12.อาเพศ
ภายในแนวรั้วกำแพงคอนกรีตสูงใหญ่ ท่ามกลางผืนทรายแห้งและแข็ง กองทรายมหึมา เสาคอนกรีตวางนอนเรียงรายนับร้อยเสา ท่อน้ำประปาขนาดใหญ่กองเป็นภูเขา ไซโลผสมปูนตั้งสูงตระหง่านสามสี่ไซโล บ้านพักคนงานเรียงเป็นแถวยาว
สายลมกระโชกฝุ่นฟุ้ง ลอยเป็นม่านสูงพลิ้วไหว พู่กลิ่นยืนนิ่งหันหลัง ปิดเปลือกตา มือหนึ่งปิดจมูก มือหนึ่งรวบชายกระโปรง สายลมสงบ เธอเดินไปด้านหลังแนวรั้ว ผ่านแอ่งเก็บน้ำแห้งขอด หญ้าคา ต้นอ้อ ยืนแอบอิงใกล้แนวกำแพงเก่าคร่ำเครอะ ซากตะไคร่น้ำแห้งกรังลอกเป็นแผ่น จวนจะหลุดจากกำแพง สายลมโชย ใบหญ้าคาบาดท่อนแขนเธอเลือดไหลซิบ ซากตะไคร่น้ำร่วงปลิว ติดชายกระโปรง เธอเลาะตามริมรั้วจนถึงช่วงกำแพงแตกหักเป็นช่องโหว่ เธอก้มเก็บเศษอิฐน้อยใหญ่ขวางทางขว้างทิ้ง คลานออกสู่ภายนอก
เธอยืนกวาดสายตาสูดอากาศบริสุทธิ์รอบ ๆ ขุมเหมือง ส่งสายตาไปยังขุมเหมืองอีกขุมที่อยู่ใกล้แนวสวนร้าง
เมื่อเช้าวานนี้หลังจากดาวตกสีเขียวพุ่งลงบริเวณขุมเหมืองหลังโรงงาน เธอเดินเข้าไปยังกลุ่มคนงาน หันหน้าเมียงมองคนนั้นทีคนนี้ที
“ไอ้ดำ ! เมื่อคืนแกเห็นลูกไฟเขียวมั้ย ?” เทียนขาวสาวใหญ่ถามเสียงเครียด
“เห็น นั้นแหละผีกระสือ”
“ท่าจะบ้า ! ผีกระสือลอยไปลอยมาไม่ได้พุ่งเป็นเส้นโค้งอย่างลูกไฟนั่น” บ่าวเอียดหนุ่มฉกรรจ์แย้ง
“ถ้าไม่ใช่ แล้วอะไร ?” ดำโต้
“วิญญาณเร่ร่อน” นางแดงหญิงชราเดินหลังงุ้มเข้ามา พูดยานคาง
“ลุง ๆ ป้า ๆ สมัยนี้มีภูตผีปีศาจได้อย่างไร” เธอแทรก
“ถ้าไม่มีแล้วลูกไฟนั้นละ ?” เทียนขาวพูดติดอ่าง
“ดาวตกไงป้า” เธอตอบเสียงใส
“มันไม่เคยเกิดอย่างนี้มานานแล้ว” นางแดงขัดบท
ทุกคนหยุดพูด ปิดปากสนิท
“เมื่อครั้งมีเหมืองแร่บริเวณนี้ คนงานเต็มเหมือง วันหนึ่งเกิดลูกไฟเขียวขึ้น หลังจากวันนั้นคนงานทยอยล้มหายตายจากไปทีละคน ๆ เจ้าของเหมืองเกรงว่าคนงานจะหนีหายไปหมดจึงเรียกหมอผีมาปัดเป่ารังควาน และทำการขุดบ่อเพื่อดักวิญญาณที่ตายไป อย่าได้เอาวิญญาณอื่นอีก แถวนี้มีคนตายมากพอแล้ว หลังจากขุดเอาแร่ไปหมด ก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกเลย จนกระทั่งเมื่อคืน วิญญาณเร่ร่อนจากที่อื่นลอยเข้าใกล้บ่อน้ำ ถูกไอรัศมีทำให้เห็นเป็นดวงสีเขียว จากนั้นบ่อน้ำก็สูบดวงวิญญาณพุ่งลงในบ่อ คราวนี้แหละได้เกิดอาเพศร้าย” นางแดงเล่า ทอดเสียงทิ้งท้าย
“ที่ขุมเหมืองมีบ่อน้ำด้วยหรือ ?” เธอสงสัย
“มีสิ เขาว่าอยู่ในสวนร้าง” นางแดงพูดช้า ๆ ลาก ๆ
