ว่ากันว่า “ พระพุทธเจ้าไม่ได้อุบัติขึ้นมาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลสองจำพวก” จำพวกแรกคือบุคคลที่เปรียบเหมือนคนไข้ แม้จะได้โภชนาหารดีหรือไม่ได้ ได้รับการพยาบาลรักษาดีหรือไม่ได้ก็ตาม ก็ไม่อาจหายจากโรคได้
ว่ากันว่า “ พระพุทธเจ้าไม่ได้อุบัติขึ้นมาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลสองจำพวก” จำพวกแรกคือบุคคลที่เปรียบเหมือนคนไข้ แม้จะได้โภชนาหารดีหรือไม่ได้ ได้รับการพยาบาลรักษาดีหรือไม่ได้ก็ตาม ก็ไม่อาจหายจากโรคได้
บุคคลจำพวกที่สองที่พระพุทธเจ้าไม่ได้อุบัติมาเพื่อเขาคือ บุคคลที่เปรียบเหมือนคนไข้ แม้จะได้โภชนาหารดีหรือไม่ได้ จะได้รับการพยาบาลรักษาดีหรือไม่ได้ก็ตาม โรคของเขาก็คงหายอย่างแน่นอน
ส่วนว่าบุคคลที่พระพุทธเจ้าอุบัติมาเพื่อประโยชน์แก่เขาโดยตรงคือประเภทที่สามครับ ประเภทนี้ท่านเปรียบเหมือนคนไข้ ที่จะต้องได้อาหารดีสัปปายะ จะต้องได้หมอดี รักษาดีด้วยถึงจะหายจากโรคได้ ฉันใดนั้น คนบางคนบางพวก จะต้องได้รับฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ต้องได้ศึกษาธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถ ข้ามพ้นบ่วงแห่งมาร บรรลุถึงฝั่งแห่งพระนิพพานได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือบุคคลที่เรียกว่า อุคฆติตัญญู วิปจิตัญญู เนยยะ ๓ จำพวกนี้จะต้องได้เห็นได้ฟังธรรม ต้องได้ศึกษาธรรมของพระพุทธเจ้าถึงจะบรรลุธรรมได้ แม้การศึกษานั้นจะเป็นไปแค่เพียงเล็กน้อยชั่วบาทคาถาหนึ่งก็ตามฯฯฯฯฯ
ในปัจจุบันสมัยนี้คนส่วนมากก็อยู่ใน ๓ จำพวกนี้ครับ ผมไม่อยากที่จะบอกว่าอยู่ในพวกปทปรมะมากเพราะเหมือนจะดูถูกท่านผู้รู้ทั้งหลาย พร้อมทั้งตัวเองยังไงมันก็ต้องลองละน่าว่าเราอยู่ในจำพวกไหน ดอกบัว ๔ เหล่านี้ ๓ ดอกแรกมีความเป็นไปได้ที่จะโพล่พ้นจากน้ำออกมาดูโลกพระอาทิตย์ที่ส่องสว่างเหนือโลกอันแสนจะโสมม แต่จะต้องได้รับโอกาสคือน้ำท่าต้องบริบูรณ์พูลผล สมัยนี้คนส่วนมากก็ยังรอคอยโอกาสยังคอยสดับตรับฟังพระสัทธรรมอยู่ ท่านทั้งหลายอย่าได้อาจหาญมาพูดให้เสียน้ำลายเลยว่าสมัยปัจจุบันยังมีผู้ไม่ต้องศึกษาธรรม ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน แล้วสามารถสำเร็จเป็นพระอริยะบุคลได้ เพราะข้าพเจ้าเคยได้ยินได้ฟังมามากต่อมากว่าท่านนั้นท่านนี้ ไม่เห็นต้องได้เรียนบวชเสร็จแล้วธุดงค์อยู่ในป่าแต่ผู้เดียว เวลาผ่านไป ผ่านไปเหมือนจะลืมเลือนแต่แล้วพอจู่จู่ ท่านเหล่านั้นคืบคลานออกมาจากป่าไฉนไดเลยกลับกลายเป็นพระอรหันต์มีคนนับหน้าถือตาไปทั่ว นี่ครับเสียงเล่าลือแบบนี้มีอยู่มากหลายจนไม่รู้ว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ ขออภัยโทษนะครับไม่ได้รังเกียจรังงอนอะไรท่านเหล่านั้นหรอก ผมก็ยังนับถือว่าท่านบรรลุแน่นอนแต่จะบรรลุอะไรขั้นไหนนั้นต้องพิจารณาให้ดีดีฯฯฯฯฯ
