อ่านหนังสือ Mind Over Matter : Why Intellectual Capital is the Chief Source of Wealth ถึงตอนที่ว่า องค์กรต่างๆ มักมองพนักงานเป็นค่าใช้จ่าย (expense) ไม่มองเป็นสินทรัพย์ (Assets / Intellectual Capital) ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงชีวิตช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๕ – ๒๕๓๒ ที่ผมกำลังคลั่งอยู่กับ “การพัฒนาบุคลากร”
ในสมัยนั้นเราใช้คำ “พัฒนาบุคลากร” แต่สมัยนี้เราใช้คำ HRD – Human Resource Development หรือให้ลึกเข้าไปอีกคือ Intellectual Assets Management
เวลาผ่านไปเกือบ ๓๐ ปี แต่ความคิดของคนก็ยังเปลี่ยนแปลงไม่มาก เรายังมองคนเป็นแรงงาน เป็นกำลังคน เป็นค่าใช้จ่าย สำหรับสร้างกำไร คือเรายังมองคนเป็นคล้ายๆ ส่วนหนึ่งของเครื่องจักร ไม่มองคนในฐานะที่เป็นมนุษย์ ที่มีจินตนาการ และความสร้างสรรค์ เราไม่มุ่งบริหารงานเพื่อใช้ความสร้างสรรค์ของมนุษย์
เกือบ ๓๐ ปีก่อน ผมมุ่งมั่นฝันใฝ่สร้างคนขององค์กรทั้งองค์กร ซึ่งตอนนั้นมี ๒,๒๐๐ คน (เวลานี้มีกว่า ๔,๐๐๐ คน) ให้เป็นคนที่ “คิดเป็น ทำเป็น” กล้าลงมือพัฒนางานของตน ให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ที่จริงมีคนพูดกันเยอะ ว่าการพัฒนาองค์กรในระยะยาวไม่มีอะไรสำคัญเท่าการพัฒนาคน แต่ไม่ค่อยมีผู้บริหารที่ทำกันจริงจัง หรือในมหาวิทยาลัยก็ทำเฉพาะกลุ่มอาจารย์ ที่พัฒนาโดยการให้ทุนไปเรียนปริญญาเอก ไม่ได้พัฒนาคนทั้งองค์กร และใช้งานนั่นเองเป็นเครื่องมือพัฒนาคน
ผู้บริหารโดยทั่วไปมีภารกิจต่างๆ มากมาย ยุ่งเสียจนไม่มีเวลาคิดเรื่องการพัฒนาคน การให้คุณค่าไม่พอ ที่จะจัดระบบเพื่อการพัฒนาคน โชคดีที่ผมมุ่งจัดระบบ จัดให้มีโครงสร้างการบริหาร ด้านการพัฒนาคน และมียุทธศาสตร์และเครื่องมือดำเนินการ
การทำงานทวนกระแส เพื่อหวังผลระยะยาว ให้ผลที่เจ็บปวดระยะสั้นแก่ชีวิตผม มันสอนความพ่ายแพ้ทางการเมืองในมหาวิทยาลัยแก่ผม เป็นการลงทุนด้วยน้ำตา (ตกใน) คือผู้คนในคณะแพทยศาสตร์แสดงเจตนารมณ์ด้วยการลงคะแนน ไม่เอาผมเป็นคณบดีสมัยที่ ๒
เป็นความเจ็บปวดที่เปรียบเสมือนกินยาขม ที่แสนขมขื่น แต่ในเวลาไม่นานรสหวาน (และหอม) ก็ตามมา ให้บทเรียนและประสบการณ์ที่ประทับใจยากที่จะลืม และที่มีคุณค่าที่สุดต่อชีวิตของผม คือช่วยสร้างศรัทธาแน่นแฟ้นในความดี ว่าการทำความดีแม้จะเจ็บปวดบ้างในเบื้องตน หากมีความเพียร อดทน มุ่งมั่น ในที่สุดผู้คนจะเข้าใจและเข้ามาเป็นแนวร่วมทำดี
ผมชอบทำเพื่อผลระยะยาว มากกว่าเพื่อผลระยะสั้น
วิจารณ์ พานิช
๖ ต.ค. ๕๒