ทานพิธี
การถวายทาน
หลักสำคัญของการถวายทานเป็นการสงฆ์ จะต้องตั้งใจถวายแก่สงฆ์จริง ๆ อย่างเลือกว่าเป็นผู้ใด มิฉะนั้นจะเกิดความยินดียินร้ายไปตามบุคคลผู้รับ ซึ่งจะเสียพิธีสังฆทานไป
การเตรียมทานวัตถุ ที่ต้องการถวายให้เสร็จเรียบร้อยตามศรัทธา และทันเวลาถวาย ถ้าเป็นภัตตาหาร จีวร และคิลานเภสัช ซึ่งเป็นของยกประเคนได้ จะเป็นของถวายเนื่องด้วยกาลหรือไม่ก็ตาม ต้องจัดให้ถูกต้องตามนิยมของทานชนิดนั้น ๆ แต่ถ้าเป็นเสนาสนะหรือเครื่องเสนาสนะ ซึ่งต้องก่อสร้างกับที่ และเป็นของใหญ่ใช้ติดที่ต้องเตรียมการตามสมควร
การเผดียงสงฆ์ คือแจ้งความจำนงที่จะถวายทานนั้น ๆ ให้สงฆ์ทราบ ถ้าเป็นภัตตาหาร จีวร คิลานเภสัช ซึ่งมีจำนวนจำกัดไม่ทั่วไปแก่สงฆ์ทุกรูปในวัด ก็ขอให้เจ้าอธิการสงฆ์ จัดพระสงฆ์ผู้รับให้ตามจำนวนที่ต้องการ และนัดแนะสถานที่กับกำหนดเวลาให้เรียบร้อย ถ้าเป็นเสนาสนะหรือเครื่องเสนาสนะ ซึ่งปกติจะต้องก่อสร้างภายในวัดอยู่แล้ว ก็ขอผู้แทนสงฆ์ตามจำนวนที่ต้องการ และกำหนดวันเวลารับ สำหรับสถานที่รับ ควรเป็นบริเวณที่ตั้งเสนาสนะ หรือเครื่องเสนาสนะนั้นๆ
ในการถวายทานถ้ามีพิธีอื่น ๆ ประกอบด้วยก็เป็นเรื่องของพิธีแต่ลำอย่างๆ ไป พิธีถวายทาน ฝ่ายทายกพึงดำเนินพิธี ดังนี้
๑) จุดธูปเทียน หน้าที่บูชาพระ
๒) อาราธนาศีล และรับศีล
๓) ประนมมือกล่าวคำถวายทานนั้น ๆ ตามแบบในการกล่าวคำถวายทุกครั้งต้องตั้งนโม ก่อนสามจบ ถ้าถวายรวมกันมากคน ควรว่านมโมพร้อมกันก่อน แล้วหัวหน้ากล่าวคำถวายให้ผู้อื่นว่าตามเป็นตอน ๆ ทั้งคำบาลี และคำแปลจนจบ ต่อจากนั้นถ้าเป็นของควรประเคนก็ประเคน แต่จะประเคนสิ่งของประเภทอาหารหลังเที่ยงไม่ได้ เสนาสนะหรือวัตถุที่มีขนาดใหญ่ ไม่สามารถยกประเคนได้ ใช้หลั่งน้ำลงบนหัตถ์ของพระสงฆ์ผู้เป็นประธานในพิธี ก็ถือว่าได้ประเคนแล้ว
พระสงฆ์ที่ได้รับอาราธนา เมื่อรับสังฆทานในขณะที่ทายกกล่าวคำถวายทาน จะประนมมือเป็นอาการแสดงถึงการับทานโดยเคารพ เมื่อทายกกล่าวคำถวายทานจบแล้ว เปล่งวาจาสาธุพร้อมกัน บางพวกเมื่อทายกกล่าวคำถวายทานจบแล้ว จึงประนมมือเปล่งวาจาสาธุพร้อมกัน เมื่อเสร็จการประเคนแล้ว พึงอนุโมทนาด้วยบท
๑) ยถา...
๒) สพฺพีติโย...
๓) บทอนุโมทนาโดยควรแก่ทาน
๔) ภวตุ สพฺพมงฺคลํ ...