“แปลกดี พู่ไปแถวนั้นบ่อยครั้ง ไม่เคยพบ”
“หนูไม่กลัวหรือ ?” นางแดงฉงน
“ไม่หรอกคะ ไม่เห็นมีอะไรเลย”
“โอ้ ! หนู สิ่งลึกลับจะพบง่าย ๆ ได้อย่างไร”
“ก็จริง” เธอพึมพำ
พู่กลิ่นสลัดความเคลือบแคลงทิ้ง สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ขนวิหคสีขาวนวลเล็ก ๆ ลอยละล่องจากผืนดินข้างขุมเหมืองสู่ท้องนภา ลอยเอนลู่ ซ้าย ขวา เธอปรายตานับขนนก...หนึ่ง...สอง...สาม...กวาดสายตามองขนวิหคลายจุดสีส้มแดง สีขาวโพลน สีดำสนิท เกลื่อนกลาด ขนนกค่อย ๆ ขยับลอยขึ้น ๆ อย่างช้า ๆ รอบกายเธอ เธอก้าวเท้าข้ามลำน้ำเล็ก ๆ ฝ่าดงหญ้า มุ่งสู่สวนร้าง
ชายสองคนหมอบตัว แอบมองข้างพงอ้อ กระโดดยกแขนเหวี่ยงไปด้านหน้า กระแทกเสียงดังลั่น “เฮ !”
“แม่นี่ !” พู่กลิ่นอุทาน สะดุ้งโหย่ง
“ไม่ใช่ นี่พ่อเอง” ดอกหมากล้อเลียน
“สองคนนี่เล่นอะไรบ้า ๆ” พู่กลิ่นฉวยท่อนไม้ปาดอกหมาก
ดอกหมากกระโดดหลบ เขาพลาดท่า เหยียบชายน้ำแฉะ ลื่นล้มก้นจ้ำเบ้า
“พู่จะไปไหน ?” ไหลน้ำถาม
“สวนร้าง”
“ดี ไปพร้อมกันเลย”
ดอกหมากยืนขึ้น หน้าเหยเก ปัดก้น ซักถาม “เธอจะไปทำไมเล่า ?”
“ตามหาแสงประหลาด”
ฝูงผีเสื้อเหลืองนวลลายจุดสีส้มตัวน้อย เกาะกินเศษอาหารกลางทางเดิน ทั้งสามย่างเท้าเข้าใกล้ ฝูงผีเสื้อกระพือปีก โบยบิน ฉวัดเฉวียน ผีเสื้อเหลืองตัวหนึ่งร่อนลงเกาะไหล่พู่กลิ่น ตลอดทาง
“ดอกหมากกลับบ้าน” ไหลน้ำพูดเต็มเสียง
“เพิ่งมาถึงจะกลับแล้วหรือ รีบไปทำไมละ ?”
“เอาปืน กับรถถัง”
ไหลน้ำหันหลังกลับทันควัน สาวเท้าเร็วจี๋ ดอกหมากงุนงงวิ่งไล่หลัง
หยาดน้ำค้างกลมใสนับแสนเม็ดเกาะบนเชือกฟางดารดาษ แสงตะวันสาดส่อง หยดน้ำค้างแวววาม สายลมเย็นวูบผ่าน เชือกฟางพลิ้ว น้ำค้างร่วงกระเซ็นกราวบนผืนหญ้า พู่กลิ่นมองไปยังปากทางเข้าไล่สายตาตามเชือกฟางซึ่งขึงระโยงระยางไปทั่วบริเวณ เธอก้มมองแผ่นกระดาษขนาดเท่าหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊กบนเชือกฟาง ออกเสียงเบา ๆ “เขตวาหว่า ห้ามเข้า”
วี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ! เสียงใบไม้สั่นไหว ต้นมะม่วงหิมพานต์โยกคลอน วาหว่าเผยกายทางด้านหลังโคนไม้ ใบหน้าเปรอะไปด้วยผงถ่านดำสนิท เขาสวมชุดทหารลายพราง ใส่หมวกกันน็อคสีเขียวเข้ม รอบ ๆ กายประดับด้วยกิ่งไม้ ใบไม้ เขาเลื่อนลำกล้อง เหนี่ยวไกปืนลงดิน ปัง !
พู่กลิ่นถอยหลังกรูด หน้าถอดสี หันตัววิ่งห้อแนบ ไล่หลังดอกหมาก
* * *