ผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรของเมืองสาระขันอยู่หลายครั้ง

ครั้งหนึ่งที่ประชุมพูดถึงเรื่องความปลอดภัยในการจราจรบนถนนในชุมชน ตามตรอกซอกซอยต่างๆ

ในสังคมทุกแห่งในโลกนั้น การเดินทางไม่ได้มีเพียงรถยนต์อย่างเดียว ระยะทางใกล้ๆ ผู้คนก็จะใช้การเดิน ไกลไปอีกนิดก็ใช้จักรยาน ส่วนคนพิการก็ใช้ไม้เท้าหรือรถเข็น ส่วนสภาพร่างกายของแต่ละคนนั้นก็แตกต่างกันไป คนหนุ่มสาวก็คล่องแคล่วว่องไว แต่คนท้องหรือคนชรา ก็ค่อยๆ เดินค่อยๆ ไป

ประชาชนจำนวนหนึ่งก็ได้ร้องขอมายังผู้บริหารเมืองสาระขัน ให้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของถนนในชุมชนให้มีความปลอดภัยมากขึ้น เพื่อคนเดินเท้า เด็กๆ และคนสูงอายุ จะได้ปลอดภัยมากขึ้นกว่าปัจจุบัน

ประธานในที่ประชุมได้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ตามกฎหมาย ถนนมีไว้สำหรับให้รถวิ่ง"

เรื่องถนนเป็นของรถนี้ไม่มีใครเถียง เพราะกฎหมายได้กำหนดเอาไว้ แต่การบริหารบ้านเมืองจะอาศัยนิติศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่ควร ควรคำนึงถึงรัฐศาสตร์ควบคู่ไปด้วยเสมอ บ้านเมืองถึงจะสงบเรียบร้อยและประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

เป็นธรรมดาอยู่เองที่บรรดาผู้ร่วมประชุมส่วนใหญ่ซึ่งเป็นข้าราชการย่อมพยายามเกาะเก้าอี้ตัวเองไว้อย่างแน่นหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อประธานในที่ประชุมเผยใต๋ว่าจะเอนเอียงไปในทิศทางใดแล้ว ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดก็เทคะแนนเสียงไปในทางนั้นโดยพร้อมเพรียง เพื่อความปลอดภัยในสวัสดิภาพของหน้าที่การงานของตัวเองเป็นสำคัญ โดยมิใยดีต่อสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ๆ ที่ตัวเองมีหน้าที่ดูแล

ในที่สุดที่ประชุมก็ไม่เห็นความสำคัญของผู้ใช้จักรยาน คนเดินเท้า คนชรา และคนพิการอีกตามเคย

กระแสจราจรของรถยนต์ (motor vehicle) ได้แบ่งแยกผู้คนสองฝั่งถนนออกจากกัน ยิ่งเป็นถนนสี่ช่องจราจร ที่มีรถวิ่งด้วยความเร็วสูงเป็นจำนวนมากด้วยแล้ว การแบ่งแยกนี้ยิ่งชัดเจนและแทบเป็นการแบ่งแยกอย่างสิ้นเชิง เมื่อมีประชาชนพยายามข้ามถนนที่ไม่ได้จัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกและปลอดภัยในการข้ามถนนตามความเหมาะสมแล้ว สิ่งที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ อุบัติเหตุ

ดังนั้นการออกแบบถนน หรือการบริหารจัดการถนนและการจราจรนั้นควรคำนึงถึงผู้ใช้ถนนทุกคน (all road user) รวมไปถึงผู้ที่มีบ้านเรือนหรือที่ทำงานอยู่ริมถนนสายนั้นๆ (ที่กำลังออกแบบหรือจัดการ) ด้วย

เรามาดูตัวอย่างกันดีกว่าครับ

ถนนสาย 4135 เป็นถนนขนาดสี่ช่องจราจร และมีไหล่ทางกว้างไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร รถจึงวิ่งด้วยความเร็วสูง ริมถนนสายนี้มีโรงเรียนใหญ่อยู่แห่งหนึ่งซึ่งมีนักเรียนจำนวนมากต้องข้ามถนนไปมาทั้งช่วงเช้าและเย็น เพื่อมาโรงเรียนและกลับบ้าน

แต่ถนนสายนี้ไม่มีทั้งเกาะกลาง (Median) สัญญาณไฟสำหรับการข้ามถนน (Pedestrian crossing signal) หรือสะพานคนข้าม (Pedestrian bridge) สักแห่งเดียว โดยเฉพาะบริเวณหน้าโรงเรียน

ผู้เขียนได้เคยมีโอกาสถามเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องว่าทำไมถึงไม่มีเกาะกลาง คำตอบที่ได้รับคือ "ไม่ต้องการเสียงบประมาณในการดูแลรักษา" (ทาสี ดูแลต้นไม้)

แสดงว่าในมุมมองของเจ้าของถนนชีวิตของเด็กๆ นักเรียนไม่มีความสำคัญเลยแม้แต่น้อย จึงไม่ได้รับการเหลียวแล นำมาพิจารณาจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกและปลอดภัยในการข้ามถนน

ถนนสายนี้แม้จะมีความยาวไม่มากนัก (ไม่น่าเกิน 20 กิโลเมตร) แต่เป็นถนนที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยมากที่สุดสายหนึ่ง โดยเฉพาะบริเวณทางร่วมทางแยก ซึ่งปรากฎว่าไม่มีสัญญาณไฟจราจรเลย ทั้งๆ ที่ควรจะมี (สัญญาณไฟจราจร) ในบางทางแยก

 

 

 

ถ้าบริเวณนี้มีเกาะกลางสำหรับการข้ามถนน (Pedestrian refuge) ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย นักเรียนและครูรวมถึงผู้ใช้ถนนอื่นๆ ก็จะสามารถอาศัยเป็นที่หลบภัยจากรถในยามที่ต้องข้ามถนนได้อย่างอุ่นใจ

แต่ในขณะนี้ ที่ยังไม่มีเกาะกลางสำหรับการข้ามถนน (Pedestrian refuge)  นักเรียน ครูและผู้ใช้ถนนอื่นๆ คงต้องใช้ทางม้าลายนี้เป็นที่ซ้อมวิ่ง (sprint) 100 เมตรไปพลางๆ สำหรับคนท้อง ผู้พิการและผู้สูงอายุนั้น คงต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แต่ละคนเคารพนับถือกันละครับ

เพราะรถ (ส่วนใหญ่) ในประเทศนี้ ไม่เคยหยุดให้คนข้ามถนน หรือแม้กระทั่งลดความเร็วลงให้คนสามารถข้ามถนนได้อย่างอุ่นใจเลย