ขณะพระสงฆ์อนุโมทนา ทายกพึงกรวดน้ำ เมื่อพระสงฆ์เริ่มบทยถา... พอถึงบท สพฺพีติโย... เป็นต้นไป พึงประนมมือรับพรไปจนจบ แล้วกราบสามหน เป็นอันเสร็จพิธีถวายทาน
การถวายสังฆทาน
สังฆทาน คือทานที่อุทิศให้แก่สงฆ์ มิได้เจาะจงแก่บุคคล โดยนิยมที่เข้าใจกันทั่วไปก็คือ การจัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์ไม่เกี่ยวกับการถวายทานวัตถุอย่างอื่น การจัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์อย่างนี้เรียกว่าสังฆทาน มีแบบแผนมาแต่ครั้งพุทธกาล แต่ในครั้งนั้นท่านแบ่งสังฆทานไว้ถึงเจ็ดประการด้วยกันคือ
๑) ถวายแกหมู่ภิกษุ และภิกษุณี มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
๒) ถวายแก่หมู่ภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
๓) ถวายแก่หมู่ภิกษุณี มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
๔) ถวายแก่หมู่ภิกษุ และภิกษุณี
๕) ถวายแก่หมู่ภิกษุ
๖) ถวายแก่หมู่ภิกษุณี
๗) ข้อร้องต่อสงฆ์ให้ส่งใคร ๆ ไปรับแล้วถวายต่อผู้นั้น
ในการถวายสงฆ์ดังกล่าว นิยมตั้งพระพุทธรูปเป็นประธาน ซึ่งอนุโลมเข้าในประเภทถวายแก่พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข และทานวัตถุที่ถวายเป็นสังฆทาน มีภัตตาหารเป็นที่ตั้ง นอกนั้นจะมีของบริวารอื่น ๆ ตามสมควรก็ได้ ข้อสำคัญของการถวายสังฆทานมีอยู่ว่า ต้องตั้งใจถวายเป็นสงฆ์จริง ๆ ผู้รับจะเป็นบุคคลชนิดใดก็ตาม ผู้ถวายต้องตั้งใจต่อพระอริยสงฆ์ มีระเบียบพิธีนิยมดังนี้
๑) พึงเตรียมภัตตาหารใส่ภาชนะให้เรียบร้อย จะถวายกี่รูปก็ได้และแต่ศรัทธา การเผดียงสงฆ์นิยมทำกันสองวิธีคือ เผดียงจากรูปที่ออกบิณฑบาตในตอนเช้า ผู้มาถึงเฉพาะหน้าในขณะนั้นให้ครบตามจำนวนที่ต้องการวิธีหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งเผดียงต่อภัตตุเทศน์ในวัดหรือเจ้าอาวาส ให้จัดพระสงฆ์ตามจำนวนที่ต้องการไปรับ
๒) สถานที่ถวายถ้าเป็นในบ้าน ควรจัดสถานที่ให้เรียบร้อย ถ้ามีพระพุทธรูปควรตั้งที่บูชาด้วยพอสมควร เมื่อพระสงฆ์มาพร้อมกันแล้ว ให้นำภัตตาหารที่จัดเตรียมไว้มาตั้งตรงหน้าพระสงฆ์ พร้อมแล้วอาราธนาศีล แล้วรับสมาทาน จบแล้วกล่าวคำถวาย ควรว่าทั้งคำบาลี และคำแปลด้วย
คำถวายสังฆทาน (ประเภทสามัญ)
อิมานิ มยํ ภนฺเต , ภตฺตานิ, สปริวารานิ, ภิกฺขุสงฺฆสฺส, โอโณ ชยาม, สาธุ โน ภนฺเต, ภิกขุสงฺโฆ,
อิมานิ ภตฺตานิ, สปริวารานิ, ปฏิคฺคณฺหาตุ อมฺหากํ, ฑีฆรตฺตํ , หิตาย สุขาย.