เพราะอะไรหรือครับที่จะต้องใช้สมองอันเหลืออยู่น้อยนิดให้เสียเวลาไปกับการคิดเรื่องเหล่านี้ให้สมองกะตุกเล่นเล่า ก็เพราะว่าพระท่านบอกไว้ว่า ปัญญาเท่านั้นที่ช่วยรักษาตนรอด ลองยกเอามาทั้งดุ้นให้ท่านผู้อ่านได้อ่าน ว่า “นรชนผู้มีปัญญา ตั้งมั่นแล้วในศีล อบรมจิตและปัญญาให้เจริญอยู่ เป็นผู้มีความเพียร มีปัญญารักษาตนรอด ภิกษุนั้นพึงถางชัฏคือตัณหานี้ได้” พุทธพจน์นี้มาในพระบาลีอังคุตรนิกาย สคาถวรรคขอรับ อีกประการหนึ่งที่ต้องใช้หัวขมองอิ่มคิดกันจริงจังหากว่าท่านลืมก็คือ มีบุคคลใดในบ้างที่ไม่ต้องฟังธรรมจากใครแล้วสามารถรู้แจ้งแนวทางแห่งอริยสัจจ์ได้ ในประวัติศาสตร์พระศาสนาก็กล่าวไว้ว่ามีแค่บุคคลสองจำพวกที่สามารถบรรลุธรรมด้วยตนเองคือ พระพุทธเจ้าหนึ่ง และก็พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกหนึ่งเท่านี้ไม่น่าจะจำไม่ได้นะครับ ทีนี้ใครที่อยากเป็นพุทธเจ้าเอง หรืออยากเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ว่ากันไปตามเรื่องสิครับ อยากเป็นยังไงก็ตามสบายแต่อย่ามาบอกว่าตัวเองเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เพราะสาวกคือผู้รู้ตาม ไม่ใช่ผู้รู้เอง ไม่ใช่พระพุทธเจ้าเอง ไม่ใช่พระปัจเจกพุทธะ อันนี้ว่าตามคำสอนของฝ่ายเถรวาทครับฯฯฯฯฯฯ
ส่วนอีกบุคคลพวกหนึ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้อุบัติมาเพื่อประโยชน์ของเขานั้นก็คือ บุคคลจำพวก ปทปรมะ บุคคลจำพวกนี้จะได้เห็นไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้าก็ตาม จะได้ฟังได้ศึกษาหรือไม่ได้ก็ตามก็ไม่สามารถที่จะรู้แจ้งพระสัทธรรมได้ พูดง่ายๆก็คือ
-
คนที่ฉลาดมาก มีบุญมากก็ไม่จำเป็น
-
คนที่ไม่ฉลาดเลยก็ไม่จำเป็น
-
คนที่พร้อมจะรับฟังคำสั่งสอนได้นั้นควรเพื่อที่จะได้รับประโยชน์จากคำสอน ก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละบุคคลสามารถที่จะรับคำสอนได้เท่าได ใช้เวลารับมากน้อยต่างกันขอรับ
แม้จะอุบัติมาเพื่อบุคคลประเภทที่ ๓ โดยเฉพาะก็ตามแต่บุคคลอีก ๒ จำพวกก็ตกกระไดพลอยโจนไปด้วยคือได้รับประโยชน์เหมือนกันแต่เป็นไปโดยอ้อม มีตัวอย่างทีพึงยกมาให้ดูชมคือ เวลาฟังธรรมบางคนไม่อยากฟังเลยนะครับแต่ถูกบังคับด้วยกฏเกณฑ์บางอย่างจึงจำใจฟังคนเหล่านี้ก็ได้รับประโยชน์เหมือนกันแต่โดยอ้อมครับฯฯฯฯฯ
คน ๓ จำพวกที่กล่าวมาก็ต้องอธิบายนิดหน่อยว่าคำว่าคนฉลาดมากน้อยในความหมายของเนื้อความนี้ไม้ได้เป็นอย่างที่เข้าใจว่า คนฉลาดมากก็คือคนที่มีใบวุฑฒิบัตรรับรองว่าจบระดับนั้นระดับนี้นะครับ คนที่ฉลาดหรือไม่ฉลาดในความหมายนี้ หมายถึงคนที่มีปัญญารักษาตนรอดนั่นแหละ จะมีใบประกาศนียบัตรรับรองหรือไม่มีก็ตาม เพราะอะไรถึงไม่เอาการศึกษามาวัดว่ามีความรู้ ฉลาดไม่ฉลาด ????
