“ชีวิต” ใครจะรู้และเข้าใจ “ชีวิต” ได้ดีกันเล่า มุมหนึ่งของ “ชีวิต” กับคำปลอบโยนจากผู้คนในสังคม ด้วยความยึดและมองตนว่าสังคมจะต้องปลอบโยน “บ้าน” กับคนในบ้านอีกชีวิตหนึ่งที่ตนเคยได้รับการปลอบโยนตลอดมา แต่หากวันนี้ตนยังคงมองตนเมื่อไรที่ทุกข์ทน ใครคนนั้นจะต้องปลอบโยนให้อบอุ่นใจได้เสมอ

          “ตน” กลับไม่เคยมองคนในบ้าน “ทุกข์” เขาทุกข์อย่างแสนทรมาน เพียง...เพียงเพื่อรอ...รอให้ใครสักคนคอยปลอบโยน  หากแต่ตนได้มองกลับไปหันมองใครคนนั้นนั่งซุกตัวอยู่ในมุมแคบ ๆ ของห้อง “บ้าน” ที่น่าจะอบอุ่นและเข้าใจเขามากที่สุด แต่ในบ้านกลับไม่มีใครช่วยปลอบใจใครคนนั้นเลยสักคน

          “ตน” ที่ไม่เคยมองใครสักคน กลับเดินหันหลังให้คนในบ้าน แต่หาก “ตน” ในความเป็นคนกลับได้ยินเสียงใครสักคนที่เคยปลอบโยนในครั้งตนทุกข์ทรมาน...จะทิ้งเขาได้อย่างไร เดินจึงเดินกลับไปในบ้านของเรา “มอง” หาใครคนนั้น “ร้อง...และร้อง” เพราะความทุกข์ใจ ฟังนะคนดี...

          “สงสัยไข่ที่พ่อต้ม...คงจะไหม้แล้วมั้งคะ เพราะความ (หลาว ๆ) ของลูก ที่ไม่ยอมไปดูหม้อต้มไข่ของพ่อ”

          “ไข่ต้มจะไม่ไหม้หากใส่น้ำเยอะ ๆ หรือคอยเติม (แต่อาจจะเหนียวไป...ยังไงก็กินได้ครับ ยิ้มเยอะ ๆ เลย)”

          แทบทุกครั้งที่ทุกข์ หากแค่ได้กลับไปนั่งอ่านคำพูดประโยคนี้ของใครบางคน มันมีพลังที่จะดำเนินชีวิตอีกครั้ง ลุกเถิดลุก...เดินจงเดินต่อไป น้ำจะแห้งเหือดหายไปได้อย่างไร หากแค่เราได้เติมน้ำใจให้แก่กัน ลุกเดินให้ได้นะคนดี พายุ...มันต้านแรงกำลังใจใครไม่ได้หรอก เชื่อสิ!!! เชื่อฉันนะว่าเธอต้องทำได้ กลับไปบ้านของเรานะ “หากเธอทุกข์ใจ” ฉันจะช่วยแบ่งเบาความทุกข์ให้เธอ