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายภัตตาหาร กับบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับภัตตาหาร กับบริวารเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
คำถวายสังฆทาน (ประเภทอุทิศให้ผู้ตาย)
อิมานิ มยํ ภนฺเต , มตกภตฺตานิ , สปริวารานิ , ภิกฺขุสงฺฆสฺส , โอโณชยาม , สาธุ โน ภนฺเต , ภิกขุสงฺโฆ ,
อิมานิ, มตกภตฺตานิ , สปริวารานิ. ปฏิคคณฺหาตุ , อมฺหากณฺเจว. มาตาปิตุ อาทีนญฺจ ญาตกานํ, กาลกตานํ ,
ฑีฆรตฺตํ , หิตาย, สุขาย
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายมตกภัตตาหาร กับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับภัตตาหาร กับบริวารเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย แก่ญาติของข้าพเจ้าทั้งหลายมีมารดาบิดาเป็นต้น ผู้ทำกาละล่วงลับไปแล้วด้วย สินกาลทาน เทอญ ฯ
ในขณะกล่าวคำถวาย พระสงฆ์พึงประนมมือ พอกล่าวคำถวายจบพึงรับ "สาธุ" พร้อมกัน จากนั้นประเคนภัตตาหาร และของบริวารแก่พระสงฆ์ บทวิเสสอนุโมทนาที่นิยมในทานนี้ ใช้บทมงคลจักรวาลน้อยเป็นพื้น
ขณะพระสงฆ์ว่า ยถา... พึงกรวดน้ำ แล้วประนมมือรับพรต่อไปจนจบ เป็นอันเสร็จพิธี
กุศลพิธีเบื้องต้นของพุทธสานิกชน
พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ คือการประกาศตนของผู้แสดงว่าเป็นผู้รับนับถือพระพุทธเจ้าเป็นของตน เป็นการแสดงตนให้ปรากฏว่ายอมรับนับถือพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชีวิตของตน เป็นพิธีที่ได้ทำกันมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เพื่อแสดงให้รู้ว่าตนละลัทธิเดิมและรับเอาพระพุทธศาสนาไว้เป็นที่นับถือ วิธีแสดงตนมีต่างกันโดยสมควรแก่บริษัทคือ
ผู้ที่เป็นบรรพชิตภายนอกพระพุทธศาสนามาก่อน ขอบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา พระศาสดาทรงรับด้วยวาจาว่า มาเถิดภิกษุ ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด หรือเพียงว่า มาเถิดภิกษุ จงประพฤติพรหมจรรย์เถิด ภิกษุที่ทรงรับใหม่นั้นถือเพศตามเป็นอันเสร็จ ส่วนคฤหัสถ์ผู้ปรารถนาจะเป็นภิกษุก็แสดงตน และทรงรับเหมือนอย่างนั้น
ผู้ขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระสาวก รับถือเพศตามก่อนแล้วเปล่งวาจาถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ สามครั้ง เป็นอันเสร็จ ต่อมาภายหลังวิธีนี้ใช้สำหรับรับเข้าเป็นสามเณร พระสงฆ์ประกาศรับเป็นพระภิกษุ
คฤหัสถ์ผู้ไม่ปรารถนาออกบวช เปล่งวาจาถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ ปฏิญาณตน ชายเป็นอุบาสก หญิงเป็นอุบาสิกา
การปฏิญาณตนเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา ไม่จำทำเฉพาะคราวเดียว ทำซ้ำ ๆ ตามกำลังแห่งศรัทธาและความเลื่อมใส เกิดเป็นประเพณีนิยม แสดงตนเป็นพุทธมามกะสืบต่อเนื่องกันมาสรุปได้ว่า
เมื่อมีบุตรหลานอายุพอรู้เดียงสา ระหว่าง ๑๒ - ๑๕ ปี ก็ประกอบพิธีให้แสดงตนเป็นพุทธมามกะ เพื่อสืบความเป็นชาวพุทธต่อไป และเมื่อมีบุคคลต่างศาสนาเกิดเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ต้องการจะประกาศตนเป็นชาวพุทธ ว่านับแต่นี้ไป ตนยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาแล้ว จึงมีระเบียบพิธีดังนี้
