ก  45  คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย   เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล   เป็นแบบสอบถามที่ผู้ศึกษาสร้าง  ซึ่งแบ่งออกเป็น  2  ตอน   รายละเอียดดังนี้

                ตอนที่  1  เป็นแบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับขนาดและที่ตั้งโรงเรียนที่ผู้ตอบแบบสอบถามปฏิบัติงาน  มีลักษณะเป็นแบบสำรวจรายการ

                ตอนที่  2  เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของครูผู้สอนในการบริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต  1  จำนวน  49  ข้อ  ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า  5  ระดับ  คือ  มากที่สุด  มาก  ปานกลาง  น้อย  น้อยที่สุด  ในภารกิจงานของสถานศึกษา  4  งาน  ได้แก่

  1. การบริหารวิชาการ
  2. การบริหารงบประมาณ
  3. การบริหารงานบุคคล
  4. การบริหารทั่วไป

การเก็บรวบรวมข้อมูล

                1.  ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนเพื่อนำมาเป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถาม  ร่างแบบสอบถามตามสาระการศึกษาปัญหาการบริหารโรงเรียน  ตามภารกิจงานของสถานศึกษา  4  งาน

                2.  นำร่างแบบสอบถามเสนอต่อประธานกรรมการและกรรมการควบคุม  เพื่อให้คำแนะนำและเสนอผู้ทรงคุณวุฒิ  เพื่อพิจารณาตรวจสอบความเหมาะสมและความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา  โดยผู้ทรงวุฒิ

                1. นำแบบสอบถามที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไข  ตามข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิและประธานกรรมการและกรรมการไปทดลองใช้กับประชากรที่มิใช่กลุ่มตัวอย่าง  จำนวน  30  ฉบับ  เพื่อหาคุณภาพเครื่องมือ  ด้วยการหาค่าอำนาจจำแนกรายข้อของแบบสอบถาม  โดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน  ซึ่งได้ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง  .38  ถึง  .84

                2.  นำแบบสอบถามที่มีอำนาจจำแนกรายข้อมาหาความเชื่อมั่น  โดยวิธีหา  ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของคอนบราค  ผลการวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามรายข้อทั้งฉบับ  มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟา  เท่ากับ  .98     

การวิเคราะห์ผล

                1.  ผู้วิจัยขอหนังสือจากภาควิชาการบริหารการศึกษา  มหาวิทยาลัยบูรพา   เพื่อขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต  1

                2.  รับหนังสือจากผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต 1  เพื่อขอเก็บข้อมูลจากครูผู้สอนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา

                3.  นำส่งแบบสอบถามให้กับครูผู้สอนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง  จำนวน  322  ฉบับ  และจัดเก็บด้วยตนเอง  ได้แบบสอบถามกลับคืน  322  ฉบับ  คิดเป็นร้อยละ  100 

                4.  นำแบบสอบถามมาวิเคราะห์ต่อไป

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

  1. นำแบบสอบถามมาประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป  SPSS/PC

แล้วนำมาแยกวิเคราะห์หาค่าดังนี้

                1.  นำแบบสอบถามที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของครูผู้สอนในการบริหารโรงเรียนมาให้คะแนนตามน้ำหนักคะแนนแต่ละข้อซึ่งเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า  5  ระดับของลิเคอร์ท   กำหนดน้ำหนักคะแนนดังนี้

                5   หมายถึง   ครูผู้สอนมีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนมากที่สุด

                4   หมายถึง   ครูผู้สอนมีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนมาก

                3    หมายถึง   ครูผู้สอนมีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนปานกลาง

                2   หมายถึง   ครูผู้สอนมีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนน้อย

                1   หมายถึง   ครูผู้สอนมีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนน้อยที่สุด

                การแปลความหมายของคะแนน  ผู้วิจัยกำหนดเกณฑ์สำหรับการวัดระดับการมีส่วนร่วมของครูผู้สอนในการบริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตการศึกษาสระแก้ว  เขต  1  โดยใช้คะแนนเฉลี่ย(Mean)  และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนเป็นตัวชี้วัด  โดยใช้เกณฑ์ของบุญชม  ศรีสะอาด  และบุญส่ง  นิลแก้ว  นำเสนอข้อมูลการวัดระดับการมีส่วนร่วมของครูผู้สอน  ดังนี้

4.51-5.00   หมายความว่า   มีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนมากที่สุด

                3.51-4.50    หมายความว่า   มีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนมาก

                2.51-3.50    หมายความว่า   มีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนปานกลาง

                1.51-2.50    หมายความว่า   มีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนน้อย

                1.00-1.50    หมายความว่า   มีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนน้อยที่สุด

                2.  วิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วมของครูผู้สอนในการบริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตการศึกษาสระแก้ว  เขต  1  ด้วยสถิติค่าคะแนนเฉลี่ยและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน

                3. การทดลองสอบสมมติฐานที่ว่า  การมีส่วนร่วมของครูผู้สอนในการบริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต  1  จำแนกตามขนาดของโรงเรียน  แตกต่างกัน  ใช้สถิติทดสอบความแปรปรวนทางเดียว  (One – Way  ANOVA)

                4.  การทดสอบสมมติฐานที่ว่า  การมีส่วนร่วมของครูผู้สอนในการบริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต  1  จำแนกตามที่ตั้งโรงเรียน  แตกต่างกัน  ใช้สถิติการทดสอบค่าที  ( t-test) 

ผลการวิจัย

                1.  การมีส่วนร่วมของครูผู้สอนในการบริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต  1  โดยรวมอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน  พบว่าการมีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนอยู่ในระดับมาก  3  ด้าน  ระดับปานกลาง  1  ด้าน  เรียงตามลำดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย  ได้แก่  ด้านการบริหารวิชาการ  ด้านการบริหารทั่วไป  ด้านการบริหารงบประมาณ  และด้านการบริหารงานบุคคล

                2.  การมีส่วนร่วมของครูผู้สอนในการบริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต  1  ระหว่างโรงเรียนขนาดเล็ก  โรงเรียนขนาดกลาง  และโรงเรียนขนาดใหญ่แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า  ทั้ง  4  ด้าน  ได้แก่  การบริหารงานวิชาการ  การบริหารงบประมาณ  การบริหารงานบุคคล  และการบริหารทั่วไปแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

                3.  การมีส่วนร่วมของครูผู้สอนในการบริหารโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต  1  โรงเรียนในเขตเทศบาลและโรงเรียนนอกเขตเทศบาล  แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ  เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า  ทั้ง  4  ด้าน  ได้แก่  การบริหารงานวิชาการ  การบริหารงบประมาณ  การบริหารงานบุคคล  และการบริหารทั่วไป  แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