จากการ "ปั่น" เกลียวความรู้ให้กันและกันของท่าน ใบไม้ร้องเพลง ในบันทึกนี้ เริ่มต้นสะสม "ทุน" ดี ๆ...นั้น เราขอต่อ ขอปั่นเกลียวให้กันและกันดังนี้...


 

พวกที่ชอบคิดในด้านลบนี่ไม่ใช่คนโง่นะ แต่เป็นคนฉลาด ฉลาดที่ชอบคิดเรื่อง "โง่ ๆ"

คนโง่จริงเขาไม่ค่อยคิดอะไรพวกนี้หรอก เพราะเขาตั้งใจแล้ว รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นดีแล้วเขาก็ทำ "ทำไปเรื่อย"
เหนื่อยก็ทำ ไม่เหนื่อยก็ทำ ทำไปอย่างนั้นแหละ...

เมื่อมีความหวัง ก็ต้องทำใจให้พร้อมกับ "ความผิดหวัง" เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของคู่กัน
เหมือนกับสุข ก็ต้องคู่กับความทุกข์ ความร้อนก็ต้องคู่กับความเย็น ความดีใจก็ต้องคู่กับความเสียใจ สิ่งเหล่านี้ไซร้เป็นเรื่อง "ธรรมดา..."
แต่ทว่า วันนี้เราพัฒนาจิตของเราให้อยู่ตรงที่ ความไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่ร้อน ไม่หนาว ไม่สมหวัง ไม่ผิดหวัง เราทำจิตใจให้ "เฉย ๆ" อย่างนี้แหละ
ถ้าทำใจให้เฉยได้นี่แหละจึงเรียกว่า "การปล่อยวาง"

การปล่อยวางนี่ไม่ได้หมายความว่าไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่สุข ไม่ทุกข์อย่างที่เคยเข้าใจนะ
สิ่งต่าง ๆ นั้นมันก็เกิดขึ้นอยู่ ผิดหวัง สมหวัง ดีใจ เสียใจ แต่ทว่าเราไม่เอาจิตใจไปจับ ไปจดมันไว้แค่นั้นแหละ
มันเกิดก็รู้ว่าเกิด มันไปก็รู้ว่าไป ไม่เสียดาย ไม่เจ็บใจ อะไรมันเกิดขึ้นมาก็ อ้อ ดีใจเหรอ อื่ม เสียใจแล้ว แล้วก็ "สลัด" มันทิ้งไป

หรือว่าร้อน ก็รู้ว่าอ้อ "ร้อนเหรอ" แต่ทว่า ไม่ใช่ร้อนแล้วก็นั่งตากแดด หรือปล่อยให้ไฟมันเผามืออย่างนั้นนะ ทำร้อนแล้วทำอย่างนั้นเขาเรียกว่าว่า "ปล่อยวางอย่างไม่มีปัญญา"

การปล่อยวางนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ทำนะ แต่หมายถึงกระทำการต่าง ๆ อย่างปล่อยวาง
อาทิเช่น บ้านเรามันร้อน เราก็ซื้อแอร์มาติด อย่างนี้เรียกว่าปล่อยวางไหม ต้องดูว่าที่เราเอามาติดนี้ เราติดเพื่อโก้ ติดเพื่อโชว์ หรือติดเพื่อคลายร้อน อันนี้อย่างหนึ่ง
แต่ทว่า "มีปัญญาไหม..?" อันนี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง
อาทิ ถ้าให้ดี ปลูกต้นไม้ดีกว่าไหม หรือใช้วัสดุทนความร้อนไปป้องกันไว้ก่อนที่หลังคาดีไหม หรือจะให้ดี ก็จะอยู่ที่ "วังน้ำเขียว" เลยดีไหม อันนี้ก็อีกอย่างหนึ่ง

เวลาปฏิบัติธรรมนี้ต้องมี "ปัญญา" นะ
จะทำอะไรต้องให้ "ปัญญา" ขึ้นมาเสมอ เชิดหน้า ชูตาให้ได้
เดี๋ยวเขาจะมาว่าเราได้เน๊อะ ว่าไปปฏิบัติธรรมมาแล้วไม่เห็นจะ "หายโง่" เลย

ปัญญาของผู้ปฏิบัติธรรมต้อง "แวววาว" เฉียบขาด ใสปิ๊ง
ไม่ใช่ทำอะไรก็ "เฉิ่ม" ไปเรื่อย
เจอฝน เจอพายุ เจอขโมย ก็ย่างหนอ ก้าวหนออยู่ อย่างนี้ก็ไม่ใช่เรื่อง

การปฏิบัติธรรมคือการฝึกใช้ "ปัญญา"
จะทำอะไรต้องดึงปัญญาขึ้นมาใช้ให้ได้
ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะดึงปัญญาขึ้นมาใช้อย่างไร
จะดึงปัญญาขึ้นมาได้ต้องกลับไป Re-check ศีลให้ดี
ถ้าศีลดีแล้วสมาธิก็มาโดยอัติโนมัติ
สมาธิมี สติก็มี ทำใจนิ่ง ๆ ว่าง ๆ เดี๋ยว "ปัญญา" มันก็มาเอง

นิ่ง ๆ ว่าง ๆ นี่ก็อีกนะ ไม่ใช่หมายความว่าไม่คิด
ต้องคิด คิดให้มาก คิดให้ถี่ถ้วน แต่เวลาคิดจะต้องว่างจากความโลภ ความโกรธ ความหลง
ความโลภ ความโกรธ และความหลงนี้ก็คือ เหตุแห่งความผิดศีลนั่นแหละ
ท่านถึงว่าถ้าศีลดี ความโลภ ความโกรธ ความหลงก็ไม่มี
ถ้าไม่มีอุปสรรคทั้งสามตัวนี้แล้ว จิตใจก็จะแน่วแน่ ไม่มั่นคง ความมั่นคงแห่งจิตนี้เองท่านเรียกว่า "สมาธิ"

แล้วการตัดสินใจบนฐานแห่งสมาธินี้ซึ่งว่างจากความโลภ ความโกรธ ความหลงนี้เองจึงเรียกว่าผู้มี "ปัญญา..."