อภิโถ ถัง กะละมังหม้อนะสิ เขาบอกว่า ความรู้กับความฉลาดแบบปัญญานั้นแตกต่างกันครับท่านผู้รู้ เพื่อไม่ให้เสียเวลาอันมีคุณค่าไปขออธิบายง่ายๆว่า ความรู้เหมือนในสมัยนี้นั้นมาจากความจำได้หมายรู้เสียมากกว่า ส่วนคำว่าฉลาดที่เป็นปัญญานั้นท่านหมายเอาการเข้าใจท่องแท้ตามความเป็นจริงอีกอย่างเขาเรียกว่า ความรู้ที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนา ส่วนวิปัสสนาที่จะทำให้เกิดปัญญาเป็นแบบไหนนั้นขอให้ท่านผู้อ่านไปตามอ่านเอาเองนะครับ อย่าให้ผมสาธยายเลยแค่นี้ก็คงพอทำให้ตัวเองงงงงอยู่แล้วแต่ขอยกเอามาสักตัวอย่างหนึ่งในคำภีร์สิครับถึงจะขลัง มีมาในคัมภีร์ทีฆนิกายเรื่องของพราหมณ์โสณว่า........
ท่านพราหมณ์โสณเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าที่สระโบกขรณีชื่อคัครา แล้วพระพุทธเจ้าตรัสถามพราหมณ์นั้นว่าคนที่ถือว่าตนวิเศษทุกอย่างในสมัยนั้นที่เรียกว่าตัวเองเป็นพราหมณ์ ถึงกับข่มขี่วรรณอื่นๆนะมีองค์ประกอบความเป็นพราหมณ์ที่น่าภาคภูมิใจสักกี่ข้อละท่านพราหมณ์ พราหมณ์โสณได้ตอบพระพุทธเจ้าว่ามีอยู่ ๕ ข้อในความภาคภูมิใจของพราหมณ์ทั้งหลาย คือ
-
เป็นผู้บริสุทธิโดยชาติ หมายถึงชาติสกุลดี
-
เป็นผู้คงแก่เรียน จำมนต์ได้มาก หมายถึงจบมาหลายสาขา
-
เป็นผู้มีวรรณะผิวพรรณงาม หมายถึงหน้าตาดีประดุจดังทองที่เขาหล่อไว้ไม่มีข้อบกพร่องน่าดูชม
-
เป็นผู้มีศีล รักษาศีลบริสุทธิบริบูรณ์โดยสิ้นเชิง
-
เป็นบัณฑิต ผู้มีปัญญาเป็นที่๑-๒ในหมู่ชน
สาธุครับ
นมัสการพระคุรเจ้า
มารับคำสอนเพื่อเป็นเติมกำลังใจเจ้าค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ
ขอบพระคุณทุกๆท่านที่มาอ่านเป็นกำลังใจครับ เป็นกำลังใจสำหรับความคิดที่เป็นมุมมองของพระพระ แม้จะไม่ค่อยสละสลวยแต่ก็หลักอยู่ ค่อยอ่านนะครับทุกๆท่าน อมิตตาพุทธ
นมัสการพระคุณเจ้า
มาเติมความรู้เจ้าค่ะ
สาธุ
คุณโยมณัฐ ต้องขออภัยท่านทั้งหลายพึ่งเปิดเมลดู ขอความสุขจงเกิดมีแด่สาธุชนทุกๆท่าน เจริญพร
ข้อเขียนของท่านได้ทั้งสาระและบันเทิงขอรับ
ผมเองห่างไกลบาลีสันสกฤต จึงถูกข้อเขียนของท่านลวงเอาหลายแห่งเหมือนกัน
ต้องขออโหสิกรรมด้วยนะคุณหมอ(ไม่ได้ตั้งใจมาหลอก)ผีกับพระนี่อยู่ไกล้กันครับ แต่ผีกับพระก็ไม่พ้นมือหมอนะ อาตมาเขียนมา ความจริงก็อยูที่ปัญญาของท่านผู้อ่านครับ ขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่ติดตาม