การมอบตัว ผู้ที่ประสงค์จะประกอบพิธีต้องไปมอบตัวกับพระอาจารย์ที่ตนเคารพนับถือ แจ้งความประสงค์ให้ทราบ นำพานดอกไม้รูปเทียนเข้าไปหาพระอาจารย์ คุกเข่าห่างจากตัวพระอาจารย์ ประมาณศอกเศษ ยกพานน้อมตัวประเคน เมื่อพระอาจารย์กับพานแล้ว ให้ขยับตัวถอยออกมาเล็กน้อย แล้วประนมมือก้มกราบด้วยเบญจางคประดิษฐตรงหน้าพระอาจารย์สามครั้ง แล้วนั่งพับเพียบลง ขอเผดียงสงฆ์ต่อพระอาจารย์ตามจำนวนที่ต้องการ ไม่น้อยกว่าสามรูป รวมเป็นสี่รูปทั้งพระอาจารย์ จากนั้นกราบลาพระอาจารย์ด้วยเบญจางคประดิษฐอีกสามครั้ง
การเตรียมการ พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ควรประกอบขึ้นในวัดจะเหมาะที่สุด ถ้าจัดทำในพระอุโบสถได้เป็นดี เพราะเป็นสถานที่สำคัญอันเป็นหลักของวัด ไม่ควรจัดในที่กลางแจ้ง ควรตั้งโต๊ะบูชามีพระพุทธรูปเป็นประธาน
ให้ผู้ที่จะแสดงตนเป็นพุทธมามกะนุ่งห่มให้เรียบร้อย นั่งรอในที่ที่ทางวัดจัดไว้ เมื่อถึงเวลากำหนด พระอาจารย์และพระสงฆ์เข้าสู่บริเวณพิธี กราบพระพุทธรูปประธานแล้วเข้านั่งประจำอาสนะ ให้ผู้แสดงตนเป็นพุทธมามกะเข้าไปคุกเข่าหน้าโต๊ะบูชา จุดธูปเทียนและวางดอกไม้บูชาพระ ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเปล่งวาจาว่า
|
อิมินา สกฺกาเรน พุทธํ ปูเชมิ |
ข้าพเจ้าขอบูชาพระพุทธเจ้าด้วยเครื่องสักการะนี้ (กราบ) |
|
อิมินา สกฺกาเรน ธมฺมํ ปูเชมิ |
ข้าพเจ้าขอบูชาพระธรรมด้วยเครื่องสักการะนี้ (กราบ) |
|
อิมินา สกฺกาเรน สงฺฆํ ปูเชมิ |
ข้าพเจ้าขอบูชาพระสงฆ์ด้วยเครื่องสักการะนี้ (กราบ) |
จากนั้น เข้าไปสู่ที่ประชุมสงฆ์ตรงหน้าพระอาจารย์ ถวายพานเครื่องสักการะแก่พระอาจารย์ แล้วกราบพระสงฆ์ตรงหน้าพระอาจารย์ด้วยเบญจางคประดิษฐสามครั้ง เสร็จแล้วคงคุกเข่าประนมมือเปล่งคำปฏิญาณต่อหน้าพระสงฆ์ เป็นตอนไป ดังนี้
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมา สมฺพุทฺธสฺส ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น (เปล่งวาจา สาม ครั้ง )
เอสาหํ ภนฺเต สุจิรปรินิพฺพุตมฺปิ ตํ ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ
ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ พุทฺธมามโกติ มํ สํโฆ ธาเรตุ
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้ปรินิพพานไปนานแล้ว ทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ เป็นสรณะที่ระลึกนับถือ พระพระสงฆ์จงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นพุทธมามกะ ผู้รับเอาพระพุทธเจ้าเป็นของตนคือ ผู้นับถือพระพุทธเจ้า ถ้าปฏิญาณพร้อมกันหลายคนทั้งชายหญิง คำปฏิญาณให้เปลี่ยนไปดังนี้
|
เอสาหํ ถ้าเป็นชายว่า เอเต มยํ |
ถ้าเป็นหญิงว่า เอตา มยํ |
|
คจฺฉามิ เป็น คจฺฉาม |
(ทั้งชายและหญิง) |
|
พุทฺธมามโกติ เป็น พุทธมามกาติ |
(ทั้งชายและหญิง) |
|
ม ํ เป็น โน |
(ทั้งชายและหญิง) |
เมื่อผู้ปฏิญาณกล่าวคำปฏิญาณจบแล้ว พระสงฆ์ทั้งนั้นประนมมือรับ "สาธุ" พร้อมกัน ต่อจากนั้นให้ผู้ปฏิญาณนั่งพับเพียบแล้วประนมมือฟังโอวาทต่อไป เมื่อจบโอวาทแล้ว ผู้ปฏิญาณรับคำว่า "สาธุ" แล้วนั่งคุกเข่าประนมมือน้อมตัวลงเล็กน้อย กล่าวคำอาราธนาเบญจศีล และสมาทานศีล ตามคำที่พระอาจารย์ให้ ดังนี้
ผู้ปฏิญาณอาราธนาศีล
|
อหํ ภนฺเต |
วิสุ ํ วิสุ ํ รกฺขนตฺ ถาย |
ติสรเณน สห |
ปญฺจ สีลานิ ยาจามิ |
|
ทุติยมฺปิ อหํ ภนฺเต |
วิสุ ํ วิสุ ํ รกฺขนตฺ ถาย |
ติสรเณน สห |
ปญฺจ สีลานิ ยาจามิ |
|
ตะติยมฺปิ อหํ ภนฺเต |
วิสุ ํ วิสุ ํ รกฺขนตฺ ถาย |
ติสรเณน สห |
ปญฺจ สีลานิ ยาจามิ |
ถ้าสมาทานพร้อมกันหลายคน ให้เปลี่ยนคำ อหํ เป็น มยํ และเปลี่ยนคำ ยาจามิ เป็นยาจาม
คำสมาทานเบญจศีล
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมา สมฺพุทฺ ธสฺส ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค อรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
(เปล่งวาจา สามครั้ง)
พระอาจารย์ว่า ยมหํ วทามิ ตํ วเทหิ ผู้ปฏิญาณรับว่า อาม ภนฺเต
พระอาจารย์ว่านำ ผู้ปฏิญาณว่าตาม ดังนี้
|
พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ |
ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก |
|
ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ |
ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเจ้าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก |
|
สงฺฆํ สรรณํ จฺฉามิ |
ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เจ้าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก |
|
ทุติ ยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ |
ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก แม้ครั้งที่ สอง |
|
ทุติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ |
ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเจ้าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก แม้ครั้งที่ สอง |
|
ทุติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ |
ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เจ้าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก แม้ครั้งที่ สอง |
|
ตติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ |
ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก แม้ครั้งที่สาม |
|
ตติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ |
ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเจ้าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก แม้ครั้งที่สาม |
|
ตติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ |
ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เจ้าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก แม้ครั้งที่สาม |
|
พระอาจารย์ว่า ติสรณคมนํ นิฏฺฐิตํ |
ผู้ปฏิบัติรับว่า อาม ภนฺเต |
|
พระอาจารย์ว่านำ |
ผู้ปฏิบัติว่าตาม |
|
ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ |
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท เว้นจากผลาญชีวิตสัตว์ |
|
|
อทินฺนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ |
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท เว้นจากถือเอาของที่เขาไม่ได้ให้ |
|
|
กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ |
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท เว้นจากประพฤติผิดในกาม |
|
|
มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ |
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท เว้นจากการพูดเท็จ |
|
|
สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ |
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท เว้นจากสุราและเมรัยอันเป็นฐานแห่งความประมาท |
|
|
อิมานิ ปญฺจ สิกฺขา ปทานิ สมาทิยามิ |
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบทห้าเหล่านี้ |
|
(พระอาจารย์บอกบทนี้จบเดียว ผู้ปฏิญาณพึงว่าซ้ำสามจบ) แล้วพระอาจารย์บอกอานิสงส์ศีลต่อไปว่า
สีเลน สุคตึ ยนฺติ สีเลน โภคสมฺปทา
สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย
ผู้ปฏิญาณกราบอีกสามครั้ง ถ้ามีเครื่องไทยธรรมถวายพระสงฆ์ พึงนำมาประเคนในลำดับนี้ เสร็จแล้วนั่งราบตรงหน้าพระอาจารย์ เตรียมกรวดน้ำเมื่อพระสงฆ์ อนุโมทนา ดังนี้
ค ยถา ฯลฯ
ค สพฺพีติโย ฯลฯ
ค โส อตฺถลทฺโธ ฯลฯ หรือ สา อตฺถลทฺธา ฯลฯ หรือ เต อตฺถลทฺธา ฯลฯ แล้วแต่กรณี
ภวตุ สพฺพมงฺคลํ
ขณะพระอาจารย์ว่า ยถา ฯลฯ ผู้ปฏิญาณพึงกรวดน้ำตามแบบ พอพระสงฆ์ว่า สพฺพีติโย ให้กรวดน้ำให้เสร็จแล้วนั่งประนมมือรับพร เมื่อจบแล้วพึงคุกเข่ากราบพระสงฆ์สามครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี
พิธีเวียนเทียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
วันสำคัญในทางพระพุทธศาสนา ที่พุทธศาสนิกชนนิยมประกอบพิธีกรรม มีการบูชาเพื่อระลึกถึงคุณ พระรัตนตรัยเป็นพิเศษ แต่เดิมกำหนดไว้สามวัน คือ วันวิสาขบูชา วันอัฏฐมีบูชา และวันมาฆบูชา ต่อมาได้เพิ่มวันอาสาฬบูชา เข้ามาอีกวันหนึ่ง รวมเป็นสี่วัน
วันวิสาขบูชา
คือวันเพ็ญเดือนหก สำหรับปีที่มีอธิกมาสเลื่อนไปเป็นวันเพ็ญเดือนเจ็ด วันนี้เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ซึ่งทั้งสามกาลสมัยของพระพุทธองค์ตกอยู่ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกชนจึงนิยมทำการบูชาเป็นพิเศษ เมื่อวันดังกล่าวเวียนมาถึงทุกปี และเรียกวันนี้ว่า วันวิสาขบูชา
วันอัฏฐมีบูชา
คือวันแรม ๘ ค่ำ เดือนหก หรือเดือนเจ็ด นับถัดจากวันวิสาขบูชาไปเจ็ดวัน เป็นวันคล้ายวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระที่เมืองกุสินารา นับว่าเป็นวันที่ระลึกถึงพระพุทธองค์อีกหนึ่งวัน พุทธศาสนิกชนจึงนิยมทำการบูชาพิเศษอีกวันหนึ่ง
วันมาฆบูชา
คือวันเพ็ญเดือนสาม ถ้าปีใดมีอธิกมาส ก็จะเลื่อนไปเป็นวันเพ็ญเดือนสี่ เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ อันเป็นหลักของพระพุทธศาสนา เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้น ในท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งล้วนเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ในปีแรกที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ และเริ่มประกาศพระศาสนาเป็นเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต เพราะเป็นการประชุมที่ประกอบด้วยองค์สี่ คือ พระภิกษุสงฆ์ที่มาประชุม จำนวน ๑,๒๕๐ รูป เป็นจำนวนที่พระพุทธองค์ได้ในการมาประกาศพระศาสนาในกรุงราชคฤห์ เป็นครั้งแรกและปีแรกที่ทรงตรัสรู้ ท่านเหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ท่านเหล่านั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุ ผู้อุปสมบทมาแต่สำนักพระพุทธองค์ ท่านเหล่านั้นได้มาประชุมกันเองโดยมิได้นัดหมาย และวันที่ประชุมเป็นวันเพ็ญเดือนมาฆะ
วันอาสาฬหบูชา
คือวันเพ็ญเดือนแปดก่อนวันเข้าปุริมพรรษา ๑ วัน เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ชื่อ ธัมมจักกัปวัตตนุสูตร โปรดปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี หลังจากทรงตรัสรู้ได้สองเดือน ผลแห่งพระธรรมเทศนานี้ ทำให้พระโกณทัญญะ หนึ่งในปัจจวัคคีย์ได้ธรรมจักษุ คือได้ดวงตาเห็นธรรม ทูลขออุปสมบทต่อพระพุทธองค์ เป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา วันนี้นอกจากจะเป็นวันแห่งพระธรรมแล้ว ยังเป็นแห่งพระสงฆ์ด้วย ทำให้เกิดพระรัตนตรัยครบถ้วน จึงนับเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
ระเบียบพิธี
การบูชาพิเศษในวันสำคัญทั้งสี่วันดังกล่าวแล้ว คือ การเวียนเทียน นอกเหนือไปจากจากประชุมทำวัตร สวดมนต์ และฟังเทศน์ การเวียนเทียน คือการที่พุทธศาสนิกชน ถือดอกไม้ธูปเทียนจุดธูปเทียนแล้วประนมมือเดินเวียนขวา ที่เรียกว่า ทำประทักษิณ รอบปูชนียวัตถุในวัด หรือในสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง จำนวนสามรอบ ส่งใจระลึกถึงพระรัตนตรัยขณะเดินเวียนเทียนอยู่ เสร็จแล้วนำดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาปูชนียวัตถุ ที่เดินเวียนรอบนั้น เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงด้วยเครื่องสักการะบูชา
พิธีเวียนเทียนในวันสำคัญทั้งสี่วัน มีระเบียบปฏิบัติเหมือนกัน ต่างกันแต่คำบูชาก่อนเวียนเทียนเมื่อถึงเวลากำหนด ทางวัดจะตีระฆังสัญญาณให้พุทธบริษัท ทั้งภิกษุสามเณร อุบาสก และอุบาสิกา ประชุมพร้อมกันที่หน้าพระอุโบสถหรือลานพระเจดีย์ อันเป็นหลักของวัดนั้น ๆ พระภิกษุอยู่แถวหน้า ถัดไปเป็นสามเณร ท้ายสุดเป็นอุบาสก อุบาสิกา เมื่อพร้อมแล้วทุกคนจุดเทียนและธูป จากนั้นถือดอกไม้ธูปเทียนประนมมือ หันหน้าเข้าหาปูชนียสถานที่จะเวียนนั้น ว่านะโมตัสสะ... พร้อมกันสามจบ ต่อจากนั้นว่าคำถวายดอกไม้ธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จากนั้นเดินด้วยอาการประนม มือดอกไม้ธูปเทียน นั้นไปทางขวาของสถานที่ที่เวียน ระหว่างเดินเวียนพึงตั้งใจระลึกถึง พระพุทธคุณ โดยนัยบท อิติปิโส ภควา ในรอบแรก ระลึกถึงพระธรรมคุณ โดยนัยบท สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ฯลฯ ในรอบที่สอง และระลึกถึงพระสังฆคุณ โดยนัยบท สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ ในรอบที่สาม
เมื่อครบสามรอบแล้ว นำดอกไม้ธูปเทียนไปวางบูชาไว้ตามที่ที่ได้เตรียมไว้ ต่อจากนั้นจึงเข้าไปประชุมพร้อมกันในพระอุโบสถ วิหาร หรือศาลาการเปรียญ เริ่มทำวัตรค่ำ และสวดมนต์ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ อย่างพิธีกรรมวันธรรมสวนะธรรมดา เสร็จแล้วมีเทศน์พิเศษที่เกี่ยวกับวันสำคัญนั้น ๆ ๑ กัณฑ์ เป็นอันเสร็จพิธี
สวัสดี อตมา อยากจะทราบว่า พิธีกรรมต่างต่างในประเทศไทยมีต้นกำเนีดจากจากศาสนาใดบ้าง ในปัจจุบันนะ
สวัสดีครูสลิด แวะมาเยี่ยม ดีใจจังที่ยังเป็นนักวิชาการเหมือนเดิม ยังขยันใฝ่เรียนรู้ ขยันเผยแพร่ความรู้ เสียสละเวลาเพื่อเปิดโลกกว้างทางความคิด แสดงความรู้เป็นทานแก่นักเรียนหรือผู้สนใจ เรื่องบางเรื่องอาจจะมีคนไม่รู้ก้ได้ ไม่มีใครรู้หมดทุกเรื่อง ถึงรู้บางเรื่องอาจจะไม่ลึกเพียงพอ ขอบคุณที่ยังเป็นแสงสว่างให้ทานแก่บุคคลทั่วไป ขอเป็นกำลังใจให้เสมอ